Reports/Ratings – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 31 Oct 2014 00:00:00 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 แอลจี อีเล็คทรอนิคส์ เผยผลประกอบการอันยอดเยี่ยมในไตรมาสสาม พร้อมยอดขายสมาร์ทโฟนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ https://positioningmag.com/58687 Fri, 31 Oct 2014 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=58687

แอลจี อีเล็คทรอนิคส์ (แอลจี) เผยผลประกอบการไตรมาสที่สามของปี 2557 ด้วยรายได้ที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบบัญชี 14.54 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 4.72 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 7.4 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีต่อปี และกำไรจากการดำเนินงาน 449.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.46 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ผลประกอบการของแอลจีสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือ ซึ่งสร้างยอดขายสมาร์ทโฟนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 16.8 ล้านเครื่องภายในไตรมาสที่สามไตรมาสเดียวเท่านั้น

กลุ่มผลิตภัณฑ์โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์มีรายได้ 4.59 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.49 แสนล้านบาท) ในไตรมาสที่สาม ลดลงประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์เทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่ผ่านมา ด้านผลกำไรจากการดำเนินการอยู่ที่ 127.19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 4.13 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว อันเป็นผลมาจากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ยอดขาย LCD TV เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบปีต่อปีในภูมิภาคต่างๆ ได้แก่ อเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง แอลจีคาดว่ายอดขายของ 4K Ultra HD TV และป้ายดิจิตอลจะเติบโตขึ้น ในขณะที่ความต้องการจอมอนิเตอร์และผลิตภัณฑ์เอวีจะลดลง

กลุ่มผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือสร้างประวัติการณ์ด้วยยอดส่งออกสมาร์ทโฟนสูงถึง 16.8 ล้านเครื่องในไตรมาสที่สาม เพิ่มขึ้นถึง 39 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีต่อปี และเพิ่มขึ้น 16 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสที่แล้ว โดยมียอดขาย 4.14 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.34 แสนล้านบาท) และรายได้จากการดำเนินงาน 163.16 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 5.32 พันล้านบาท) เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัทฯ นับตั้งแต่ไตรมาสที่สามของปี 2552 ด้วยผลกำไรอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สอง แอลจีจะยังคงเดินหน้าเพิ่มความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนด้วย G Series และ L Series III ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านมียอดขาย 2.84 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 9.2 หมื่นล้านบาท) ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ถึงแม้จะมียอดขายที่ดีขึ้นในเกาหลี ยุโรป และตลาดประเทศกำลังพัฒนา เช่น ตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การแข่งขันที่รุนแรงในอเมริกาเหนือและการผันแปรของค่าเงินส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสที่สามลดลงอยู่ที่ 50.49 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.64 พันล้าน บาท) แอลจีคาดว่าผลกำไรจะเพิ่มขึ้นในไตรมาสหน้าโดยเป็นผลจากการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และการปรับโครงสร้างต้นทุน

กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศและโซลูชั่นส์ด้านพลังงานมีรายได้อยู่ที่ 902.14 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2.93 หมื่นล้านบาท) ลดลง 5 เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว ผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 2.44 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 79 ล้านบาท) เป็นผลมาจากความต้องการเครื่องปรับอากาศในที่พักอาศัยที่ลดลงในเกาหลีเนื่องจากสภาพอากาศ ซึ่งแปรผันกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องในตะวันออกกลางและละตินอเมริกา แอลจีคาดว่ายอดขายจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นจากระบบการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายคืออุตสาหกรรมการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเติบโตในเกาหลี

ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในช่วงไตรมาสที่สามประจำปี 2557

รายได้ที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบด้านบัญชีของไตรมาสที่สามของแอลจี อีเลคทรอนิคส์เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ International Financial Reporting Standards (IFRS) สำหรับช่วงเวลาสามเดือนจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 ทั้งนี้อัตราแลกเปลี่ยนของเงินวอนต่อดอลลาร์สหรัฐจะเท่ากับอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยของสามเดือนในไตรมาสเดียวกันโดยอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1,026 วอนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ไตรมาสที่สาม 2557)

]]>
58687
เอสซีจีแถลงผลประกอบการไตรมาสที่สาม และ 9 เดือนแรกของปี 2557 มุ่งผลักดันสินค้า HVA ต่อเนื่อง คว้าที่ 1 ของโลกด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน 4 ปีซ้อนจาก DJSI https://positioningmag.com/58684 Thu, 30 Oct 2014 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=58684

ผลประกอบการเอสซีจีไตรมาสที่สาม มีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาขายของธุรกิจเคมีภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น แต่กำไรลดลงจากปีก่อน เนื่องจากในไตรมาสที่สาม ปี 2556 มีกำไรจากรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ ประกาศเดินหน้าโครงการลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท ในธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ตามกลยุทธ์มุ่งสู่ผู้นำอย่างยั่งยืนในอาเซียน พร้อมคว้าที่ 1 ของโลกด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในสาขาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (Construction Materials Industry) เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน จากการประเมินและจัดอันดับของ DJSI

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจี ในไตรมาสที่สาม ปี 2557 มีรายได้จากการขาย 124,275 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาขายของธุรกิจเคมีภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่รายได้จากการขายใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน มีกำไรสำหรับงวด 7,846 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 20 จากปีก่อน เนื่องจากในไตรมาสที่สาม ปี 2556 มีกำไรจากรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ 1,701 ล้านบาท จากการปรับมูลค่าเงินลงทุนในบริษัทสยามซานิทารีแวร์ จำกัด และบริษัทสยามซานิทารีฟิตติ้งส์ จำกัด และจากการขายเงินลงทุนในบริษัทโตโต้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ให้กับ TOTO Group

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2557 เอสซีจี มีรายได้จากการขาย 370,835 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสำหรับงวด 24,759 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 13 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีกำไรจากรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ 1,701 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 3 ปี 2556 ประกอบกับมีการปันกำไรในบริษัทย่อยไปให้ส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุมมากขึ้น และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง

สำหรับธุรกิจของเอสซีจีในอาเซียน นอกเหนือจากประเทศไทย ใน 9 เดือนแรกของปี 2557 มีรายได้จากการขาย 32,565 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9 ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ ในไตรมาสที่สามของปี 2557 ธุรกิจของเอสซีจีในอาเซียนมีรายได้จากการขาย 11,204 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9 ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการขายที่เพิ่มขึ้นของ Vina Kraft ผู้ผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในเวียดนาม และ Prime Group ผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิกรายใหญ่สุดของเวียดนาม รวมถึงคอนกรีตผสมเสร็จและปูนซีเมนต์ในกัมพูชา ทั้งนี้ เอสซีจี มีสินทรัพย์รวมในอาเซียน นอกเหนือจากประเทศไทย ณ วันที่ 30 กันยายน 2557 มูลค่า 79,235 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 17 ของสินทรัพย์รวมของบริษัท

สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 30 กันยายน 2557 มีมูลค่า 473,405 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่สาม ปี 2557 แยกตามรายธุรกิจดังนี้

เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขายในไตรมาสที่สาม 46,382 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ของกลุ่มธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนและรายได้จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น โดยมีกำไรสำหรับงวด 3,072 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 43 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในไตรมาสที่ 3 ปี 2556 มีกำไรจากรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ 1,701 ล้านบาท

เอสซีจี เคมิคอลส์ มีรายได้จากการขายในไตรมาสที่สาม 64,337 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปริมาณการขาย Polyolefins ที่ปรับตัวลดลง แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีกำไรสำหรับงวด 4,188 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 85 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับบริษัทร่วมมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น

เอสซีจี เปเปอร์ มีรายได้จากการขายในไตรมาสที่สาม 16,276 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นของทั้งสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ และสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ มีกำไรสำหรับงวด 715 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 19 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตาม EBITDA ที่ลดลง

นายกานต์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น และจะเห็นผลชัดเจนขึ้นในปี 2558 ทั้งนี้ เอสซีจียังคงเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของไทยและอาเซียนจะมีความแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน จึงขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติงบลงทุนมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ในโครงการขยายการลงทุนธุรกิจปูนสำเร็จรูป (Mortar) ปูนสำเร็จรูป HVA สำหรับงานก่ออิฐและงานฉาบผนัง ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ สะดวกต่อการใช้งาน และเหมาะกับการใช้ในงานก่อ-ฉาบอิฐมวลเบา โดยเอสซีจีได้ขยายกำลังการผลิตปูนสำเร็จรูป 2 ล้านตันต่อปี เป็นเงินลงทุนรวมประมาณ 2,800 ล้านบาท โดยก่อสร้างที่จังหวัดขอนแก่นและลำปาง และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 และโครงการร่วมทุนธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างในอาเซียน โดยเอสซีจีจะเข้าร่วมทุนในสัดส่วนร้อยละ 50:50 กับบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อจัดตั้งบริษัทโกลบอลเฮ้าส์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยเป็นเงินลงทุนในส่วนของเอสซีจีประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างในรูปแบบคลังสินค้าในอาเซียน

ความคืบหน้าการลงทุนในอาเซียนของเอสซีจี ยังคงเดินหน้าต่อเนื่องตามแผนที่วางไว้ โดยโครงการโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ในอินโดนีเซีย และโครงการโรงงานผลิตปูนซีเมนต์แห่งที่สองในกัมพูชาจะแล้วเสร็จ และเริ่มผลิตได้ในปี 2558 ส่วนโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในเวียดนาม คาดว่าจะสามารถสรุปวงเงินลงทุนได้ภายในต้นปีหน้า นอกจากนี้ การลงทุนในโครงการ Precast Concrete Panel นวัตกรรมผนังสำเร็จรูป เพื่อทดแทนการก่ออิฐและฉาบผนังแบบเดิม ที่มีความแข็งแรง ติดตั้งง่าย ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงาน 2 แห่ง คือที่จังหวัดชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมเหมราช จังหวัดสระบุรี คาดว่าจะสามารถผลิตได้ในไตรมาสที่สอง ปี 2558

สำหรับการพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA) เพื่อเติบโตสู่ผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียนนั้น ที่ผ่านมา เอสซีจีมียอดขายสินค้า HVA เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสที่สามของปีนี้ เอสซีจีมียอดขายสินค้า HVA 42,582 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นร้อยละ 34 ของยอดขายรวม ขณะที่สินค้า SCG eco value มียอดขาย 36,091 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นร้อยละ 29 ของยอดขายรวม

นอกจากนี้ เอสซีจี ยังดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ล่าสุด เอสซีจีได้รับการประเมินและจัดอันดับในดัชนีวัดประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนดาวน์โจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices – DJSI) ให้เป็นที่ 1 ของโลก (Industry Leader) ในสาขาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (Construction Materials) เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน และอยู่ในระดับ Gold Class ติดต่อกันเป็นปีที่ 7 ตั้งแต่ปี 2551 สะท้อนความมุ่งมั่นของเอสซีจีในการสร้างประโยชน์สูงสุดต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย พร้อมร่วมผลักดันให้ทุกภาคส่วนนำแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสร้างเครือข่ายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน

]]>
58684
ดีแทคประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสที่สาม จ่ายเงินปันผล 1.57 บาทต่อหุ้น https://positioningmag.com/58650 Sun, 26 Oct 2014 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=58650

ดีแทคประกาศผลกำไรสำหรับงวดเก้าเดือนแรกสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2557 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากงวดเดียวกันของปีก่อน รายได้จากการให้บริการ ไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย(IC) ในไตรมาสที่ 3 ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันเมื่อปีก่อน อันเป็นผลจากการเติบโตของรายได้จากการให้บริการ ในขณะที่รายได้จากการบริการเสียงและบริการข้ามแดนอัตโนมัติลดลง กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) สำหรับงวด 9 เดือนของปี 2557 เท่ากับ 24 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 9 ในขณะที่อัตรา EBITDA (EBITDA margin) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 36.8 จากร้อยละ 31.6 ในปีก่อน นอกจากนั้น ดีแทคมีมติจ่ายเงินปันผลเฉพาะกาล 1.57 บาทต่อหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นในไตรมาสที่ 3 เทียบเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 144%

ฐานลูกค้าผู้ใช้บริการรวมเมื่อสิ้นสุดไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 28 ล้านเลขหมาย โดยเป็นผู้ใช้บริการที่ย้ายไปยังเครือข่าย 2.1GHz ภายใต้ใบอนุญาตจาก กสทช. แล้วจำนวน 20 ล้านเลขหมาย นอกจากนี้ ดีแทคยังคงพัฒนาเครือข่าย 3G อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะมอบบริการที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและเสริมประสบการณ์การใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า ทั้งนี้การเข้าถึงการใช้งานสมาร์ทโฟนของลูกค้าเท่ากับร้อยละ 41 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29 ณ สิ้นไตรมาสที่สามของปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้บริการข้อมูลบนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าสถานการณ์การเมืองได้กลับสู่ความมั่นใจมากขึ้น แต่แนวโน้มทางเศรษฐกิจได้เริ่มชะลอตัวลง ดีแทคได้เปลี่ยนมุมมองเป้าหมายสำหรับปี 2557 ดังต่อไปนี้ (1) รายได้จากการให้บริการ ไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย จะลดลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย (2) EBITDA margin จะอยู่ในช่วงร้อยละ 35 – 37 และ (3) เงินลงทุนในเครือข่ายและทรัพย์สินถาวรอื่นไม่น้อยกว่า 13,000 ล้านบาท

นายซิคเว่ เบรคเก้ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “สาเหตุที่กำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปีเติบโตขึ้นเพียงเล็กน้อย  เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในช่วงที่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ไร้สายและบริการข้อมูลบนอุปกรณ์ไร้สายยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากทุกวันนี้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นในด้านการทำงานหรือชีวิตส่วนตัว ดีแทคจึงมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการให้บริการอินเทอร์เน็ตด้วยการสร้างเครือข่าย 3G และ 4G ที่ดีที่สุดให้ครอบคลุมเขตพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล รวมถึงอีก 30 เมืองใหญ่ทั่วประเทศไทยภายในเดือนมีนาคม 2558 เพื่อที่จะมอบประสบการณ์การใช้บริการอินเทอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมที่สุด 20 อันดับแรกที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเรา”

นอกเหนือจากการลงทุนด้านโครงข่ายแล้ว ดีแทคยังมีความร่วมมือกับผู้ผลิตมือถือชั้นนำโดยเน้นสเป็กสูงในราคาเบาๆมาจำหน่ายภายใต้แบรนด์ ดีแทคโฟน และแฮปปี้โฟนซึ่งมียอดขายที่ดีมาก พร้อมกับความพยายามที่จะร่วมมือกับผู้ให้บริการคอนเท้นท์ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าบนโครงข่ายดีแทค

]]>
58650
ผลการสำรวจทั่วโลกยืนยันความนิยมที่เพิ่มขึ้นของวิดีโอบนมือถือ แนวโน้มการดูวิดีโอบนอุปกรณ์มือถือมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย https://positioningmag.com/58636 Wed, 22 Oct 2014 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=58636

วิดีโอบนอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์มือถือเป็นช่องทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภค ข้อมูลนี้ได้รับการเปิดเผย ในรายงานประจำไตรมาสล่าสุดเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือทั่วโลกโดย BuzzCity

ดร. เค เอฟ ไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง BuzzCity กล่าวว่า “ผลการสำรวจและแนวโน้มในตลาดจาก 25 แห่งที่ทำการสํารวจมีความคล้ายคลึงกันมากและตอกย้ำการคาดการณ์ที่ว่าวิดีโอบนมือถือในประเทศไทยเป็นช่องทางใหม่สำหรับการชมรายการประเภทเนื้อหาและโฆษณาที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว”

ข้อมูลสำคัญจากการสำรวจทั่วโลกพบว่า 84% ของนักเล่นมือถือดูวิดีโอออนไลน์ อีก 56% ดาวน์โหลดและ 30% ดูผ่านเว็บไซต์ที่แชร์ทางออนไลน์

ในประเทศไทย แนวโน้มการดูวิดีโอบนมือถือกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในขณะที่ความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตพัฒนาดีขึ้นและนำแผนการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่แพงมากมาใช้ ดร. ไล ยังกล่าวอีกว่า “ความต้องการในการชมรายการประเภทที่มีเนื้อหาสาระ (content) ยังคงสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ซีรี่ส์ล่าสุดเรื่องฮอร์โมนส์ที่มีให้ชมออนไลน์ทันทีหลังจากที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ และช่องที่เยาวชนนิยม ได้แก่ช่อง VRZO มีสมาชิกมากกว่า 2,300,000 คนบนยูทูป”

เขาเสริมว่า “การรับรู้ในความนิยมของผู้บริโภคยังไม่ตรงกันกับผู้โฆษณา ผู้ลงโฆษณาไม่สามารถที่จะบริหารช่องดิจิตอลเป็นสื่ออิสระอีกต่อไป  พวกเขาจะต้องนำวิธีการทางดิจิตอลมาใช้ด้วยการทำงานผ่านอุปกรณ์ต่างๆ”

“จนถึงขณะนี้ นักโฆษณายังมีท่าทีแบบ ‘รอดู’ (wait and see) ผลการสำรวจระดับโลกนี้แสดงให้เห็นว่าเราได้มาถึงจุดเปลี่ยนและผู้โฆษณาที่ยังคงระมัดระวังตัวบริหารความเสี่ยงด้วยการไม่เข้าไปยุ่งในตลาดสื่อที่มีการแข่งขันสูง”

เมื่อพูดถึงการดูวิดีโอ สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุด (75%) เนื้อหารายการที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ รายการที่ออกอากาศฟรี (43%) ภาพยนตร์และรายการทีวีโชว์ (29%) และวิดีโอสั้น ๆ (23%) ผู้ตอบแบบสอบถามยังชื่นชอบความหลากหลายและความรวดเร็วของวิดีโอบนมือถือและโอกาสที่จะดูเมื่อใดก็ได้ที่พวกเขาต้องการ

รายงานของ BuzzCity ยังแสดงปริมาณการโฆษณาในไตรมาสที่สามอีกด้วย

แม้ว่าการโฆษณาบนมือถือจะมีการปรับตัวลดลงในไตรมาสนี้ รายงานแสดงการเติบโตแบบปีต่อปีมากถึง 24% ของการโฆษณาในเครือข่าย BuzzCity ประจำปีจนถึงขณะนี้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2556 ในประเทศไทยหลังจากการเติบโตถึงสองหลักในทั้งสองไตรมาสติดต่อกัน การโฆษณาลดลง 26%เนื่องจากนักโฆษณาในสื่ออิสระลดการใช้จ่ายลง

สื่อโดยทั่วไปมองเห็นผลกำไรลดลงในช่วงสองสามไตรมาสสุดท้ายซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่เกิดจากความไม่สงบทางการเมือง

การสำรวจความคิดเห็นของ BuzzCity เกี่ยวกับแนวโน้มการดูวิดีโอออนไลน์จากผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 5,400 คนใน 25 ประเทศรวมทั้งประเทศไทย เริ่มทำการสำรวจตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคมถึงวันที่ 1 กันยายน 2557

]]>
58636
ทีเอ็มบีมีผลการดำเนินงานหลักที่ดีขึ้น ทำให้มีกำไรในไตรมาส 3/2557 จำนวน 2,387 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว และ 9 เดือนมีกำไร 6,564 ล้านบาท https://positioningmag.com/58596 Wed, 15 Oct 2014 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=58596

ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งผลประกอบการงวดไตรมาสที่ 3 ปี 2557 ในวันนี้ โดยธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 2,387 ล้านบาท ปรับตัวลดลงเล็กน้อย 7% จาก 2,575 ล้านบาทในไตรมาสที่แล้ว เนื่องจากในไตรมาสที่แล้วธนาคารมีการรับรู้รายการพิเศษ แต่เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับ 1,870 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว

ผลกำไรของธนาคารปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากธนาคารมีรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว และ 9% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3/2556 ทั้งจากรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิซึ่งเกิดจากสินเชื่อที่ขยายตัวดีขึ้นหรือเติบโตขึ้น 3% ในไตรมาสนี้ ประกอบกับการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยซึ่งเติบโต 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว และ 14% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3/2556 โดยส่วนใหญ่มาจากการขยายตัวของการขายแบงก์แอสชัวรันส์และการขายกองทุนรวม ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นน้อยกว่ารายได้เนื่องจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (cost to income ratio) ในไตรมาสนี้ลดลงเป็น 50% จาก 52% ในไตรมาสที่แล้ว และ 53% ในไตรมาสที่ 3/2556 ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองของธนาคารในไตรมาสนี้ปรับตัวดีขึ้นเป็น 3,800 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว และ 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3/2556

ทั้งนี้กำไรงวด 9 เดือนของปี 2557 มีจำนวน 6,564 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% เมื่อเทียบกับ 3,938 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปีที่แล้ว

ในไตรมาสที่ 3/2557 นี้ เงินฝากของธนาคารลดลงเล็กน้อยประมาณ 4,500 ล้านบาทหรือ 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นการลดลงของเงินฝากประจำ แต่เงินฝากธุรกรรมทางการเงิน (Transactional banking account) เพิ่มขึ้นประมาณ 7,000 ล้านบาทหรือ 4%และโดยรวมในงวด 9 เดือนของปีนี้ ธนาคารสามารถขยายเงินฝากได้ประมาณ 39,000 ล้านบาทหรือ 7% โดยเงินฝากที่เพิ่มขึ้นในช่วง 9 เดือน มาจาก 2 ส่วนเป็นหลัก คือ เงินฝากลูกค้ารายย่อยในผลิตภัณฑ์เงินฝากที่เป็นจุดเด่นของธนาคาร คือ เงินฝากไม่ประจำ (No Fixed) เงินฝากME by TMBและมาจากเงินฝากเพื่อธุรกรรมทางการเงิน ขณะที่สินเชื่อในไตรมาสที่ 3/2557 นี้ ขยายตัวประมาณ 16,000 ล้านบาทหรือ 3% จากไตรมาสที่แล้วจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และสินเชื่อลูกค้าบุคคล โดยสำหรับงวด 9 เดือนนั้น สินเชื่อเพิ่มขึ้นรวม 5%

ธนาคารยังคงควบคุมคุณภาพสินเชื่อได้อย่างดี โดยสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ของธนาคารและบริษัทย่อยมีจำนวน 21,027 ล้านบาทในไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยประมาณ 250 ล้านบาทจากไตรมาสที่แล้ว และลดลงในงวด 9 เดือนเป็นจำนวน 1,394 ล้านบาท โดยสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (NPL ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 3.43% จาก 3.87% ณ สิ้นปีที่แล้ว ขณะที่สัดส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ยังคงแข็งแกร่งที่ 139%

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีเอ็มบี กล่าวว่า “ธนาคารมีผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ที่ดีขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ทั้งรายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ขณะที่ยังสามารถขยายฐานลูกค้าเงินฝากธุรกรรมทางการเงินได้อย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 3 นี้แม้ว่าเงินฝากรวมจะลดลงเล็กน้อย แต่มีเงินฝากธุรกรรมทางการเงินเพิ่มขึ้นทั้งกลุ่มลูกค้าธุรกิจและลูกค้ารายย่อย อีกทั้งธนาคารยังคงดำรงสถานะกองทุนที่แข็งแกร่งมากขึ้น โดยมีระดับความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) ภายใต้เกณฑ์ Basel III เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 18.3% และกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 10.9% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งกำหนดไว้ที่ 8.5% และ 6.0% ตามลำดับ”

นอกจากนี้ จากการที่ธนาคารมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สามารถดำรงความแข็งแกร่งทางการเงินและควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดี้ส์ ได้เพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของทีเอ็มบี เป็น Baa 2 จาก Baa3 ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

]]>
58596
ช่องโหว่ Shellshock: กระทบใครบ้าง? ..ทำไมจึงน่ากลัวและอันตรายกว่า Heartbleed หลายเท่า? https://positioningmag.com/58512 Wed, 01 Oct 2014 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=58512

เกิดอะไรขึ้น?

มีการตรวจพบช่องโหว่ใหม่ล่าสุดซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางและเรียกได้ว่ารุนแรง โดยช่องโหว่ดังกล่าวมีชื่อว่า Shellshock (CVE-2014-6271 และ CVE-2014-7169) ถูกพบใน Bash (Bourne Again Shell) ซึ่งเป็น Shell หลักสำหรับ Unix และ Linux (ค่าตั้งต้น) และยังสามารถพบได้ใน Mac OS X, ระบบเซิร์ฟเวอร์ Windows บางระบบ และแม้กระทั่ง Android อีกด้วย ช่องโหว่นี้สามารถทำการรีโมทโค้ดคำสั่งที่ทำงานได้โดยข้ามขั้นตอนการตรวจสอบการยืนยันสิทธิ์ ซึ่งหากมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีต้องการสร้างความเสียหาย อาจส่งโค้ดอันตรายเพื่อควบคุมระบบปฏิบัติการ สามารถเข้าถึงข้อมูลลับต่างๆ หรือแฝงตัวซุ่มโจมตีในอนาคตได้อย่างง่ายดาย

NIST ให้คะแนนความรุนแรงของช่องโหว่นี้ในลำดับที่ 10 (จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน) โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงคือ

1) สามารถแพร่กระจายและกระทบได้กับธุรกิจวงกว้าง

2) มีอำนาจทะลุทะลวงเข้าระบบเพื่อโจมตีได้อย่างง่ายดาย (ความซับซ้อนต่ำ) และ

3) สามารถหลบข้ามการยืนยันสิทธิ์เมื่อใช้ Bash ผ่านทางสคริปต์ CGI และที่สำคัญต่างจากช่องโหว่ Heartbleed คือสามารถแพร่หลายได้มากกว่า และเข้าถึงได้ง่ายกว่า จึงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อองค์กรในวงกว้างและรุนแรงได้มากกว่า

ใครที่ได้รับผลกระทบบ้าง?

องค์กรหรือผู้ใช้ที่ใช้งาน Bash บนเซิร์ฟเวอร์, เดสก์ท็อป หรืออุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่นี้ รวมไปถึงเว็บเซิร์ฟเวอร์มากกว่า 500 ล้านเครื่องในโลกอินเทอร์เน็ตปัจจุบันนี้ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงกลุ่มผู้ใช้ที่เข้าถึงเว็บไซต์ หรือบริการที่ทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ที่ได้รับผลกระทบของช่องโหว่นี้ ก็มีความเสี่ยงที่ข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลธุรกิจสำคัญ อาจตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่ประสงค์ดี (อาชญากรไซเบอร์)

ผู้ใช้งานจะแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้าง?

จากที่ชี้แจงไปข้างต้น ช่องโหว่นี้มีความรุนแรงอย่างมาก และควรได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ในความเป็นจริงลูกค้าองค์ร ยังมีความไม่พร้อมที่จะแก้ไขได้ทันทีเนื่องจาก การเร่งสร้างและ ทำการแพตช์ ในจำนวนที่มาก และแตกต่าง (เช่น Linux แต่ละรุ่นที่ใช้ Bash ที่ใช้แพตช์ที่เฉพาะเจาะจง) และอีกประเด็น ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ จำนวนอุปกรณ์เฉพาะด้านที่ทำงานบนแพลตฟอร์ม Linux อาทิเช่น เราเตอร์ตัวเล็กๆ ไปจนกระทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์เหล่านี้ไม่สามารถติดตั้งแพตช์ได้โดยง่าย

เทรนด์ไมโคร มีคำแนะนำหลักๆ ให้กับกลุ่มลูกค้าองค์กร ดังต่อไปนี้:

1. ทำการประเมินสภาพแวดล้อมของคุณทั้งหมด แยกคัดกลุ่มเสี่ยงอุปกรณ์ที่อาจมีช่องโหว่ Bash ทำการแพตช์ระบบโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

2. การมี IPS เวอร์ชั่นล่าสุดเป็นเรื่องจำเป็น ลดความเสี่ยงจนกว่าคุณจะทำการแพตช์ได้อย่างสมบูรณ์ และครบถ้วนทุกอุปกรณ์ ถ้าไม่มี IPS แนะนำให้ลองใช้ในรูปแบบบริการ (service-base)ในช่วงเวลาที่คุณจำเป็น ตามระยะเวลาการวางแผนแพตช์ที่กำหนด ซึ่งในกรณีเร่งด่วนแบบนี้ ถือเป็นทางออกที่คุ้มค่าที่สุด

เทรนด์ไมโคร ให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง?

เทรนด์ไมโคร มีข้อแนะนำหลายวิธีในการช่วยให้ลดความเสี่ยงจากช่องโหว่รุนแรงตัวนี้ได้ดังนี้

สำหรับการปกป้องเซิร์ฟเวอร์ ระดับองค์กร

· Deep Security สามารถแก้ไขจุดอ่อนในแบบเสมือนจริงบนเซิร์ฟเวอร์ที่มีช่องโหว่นี้ โดยช่วยปกป้องระบบไว้จนกว่าจะแพตช์พร้อมสำหรับการติดตั้ง  ลูกค้าปัจจุบันของเทรนด์ไมโครสามารถเปิดใช้กฎใหม่ (DSRU14-028) ที่พร้อมให้โหลดใช้งานได้จากเซิร์ฟเวอร์ไลฟ์อัพเดตของเทรนด์ไมโคร และจะได้รับการปกป้องทันที  นอกจากนี้ เทรนด์ไมโครนำเสนอการทดลองใช้งานฟรีด้วยฟีเจอร์ที่พร้อมสรรพผ่านทาง Deep Security as a Service ซึ่งจะช่วยแก้ไขจุดอ่อนในแบบเสมือนจริงสำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่มีความเสี่ยง พร้อมการปกป้องที่อัพเดตอย่างต่อเนื่อง

· Deep Security for Web Apps สามารถตรวจจับความเสี่ยงต่อช่องโหว่บนเว็บแอพพลิเคชั่นต่างๆ ให้ผู้ดูแลระบบสามารถรู้จุดเสี่ยงต่างๆ ที่อาจมีบนเว็บแอพพลิเคชั่นขององค์กร และรับมือได้อย่างเหมาะสม ต่อไป (โดยการใช้ IPS ในการแพ็ตช์แบบเวอร์ช่วล)

· Deep Discovery สามารถตรวจสอบ และค้นพบการโจมตี ที่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้ (ใช้กฎใหม่ # 1618) ผ่านเข้ามาในระบบองค์กร และสามารถแจ้งการบุกรุกระบบได้แบบเรียลไทม์ องค์กรขนาดใหญ่ ที่ไม่ต้องการให้เกิดความเสี่ยง และต้องการจัดการความเสียหายล่วงหน้า ขอแนะนำโซลูชั่นโดดเด่นตัวนี้

· เครื่องมือฟรี: เทรนด์ไมโครจัด เปิดทูลสำหรับการสแกนเซิร์ฟเวอร์ลินุกซ์ เพื่อใช้ในการค้นหาช่องโหว่ฟรี เพื่อให้องค์กรสามารถประเมินความเร่งด่วน ของการวางแผนแพ็ตช์ และ/หรือต้องทำการป้องกันต่อไป

สำหรับการปกป้อง ผู้ใช้งาน

· Interscan Web Security as a Service ใช้ฐานข้อมูลเว็บเพื่อระบุไซต์ และเว็บแอพพลิเคชั่น ที่เทรนด์ไมโคร ระบุว่าได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ Bash ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถปิดกั้นการเข้าถึง เว็บไซต์เสี่ยงดังกล่าว และปกป้องผู้ใช้งาน และข้อมูลสำคัญ ข้อมูบความลับไม่ว่าผู้ใช้จะใช้อุปกรณ์ใด หรืออยู่ที่ใดก็ตาม (นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ OfficeScan โซลูชั่นรักษาความปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์ ลูกข่ายสามารถป้องกันได้เช่นกัน) สามารถทดลองใช้งานฟรี 30 วันสำหรับ InterScan Web Security as a Service ได้ที่ https://forms.trendmicro.com/product_trials/service/index/us/144

· Trend Micro AntiVirus for Mac แนะนำให้ใช้งาน รวมถึงทูลฟรีต่างๆ ที่เรามีแนะนำให้ เพื่อ ตรวจสอบว่ามีช่องโหว่ Bashไหม ระบบมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีหรือไม่ ได้ทำการปิดกั้นการเข้าถึง เว็บไซต์เสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ Bash หรือยัง ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นผ่านเครื่องของท่าน

รายละเอียดเพิ่มเติม:

ข้อมูลเพิ่มเติม:

· SimplySecurity Blog: http://blog.trendmicro.com/bash-shellshock-vulnerability/

· Security Intelligence Blog: http://blog.trendmicro.com/trendlabs-security-intelligence/shell-attack-on-your-server-bash-bug-cve-2014-7169-and-cve-2014-6271/

· Security Intelligence Blog: http://blog.trendmicro.com/trendlabs-security-intelligence/bash-vulnerability-shellshock-exploit-emerges-in-the-wild-leads-to-flooder/

· Threat Encyclopedia: http://about-threats.trendmicro.com/us/vulnerability/6033/Bash%20Bug%20Vulnerability%20Shellshock

· เว็บไซต์ของเทรนด์ไมโคร: www.trendmicro.com/shellshock

· ชมวีดีโอออนไลน์ย้อนหลังเกี่ยวกับ Shellshock

ใครเป็นผู้ตรวจพบ และเผยแพร่รายละเอียดเกี่ยวกับช่องโหว่นี้?

มีการเปิดเผยเป็นครั้งแรกในวันที่ 24 กันยายน 2557 โดยบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น Red Hat, Akamai และอื่นๆ

BASH คืออะไร?

Bash คือ Shell ของ Unix/Linux ที่ช่วยให้คุณผสานรวมคำสั่งบนระบบ Unix และ Linux ซึ่งโดยปกติแล้ว เปิดใช้งานด้วยการเชื่อมต่อผ่าน SSH หรือ Telnet  นอกจากนี้ Bash ยังสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแยกวิเคราะห์ สำหรับสคริปต์ CGI บนเว็บเซิร์ฟเวอร์ เช่น Apache  ทั้งนี้ Bash เริ่มใช้งานมาตั้งแต่ปี 2532 และเป็น Shell ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด  แม้ว่าจะมี Shell อื่นๆ มากมายสำหรับ Unix แต่ละรุ่น แต่ Bash ถือเป็น Shell ตามค่าตั้งต้นสำหรับ Linux และ Mac OS X ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลาย และนั่นคือปัจจัยหลักที่ทำให้ความเสี่ยงนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะ Bash พบเห็นได้ทั่วทุกที่ และนับเป็น “หนึ่งในยูทิลิตี้ที่ได้รับการติดตั้งมากที่สุดบนระบบ Linux”

หากจะให้ยกตัวอย่าง  เรียกได้ว่าประมาณครึ่งหนึ่งของเว็บเซิร์ฟเวอร์บนอินเทอร์เน็ตที่ทำงาน Apache ปกติแล้ว จะทำงานบน Linux ซึ่งใช้ Bash เป็น Shell ตามค่าตั้งต้น และปัจจุบันมีการใช้งาน เว็บไซต์มากกว่า 1 พันเว็บไซต์ ทั่วโลก ดังนั้นจึงนับเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างแท้จริง!

สถานการณ์ต่างๆ และคำแนะนำที่แตกต่างกันไป มีดังต่อไปนี้:

· หากคุณเป็นผู้ใช้ (End-user) ให้มองหาแพตช์สำหรับเครื่อง Mac, โทรศัพท์ Android หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่คุณอาจใช้งานอยู่

o Mac OSX มีช่องโหว่ BASH ที่ติดตั้งมา และเป็น Shell ที่มีค่าคำสั่งตั้งต้น (Default Command Shell) อย่างไรก็ตาม ในค่าตั้งต้น Shell สามารถเข้าถึงได้โดยการเข้าระบบ (log on) ของผู้ใช้ นั่นหมายความว่าผู้ใช้ Apple Mac OSX ไม่เปิดให้ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่โดยค่าตั้งต้น ยกเว้นคนที่ล็อกออนเข้าสู่ระบบ ผู้ใช้ Mac OS X ที่เปิดใช้งานรีโมทล็อกอิน หรือมี การเขียนสคริปต์ของเซิร์ฟเวอร์โดยใช้ BASH จะมีโอกาสใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ระยะไกล ผู้ใช้ Mac OSX ควรทำการแพ็ตช์ เมื่อ Apple ออกแพ็ตช์มาเพื่อได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่

o นอกจากนี้ การใช้ประโยชน์จากโซลูชั่นชั้นนำ เช่น Trend Micro Free Tool สำหรับเครื่อง  Mac ยังสามารถเตือนคุณเมื่อคุณอยู่บนเว็บไซต์ที่มีช่องโหว่ และป้องกันไม่ให้คุณใส่ข้อมูล ที่มีความเสี่ยง

· หากคุณมีผู้ใช้ที่คุณมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบ (ในฐานะองค์กร) ให้ติดตั้งแพตช์ทันทีที่พร้อมใช้งาน สำหรับอุปกรณ์ที่มีความเสี่ยง ขณะเดียวกันคุณอาจใช้ Interscan Web Security as a Service เพื่อปิดกั้นการเข้าถึงไซต์ที่มีความเสี่ยง (โดยใช้ประโยชน์จากบริการฐานข้อมูลเว็บหรือ Web Reputation ของเทรนด์ไมโคร)

 

· หากคุณกำลังรันระบบ LINUX ให้ปิดใช้งาน BASH จนกว่าจะมีแพตช์ออกมาและจนกว่าคุณจะติดตั้งแพตช์ ระหว่างนั้นให้ใช้ระบบป้องกันการบุกรุก (IPS) เช่น Deep Security เพื่อแก้ไขจุดอ่อนในแบบเสมือนจริง

· หากคุณใช้งาน LINUX/APACHE เว็บเซิฟเวอร์ซึ่งมีการใช้งาน BASH สคริป ควรพิจารณาปรับปรุงสคริปให้ไปใช้เครื่องมืออื่นแทน BASH จนกว่าจะมีแพตช์ออกมา ระหว่างนั้นให้ใช้ระบบป้องกันการบุกรุก (IPS) เช่น Deep Security เพื่อแก้ไขจุดอ่อนในแบบเสมือนจริง

· หากคุณเป็นลูกค้าที่ใช้บริการโฮสต์ ให้ติดต่อผู้ให้บริการเพื่อสอบถามว่าระบบของเขามีความเสี่ยงหรือไม่ และสอบถามเกี่ยวกับแผนการแก้ไขปัญหา หากต้องการแก้ไขจุดอ่อนอย่างรวดเร็วสำหรับเซิร์ฟเวอร์และแอพพลิเคชั่นที่คุณรันบนบริการดังกล่าว ให้ใช้ IPS เช่น Deep Security เพื่อแก้ไขจุดอ่อนในแบบเสมือนจริง

คำถามและคำตอบเพิ่มเติม

คำถาม: Amazon Web Services (AWS) เพิ่งประกาศถึงแผนที่จะรีบูตระบบเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด  สาเหตุเกิดจากช่องโหว่ Shellshock ใช่หรือไม่?  แล้วเทรนด์ไมโครจะสามารถช่วยบรรเทาปัญหานี้บน AWS ได้หรือไม่?

ตอบ: AWS ยืนยันว่าการแจ้งเตือนให้ลูกค้าทราบเกี่ยวกับการรีบูตระบบสำหรับ EC2 และ RDS ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบั๊ก Shellshock  การรีบูตระบบดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขปัญหาของไฮเปอร์ไวเซอร์ Xen และไม่ได้เกี่ยวข้องกับจุดบกพร่องของ Bash เลยแม้แต่น้อย

รายละเอียดเพิ่มเติมจาก AWS มีอยู่ที่: http://aws.amazon.com/blogs/aws/ec2-maintenance-update/

http://aws.amazon.com/blogs/aws/ec2-maintenance-update/

เกี่ยวกับเทรนด์ ไมโคร

บริษัท เทรนด์ ไมโคร ผู้นำระดับโลกในด้านซอฟต์แวร์ความปลอดภัย มุ่งมั่นที่จะปกป้องโลกให้ปลอดภัย เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิตอล นวัตกรรมโซลูชั่นของเราให้บริการสำหรับผู้ใช้ทั่วไป องค์กรธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐ โดยนำเสนอระบบรักษาความปลอดภัยในการปกป้องข้อมูลแบบแบ่งระดับชั้น (Layered content security) ในอุปกรณ์พกพา อุปกรณ์ปลายทาง เกตเวย์ เซิร์ฟเวอร์ และระบบคลาวด์ โซลูชั่นทั้งหมดของเราขับเคลื่อนด้วย Trend Micro™ Smart Protection Network™ ซึ่งเป็นเครือข่ายข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามทั่วโลกบนระบบคลาวด์ พร้อมการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญด้านภัยคุกคามกว่า 1,200 คนทั่วโลก ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.trendmicro.co.th

]]>
58512
รายงานของอะโดบีเปิดเผยว่า “ขนาดหน้าจอ iPhone” ส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งตลาดโมบายล์เบราว์เซอร์ https://positioningmag.com/58449 Thu, 18 Sep 2014 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=58449

อะโดบี (Nasdaq:ADBE) เปิดเผยรายงาน Mobile Benchmark Report ประจำปี 2557 ซึ่งวิเคราะห์เทรนด์โมบายล์ล่าสุด รวมถึงการใช้งานเครือข่าย Wi-Fi เทียบกับเครือข่ายมือถือ (Cellular), ความสัมพันธ์ของขนาดหน้าจอกับส่วนแบ่งตลาดเบราว์เซอร์, บทบาทของโซเชียลเน็ตเวิร์กสำหรับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต, การแบ่งปันเนื้อหาคอนเทนต์บนอุปกรณ์ต่างๆ และประเด็นอื่นๆ  ข้อมูลสำคัญจาก Adobe Digital Index แสดงให้เห็นว่า “หน้าจอของ iPhone รุ่นใหม่ต้องมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อแก้ปัญหาแนวโน้มการลดลงของส่วนแบ่งตลาดโมบายล์เบราว์เซอร์” นอกจากนี้ Pinterest ได้กลายเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ใช้งานผ่านอุปกรณ์พกพามากที่สุด ขณะที่ Tumblr ก่อให้เกิดรายได้สูงสุดต่อการเยี่ยมชมหนึ่งครั้ง และการใช้ iBeacons กำลังเป็นที่นิยม และกำลังกลายเป็นกระแสหลัก

รายงาน Mobile Benchmark Report ของอะโดบี นับเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลแนวโน้มของโมบายล์ที่ครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุดในแวดวงอุตสาหกรรม โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่รวบรวมได้ทั้งหมดของ Adobe Marketing Cloud และ Adobe Digital Publishing Suite จากการเยี่ยมชมเว็บไซต์ของผู้ใช้กว่า 18,000 ล้านครั้ง ผ่านเว็บไซต์กว่า 10,000 เว็บไซต์ และมากกว่า 700 ล้านโมบายล์แอพ อีกทั้งแบบสำรวจโมบายล์ยังอ้างอิงการสัมภาษณ์ผู้ใช้อุปกรณ์พกพากว่า 3,000 คน และนักการตลาดกว่า 100 คนที่ดูแลแบรนด์ดังของสหรัฐฯ

นายจอห์น เมลเลอร์ รองประธานฝ่ายกลยุทธ์และการพัฒนาธุรกิจของ Adobe Marketing Cloud กล่าวว่า “ตลาดโมบายล์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โมบายล์จำเป็นต้องอยู่แนวหน้าและเป็นศูนย์กลางของ  กลยุทธ์การตลาดดิจิตอล เพื่อให้ก้าวทันกับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและความคาดหวังของผู้บริโภค แบรนด์สำคัญๆ ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง เพื่อเข้าถึงผู้ใช้อุปกรณ์พกพา และปีหน้า (ปี 2558) จะเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ (Game Changing Year) สำหรับนักการตลาดซึ่งจะต้องนำเสนอเนื้อหาทีปรับแต่งเฉพาะ (Highly Personalized Content) สอดรับกับความต้องการของผู้ใช้บนทุกหน้าจอ”

ข้อมูลสำคัญ

· โมบายล์เบราว์เซอร์: ส่วนแบ่งตลาดสำหรับ Chrome Mobile เพิ่มขึ้น 5.7 เปอร์เซ็นต์ เป็น 34.6 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ Safari Mobile ลดลง 2.6 เปอร์เซ็นต์ไปอยู่ที่ 59.1เปอร์เซ็นต์  ทั้งนี้ Apple iPhone และ iPad ยังคงขับเคลื่อนการท่องโมบายล์เว็บส่วนใหญ่ ด้วยส่วนแบ่งตลาด 54 เปอร์เซ็นต์ และ 80 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ขณะที่ Samsung ครองอันดับสองทั้งในส่วนของการท่องเว็บบนสมาร์ทโฟน (24 เปอร์เซ็นต์) และแท็บเล็ต (7 เปอร์เซ็นต์)  ส่วน Amazon ครองอันดับสามสำหรับการท่องเว็บบนแท็บเล็ต ด้วยส่วนแบ่งตลาด 5 เปอร์เซ็นต์

· ขนาดหน้าจอและการท่องเว็บบนอุปกรณ์พกพา:  หาก Apple ไม่มีการเปิดตัวของโทรศัพท์หน้าจอขนาดใหญ่ คาดว่าส่วนแบ่งตลาดโมบายล์เบราว์เซอร์ของ Apple จะลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะโทรศัพท์ที่มีหน้าจอใหญ่กว่าขับเคลื่อนจำนวนการเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ (Web Traffic) ได้มากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต การท่องเว็บบนโทรศัพท์หน้าจอ 4 นิ้วขึ้นไปเพิ่มขึ้น 132 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านั้น ขณะที่การท่องเว็บบนโทรศัพท์ขนาดเล็ก (ขนาด 4 นิ้ว หรือน้อยกว่า) ลดลง 11 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า  นอกจากนั้น การท่องเว็บบนแท็บเล็ตอยู่ในระดับคงที่ และมีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียงแค่ 1.8 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

· โซเชียลเน็ตเวิร์กบนอุปกรณ์ต่างๆ36 เปอร์เซ็นต์ของการเยี่ยมชมทั้งหมดที่อ้างอิงจากโซเชียลเน็ตเวิร์กไปยังเว็บไซต์ค้าปลีกมาจากแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน  โดยPinterest เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ใช้งานบนอุปกรณ์พกพามากที่สุด ด้วย 64 เปอร์เซ็นต์จากการอ้างอิงผ่านทางโมบายล์เบราว์เซอร์ ส่วน Tumblr ขับเคลื่อนรายได้ต่อการเยี่ยมชมสูงสุด มากกว่า Facebook ถึง 39 เปอร์เซ็นต์  นอกจากนี้ อัตราการตีกลับ (Bounce Rate) จากโซเชียลเน็ตเวิร์กบนอุปกรณ์พกพาสูงกว่าเดสก์ท็อป โดยอยู่ที่ 61 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับ 53 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

· การเข้าถึงและแบ่งปันคอนเทนต์บนหน้าจอหลายขนาด: ผู้บริโภคเลือกที่จะเชื่อมต่อเว็บผ่านทางเครือข่าย Wi-Fi มากกว่า โดยมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของการท่องเว็บบนสมาร์ทโฟน และ 93 เปอร์เซ็นต์ของการท่องเว็บบนแท็บเล็ตมาจากเครือข่าย Wi-Fi มากกว่าเครือข่ายมือถือ (เซลลูลาร์) นอกจากนี้ ผู้ใช้อุปกรณ์พกพายังแชร์เนื้อหานิตยสารดิจิตอลผ่านทางข้อความมากกว่าที่เคยเป็นมา  การใช้ Apple iMessage มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างสูงมากที่ 259 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่การแชร์เนื้อหาคอนเทนต์ผ่านทาง Facebook ลดลง 42.6 เปอร์เซ็นต์

· iBeacons และการกำหนดเป้าหมายทางภูมิศาสตร์: ในแบบสำรวจโมบายล์ที่เกี่ยวข้อง อะโดบีพบว่า iBeacons และการกำหนดเป้าหมายทางภูมิศาสตร์ (Geo Targeting)กำลังได้รับความนิยมอย่างมากจนกลายเป็นกระแสหลัก โดย 18 เปอร์เซ็นต์ของนักการตลาดโมบายล์ ใช้ iBeacons อยู่แล้ว และตัวเลขดังกล่าวคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปี2558  นอกจากนี้ นักการตลาดเกือบครึ่งหนึ่ง (49 เปอร์เซ็นต์) ใช้การระบุพิกัด GPS เพื่อเข้าถึงผู้ใช้อุปกรณ์พกพาและโปรโมทแบรนด์ และ 33 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้อุปกรณ์พกพา ใช้ประโยชน์จากการซื้อสินค้าภายในร้านโดยอาศัยอุปกรณ์พกพา

ลิงค์ที่มีประโยชน์

· รายงาน Mobile Benchmark Report ประจำปี 2557

· บทความ CMO.com เกี่ยวกับประเด็นสำคัญๆ

· บล็อกโพสต์: “Marketers – Meet the ‘Mobile Elite’” (นักการตลาด – รับมือกับผู้ใช้ที่เชื่อมต่อตลอดเวลา)

· บล็อกโพสต์: “iBeacons – A Lighthouse for the 21st Century Marketer” (iBeacons – ประภาคารนำทางสำหรับนักการตลาดในศตวรรษที่ 21)

· แบบสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้อุปกรณ์พกพา

· แบบสำรวจความคิดเห็นของนักการตลาดโมบายล์

· รายงานอื่นๆ ของ Adobe Digital Index

เกี่ยวกับ Adobe Digital Index

Adobe Digital Index จัดพิมพ์ผลการวิจัยเกี่ยวกับการตลาดดิจิตอลและหัวข้ออื่นๆ ที่อยู่ในความสนใจของผู้บริหารระดับสูงฝ่ายการตลาดและอี-คอมเมิร์ซในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ  ผลการวิจัยอ้างอิงการวิเคราะห์ข้อมูลโดยรวมที่ผ่านการคัดสรรโดยไม่มีการเปิดเผยชื่อบุคคลจากบริษัทต่างๆ กว่า 5,000 แห่งทั่วโลกที่ใช้ Adobe Marketing Cloudเพื่อรับข้อมูลแบบเรียลไทม์และการวิเคราะห์กิจกรรมบนเว็บไซต์  รายงาน Mobile Benchmark Report ประจำปี 2557 และรายงานอื่นๆ รวมถึงข้อมูลเชิงลึก มีอยู่ที่นี่

เกี่ยวกับ บริษัท อะโดบี ซิสเต็มส์ อินคอร์เปอเรทเต็ด

อะโดบีเปลี่ยนโลกใบนี้ด้วยประสบการณ์ดิจิตอล สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.adobe.com/sea

กลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์อะโดบีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถติดต่อกับทีมงานของอะโดบีและบุคลากรด้านครีเอทีฟผ่าน Facebook ได้โดยตรง เพื่อรับทราบข่าวคราวความเคลื่อนไหว ข้อมูลอัพเดต และโปรโมชั่นได้ที่ http://facebook.com/AdobeSEA

]]>
58449
"เคลียร์" ประกาศชัยส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดรอบ 10 ปี ทุ่ม 500 ล้านส่ง "เคลียร์ สูตรใหม่" เสริมแกร่ง-เพิ่มความมั่นใจไร้รังแค https://positioningmag.com/58401 Thu, 11 Sep 2014 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=58401

ผลิตภัณฑ์เคลียร์ นำโดยนางสาวสุทิพา ปัญญามหาทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาการตลาดผลิตภัณฑ์เส้นผมและทันตผลิตภัณฑ์ บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ประกาศความสำเร็จท็อปฟอร์มที่สุดในรอบ 10 ปีขึ้นแท่นเบอร์ 2 ตลาดแฮร์แคร์ซิวส่วนแบ่งทางการตลาด 14% ด้วยอัตราการเติบโต 9.5% ซึ่งโตกว่าตลาดแฮร์แคร์รวมที่เติบโต 2% สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะเพิ่มขึ้น

พร้อมเดินหน้าประกาศรุกตลาดส่งท้ายปี ทุ่ม 500 ล้านบาท เปิดตัวผลิตภัณฑ์ขจัดรังแค “เคลียร์ สูตรใหม่ โฉมใหม่” สุดยอดนวัตกรรมไขความลับปัญหารังแคอย่างแท้จริง  ด้วยเทคโนโลยี “นูเทรียม 10” ซึ่งคัดสรรสุดยอดวิตามินและแร่ธาตุมาเป็นส่วนผสม ทำให้ “เคลียร์” เป็นที่สุดของผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพิสูจน์ทางคลินิกแล้วว่า มีประสิทธิภาพในการฟื้นบำรุงหนังศีรษะที่ทำหน้าที่เสมือนปราการป้องกันรังแคได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้หนังศีรษะมีสุขภาพแข็งแรง รวมถึงบำรุงเส้นผมด้วย พร้อมช่วยขจัดรังแคตั้งแต่ต้นเหตุและปกป้องการกลับมาของรังแคอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดงาน Perfect Black Party เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “เคลียร์ สูตรใหม่” โดยมี 3 หนุ่มพรีเซ็นเตอร์เคลียร์ “บอย-ปกรณ์ หน่อง-ธนา และภัทร ฉัตรบริรักษ์” และพรีเซ็นเตอร์สาว “วาววา-ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด” นำทีมโชว์ลุคสุดเพอร์เฟกต์อินแบล็คมากมาย ณ ร้าน “คู เด ทา” เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมาอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังสร้างคอนเน็คชั่นกับผู้บริโภคด้วยการจับมือกับคนดังแห่งโลกออนไลน์ทั้ง Jay The Rabbit / แพรี่พาย / เสือร้องไห้ / Room39 / จอห์นวิญญู และพ่อหมอ สร้างสรรค์มิวสิควิดีโอเพลง “RIP”เพื่อไว้อาลัยให้กับการจากไปของรังแคทาง facebook.com/clearconnections พร้อมเตรียมเปิดภารกิจออนไลน์ “Let’s Wear Black” ท้าแฟนเพจพลิกลุคโชว์ความเพอร์เฟกต์ในชุดดำ พร้อมทั้งส่งทีม “ผู้เชี่ยวชาญด้านหนังศีรษะและเส้นผม” ออกให้บริการตรวจเช็คสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะเพิ่มความมั่นใจคนไทยไร้รังแคแบบไม่มีอะไรต้องปิด ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคมนี้

]]>
58401
เอคเซนเชอร์ระบุปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจอาเซียน รองรับโลกการทำงานในอนาคต https://positioningmag.com/58337 Tue, 02 Sep 2014 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=58337

เอคเซนเชอร์ (ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก: ACN) เผยผลวิจัยล่าสุดเรื่อง “องค์กรที่พร้อมรับมือกับอนาคต: นิยามใหม่ของการทำงานในอาเซียน (The Future Ready Organisation: Reinventing Work in ASEAN) โดยได้เผยถึงปัจจัยเกี่ยวกับความท้าทายและโอกาสขององค์กรในอาเซียน ในยุคที่การทำงานขององค์กรปรับเข้าสู่ ยุคดิจิตอล โครงสร้างประชากรวัยทำงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเกิดขึ้น รายงานฉบับนึ้ได้นำเสนอกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนมองเห็นถึงความท้าทายเหล่านี้

ภูมิภาคอาเซียนนั้นมีประชากรวัยทำงานเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก คาดว่าอาเซียนจะมีประชากรกลุ่มนี้ถึง 50 ล้านคนในช่วงปี 2010 – 2020 การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนส่งผลเกิดแนวโน้มการไหลเวียนของแรงงานมีทักษะในภูมิภาคการบริหารบุคลากรหัวกะทิหรือทาเลนต์ในยุคไร้พรมแดนให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

นายนนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ ประจำเอคเซนเชอร์ประเทศไทย ซึ่งได้ร่วมทำงานวิจัยครั้งนี้กล่าวว่า “อาเซียนอยู่ตรงจุดแห่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่กระแสคลื่นลูกใหม่อันเป็นผลมาจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง ความแพร่หลายของเทคโนโลยีดิจิตอล และการเปิดพรมแดนระหว่างกัน องค์กรต่าง ๆ จึงต้องปรับนิยามการทำงานใหม่ ปรับแนวการบริหารและการรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กร เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะมีทรัพยากรรองรับความต้องการในอนาคตได้”

เชื่อมต่อช่องว่างระหว่างทาเลนต์และเทคโนโลยี

แม้ตลาดผู้บริโภคโดยทั่วไปจะรับนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้อย่างรวดเร็ว แต่กิจการที่มีฐานในอาเซียนส่วนใหญ่มักมีเทคโนโลยีจำกัด หรือนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ล่าช้า ยกเว้นสิงคโปร์ การใช้เครื่องมือใหม่ ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ จึงจำเป็นต่อเมื่อธุรกิจอาเซียนสามารถสร้างสรรค์และนำเทคโนโลยีมาใช้กับพนักงานยุคใหม่และแนวการทำงานในรูปแบบใหม่ได้

ภายในปี 2020 ประชากรอาเซียนราวหนึ่งในสามจะมีอายุระหว่าง 20 – 39 ปี เป็นกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียมหรือรุ่นที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่ช่วงความเป็นผู้ใหญ่ เป็นยุคเริ่มแรกของมิลเลนเนียมใหม่ คนรุ่นนี้มีกรอบความคิดและความต้องการในงานที่ต่างออกไปจากคนทำงานในอดีต การที่องค์กรในอาเซียนจะนำวิธีการทำงานแบบใหม่มาใช้และดึงดูดคนทำงานรุ่นใหม่ จึงต้องไม่ยึดติดกับระบบอาวุโสที่ตายตัว และต้องสร้างบรรยากาศการทำงานที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น และโปร่งใส ให้มากขึ้น

นอกจากนี้ องค์กรในอาเซียนยังต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับประโยชน์และความท้าทายของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับการไหลเข้าออกของทาเลนต์ในภูมิภาค องค์กรจึงต้องเตรียมรับมือกับการแข่งขันในตลาดแรงงานทาเลนต์ที่จะมีมากขึ้น พัฒนาความเป็นมืออาชีพในการบริหารทีมงาน รวมถึงพนักงานที่จะมีความหลากหลายมากขึ้น

ปัจจัยสำคัญจึงอยู่ที่การเข้าถึงทาเลนต์ในตลาดที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งทำให้บริษัทได้ทรัพยากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะและเสริม ความแข็งแกร่งขององค์กรได้ หากสามารถประสานความสามารถของทาเลนต์ที่มาจากที่ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และขยายขีดความสามารถของพวกเขา เพื่อให้องค์กรสามารถค้นหาโอกาสใหม่ ๆ ที่ท้าทาย และต่อยอดการเติบโตต่อไปได้

เตรียมตัวพร้อมสำหรับความสำเร็จ

เอคเซนเชอร์ระบุปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ 7 ประการ ที่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจและภาครัฐควรนำไปใช้ เพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายของการทำงานในอนาคต ดังนี้:

ผู้นำองค์กรธุรกิจควร:

  1. เริ่มพัฒนากลยุทธ์ใหม่ ๆ ในการบริหารทาเลนต์ที่สร้างความแตกต่าง สามารถตอบสนองต่อแรงบันดาลใจและการจัดลำดับความสำคัญส่วนบุคคลของพนักงาน
  2. ปรับโมเดลการปฏิบัติการใหม่ให้สมดุล เพื่อให้พนักงานแสดงศักยภาพและความยืดหยุ่นที่มีได้อย่างเต็มที่ สามารถปรับตัวเข้ากับแนวการทำงานใหม่ ๆ ได้
  3. เข้าถึงแหล่งทรัพยากรบุคคลที่มีในภูมิภาค โดยใช้ประโยชน์จากความหลากหลายของทาเลนต์และเครือข่ายที่มี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจในที่สุด
  4. พัฒนากรอบแนวคิดทางธุรกิจใหม่ เน้นภาวะผู้นำจากการสั่งการและบังคับบัญชาให้น้อยลง แต่เน้นการเป็นผู้นำด้านการตัดสินใจให้มากขึ้น รวมทั้งสนับสนุนหรือนำเอาวิธีการทำงานใหม่ ๆ มาใช้

ผู้บริหารภาครัฐและผู้จัดทำนโยบายควร:

  1. คาดการณ์และจัดสรรการลงทุนด้านต่าง ๆ ของภาครัฐ ที่สามารถรองรับการทำงานของทาเลนต์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทรัพยกรบุคคลเหล่านี้จะสามารถทำงานได้ในภาวะที่ความต้องการของอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป
  2. อำนวยให้เกิดความร่วมมือระหว่างชุมชนของอุตสาหกรรม หน่วยงานในภาครัฐ และสถาบันการศึกษา เพื่อทำให้อาเซียนและประเทศสมาชิกแต่ละแห่ง เป็นจุดหมายปลายทางของการทำธุรกิจที่นักลงทุนเลือก
  3. สร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มีคุณภาพ เพื่อให้ธุรกิจสามารถนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้ประโยชน์จากเครือข่ายความร่วมมือให้ได้มากที่สุด พัฒนากำลังการผลิตให้เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

“เมื่อแนวโน้มใหม่ที่เกิดขึ้นมีเสถียรภาพชัดเจน และประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคได้เตรียมการรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว บริษัทและองค์กรต่าง ๆ ต้องปรับตัวในเชิงรุกและเปลี่ยนโลกแห่งการทำงานไปสิ้นเชิง“ นนทวัฒน์ กล่าว โดยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในทางบวกในอาเซียน การพัฒนาองค์กรให้สอดคล้องจะช่วยให้สามารถวางตำแหน่งทางธุรกิจ เพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จที่ตั้งไว้ สามารถสร้างฐานที่แข็งแกร่งขึ้น อันจะนำไปสู่การพัฒนาอาเซียนอย่างยั่งยืน

]]>
58337
ทีเอ็นเอส ย้ำเทรนด์วีดีโอออนไลน์ติดปีก https://positioningmag.com/58240 Wed, 13 Aug 2014 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=58240

การเปิดตัว Youtube ประเทศไทยในเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้นบ่งชี้ถึงสถิติการใช้งานเว็บไซต์ยูทูปเมื่อปีที่ผ่านมาอันสวยงามของประเทศไทย เมื่อพฤติกรรมการรับชมวีดีโอออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตในไทยขยายตัวอย่างมาก คนไทยมีแนวโน้มใช้งานยูทูปเพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆเช่นเดียวกันกับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ทั้งในแง่การเข้าชมวีดีโอ แสดงความคิดเห็น ตลอดจนการสร้างเนื้อหาโดยเหล่าผู้ผลิตคอนเทนต์ในไทยเองที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลสำรวจพฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก Connected Life 2014 ในกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 55,000 คนใน 50 ประเทศทั่วโลก โดยบริษัทวิจัยตลาด ทีเอ็นเอส โกลบอล ระบุว่า วิดีโอออนไลน์ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก โดยกว่า 60% เข้าชมทุกสัปดาห์ 25% เข้าชมเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ใช้เน็ตที่มีอายุระหว่าง 25-34 ปี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นแอคทีฟยูสเซอร์ (Active User)ที่โปรดปรานหรือเสพติดการเข้าชมวีดีโอออนไลน์ โดยผลสำรวจครั้งล่าสุดระบุว่าราว 30% ของกลุ่มผู้ใช้เน็ตทั่วโลกมีอายุระหว่าง 25-34 ปี มีพฤติกรรมเปิดชมวีดีโอออนไลน์เป็นประจำทุกวัน และ 66% รับชมไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละครั้ง

รองลงมา ได้แก่ กลุ่มผู้ใช้เน็ตทั่วโลกที่มีอายุระหว่าง 16-24 ปี (ซึ่งกว่า 29% ระบุว่าเปิดชมวีดีโอออนไลน์เป็นประจำทุกวัน และ 65% เข้าชมไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละครั้ง) ผู้ใช้เน็ตทั่วโลกที่มีอายุระหว่าง 35-44 ปี ( 25% มีพฤติกรรมเปิดชมวีดีโอออนไลน์เป็นประจำทุกวัน และ 60% เข้าชมไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละครั้ง) และ ผู้ใช้เน็ตทั่วโลกที่มีอายุระหว่าง 45-54 ปี (18% ติดเปิดชมวีดีโอออนไลน์เป็นประจำทุกวัน และ 51% เข้าชมเป็นไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละครั้ง) ตามลำดับ รั้งท้ายด้วยกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่สูงวัยขึ้น คือ ผู้ใช้เน็ตทั่วโลกที่มีอายุระหว่าง 55-65 ปี ที่ผลสำรวจชี้ว่า 15% มีพฤติกรรมเปิดชมวีดีโอออนไลน์เป็นประจำทุกวัน และ 43% เข้าชมไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละครั้ง

นายราล์ฟ แมตเทียส กรรมการผู้จัดการบริษัทวิจัยทีเอ็นเอส ประเทศไทย สะท้อนเทรนด์ของพฤติกรรมดังกล่าวในเมืองไทยว่า ผลสำรวจพบว่า 11% ของใช้เน็ตชาวไทยเข้าชมวีดีโอออนไลน์ทุกวัน ขณะที่ 38% เข้าชมวีดีโอออนไลน์ไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละครั้ง และมีแนวโน้มจะขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยในอนาคต ตามแนวโน้มที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจะมีจำนวนมากขึ้น และต่างโหยหาคอนเทนต์ออนไลน์ในรูปแบบวีดีโอที่ไม่เพียงบริโภคง่าย แต่ยังมีความคล่องตัวในการรับชมข้อมูลข่าวสารโปรดย้อนหลังได้อย่างสะดวกสบายตามต้องการ ซึ่งวีดีโอออนไลน์สามารถตอบสนองความต้องการข้อมูลข่าวสารทางเลือกของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างตรงใจ เห็นได้จากความนิยมในการรับชมช่องรายการยอดนิยมต่างๆบนYoutube ของผู้บริโภคในเมืองไทย Viki.com เว็บไซต์วีดีโอสตรีมมิ่งชื่อดังในสิงคโปร์ ตลอดจน บริการรายการทีวีและภาพยนตร์ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต BBC iPlayer ในอังกฤษ รวมถึง Hulu และ HBO GO ในสหรัฐอเมริกาที่เปิดให้ผู้คนสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้อย่างสะดวกง่ายดายผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต

]]>
58240