apple – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Tue, 21 Apr 2026 11:48:00 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 รู้จัก ‘จอห์น เทอร์นัส’ ผู้ที่จะมากุมบังเหียนอาณาจักร Apple ต่อจาก ‘ทิม คุก’ https://positioningmag.com/1569790 Tue, 21 Apr 2026 08:09:48 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569790 ถือเป็นข่าวสั่นสะเทือนวงการเทคโนโลยีระดับโลก เมื่อ Apple เตรียมผลัดใบครั้งใหญ่ โดยได้ John Ternus ขึ้นมาแทนที่ Tim Cook โดย Positioning จะพาไปทำความรู้จักกับ John Ternus ว่าเป็นใคร ทำไมถึงถูกเลือกให้ขึ้นมารับไม้ต่อตำแหน่ง CEO

จริง ๆ แล้ว Apple ได้เริ่มกระบวนการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO มาตั้งแต่ช่วงปี 2025 โดยแหล่งข่าวภายในระบุว่า Tim Cook ในวัย 65 ปี เริ่มส่งสัญญาณถึงผู้บริหารระดับสูงว่าเขา รู้สึกเหนื่อย และต้องการลดภาระหน้าที่ลง และหากเขาก้าวลงจากตำแหน่ง โดยเขาจะขึ้นไปดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร (Chairman of the board) ของ Apple แทน

คำถามสำคัญคือ ใครจะ มือถึงพอ ที่จะมารับตำแหน่ง CEO แห่งอาณาจักร Apple นี้ เพราะภายใต้การดูแลของ Tim Cook ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา หุ้น Apple แข็งค่าขึ้นมากกว่า 1,700% ปัจจุบัน มูลค่าตลาดของ Apple อยู่ที่มากกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ ทําให้เป็นบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับสามของโลก รองจาก Nvidia และ Alphabet เจ้าของ Google เท่านั้น

โดยในกระบวนการค้นหา มีอยู่หลายชื่อที่อยู่ในลิสต์ผู้สืบทอด เช่น

  • Craig Federighi (หัวหน้าฝ่ายซอฟต์แวร์)
  • Deirdre O’Brien (หัวหน้าฝ่ายค้าปลีกและ HR)
  • Eddy Cue (หัวหน้าฝ่ายบริการ)

แต่ตัวเต็งที่สุดคือ John Ternus (จอห์น เทอร์นัส) หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ เพราะมีความเหมาะสมทั้งอายุ (51 ปี) และประสบการณ์ในสายฮาร์ดแวร์

เทอร์นัส เป็นชาวแคลิฟอร์เนีย จบวิศวกรรมเครื่องกลจาก University of Pennsylvania (UPenn) เขาเคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำของมหาวิทยาลัย และฉายแววความเป็นนักคิดตั้งแต่โปรเจกต์จบที่ออกแบบแขนกล ที่ช่วยผู้พิการกินอาหารด้วยการขยับศีรษะ และเมื่อเรียนจบ เขาก็ได้ทำงานช่วงสั้น ๆ ด้านการออกแบบ VR headset ที่บริษัทเล็กๆ ชื่อ Virtual Research Systems

จนมาปี 2001 เขาเริ่มต้นงานที่ Apple อยู่ในทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ ภายในเวลาประมาณ 3 ปี เขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการ และในปี 2013 เขาก็ขึ้นเป็น รองประธานฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ ตลอด 25 ปี เขามีส่วนร่วมกับหลาย ๆ ผลิตภัณฑ์ของ Apple ตั้งแต่ iPad รุ่นแรก ไปจนถึงการเป็นหัวหอกในโปรเจกต์ iPhone Air และเป็นผู้นำคนสำคัญในการเปลี่ยนจากชิป Intel มาสู่ชิป Apple Silicon 

นอกจากนี้ เขายังขึ้นชื่อในเรื่อง ความใส่ใจในรายละเอียด และความรู้เกี่ยวกับเครือข่ายซัพพลายเชนของ Apple โดยเขาใช้เวลาอย่างมากในการทำงานร่วมกับผู้ผลิตในเอเชีย เพื่อทำให้ซัพพลายเออร์ผลิตงานออกมาได้ตามมาตรฐานการออกแบบที่ Apple คาดหวัง 

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ทอร์นัส ขึ้นชื่อในเรื่องการเป็น คนที่ใจเย็น เน้นการทำงานร่วมกับผู้อื่น และเป็นที่รักของลูกน้อง แตกต่างจากผู้บริหารบางคนที่เน้นการใช้อำนาจ ซึ่งนิสัยนี้มีแนวโน้มที่จะสามารถรักษาบรรยากาศที่ดีในองค์กร ช่วยให้ประคับประคองระบบการทำงานของหนึ่งในบริษัทที่รวยที่สุดในโลกได้โดยไม่สร้างความขัดแย้งกับใคร

Steve Siefert เจ้านายคนแรกของเขาที่ Apple เล่าว่า เทอร์นัสเป็น “คนของประชาชน” เขาปฏิเสธที่จะนั่งในห้องทำงานส่วนตัว แต่เลือกที่จะนั่งทำงานในพื้นที่เปิดร่วมกับลูกน้องเพื่อสร้างแรงจูงใจและใกล้ชิดกับทีมมากที่สุด

ทั้งนี้ เทอร์นัส จะถือเป็นสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดในทีมผู้บริหารระดับสูง และจะเป็น CEO คนแรกของ Apple ในรอบสามทศวรรษที่ ใช้ชีวิตการทำงานทั้งหมดไปกับด้านฮาร์ดแวร์ ต่างจากผู้สมัครคนอื่น ๆ เพราะเขาเคยทำงานคลุกคลีกับทั้งตัวอุปกรณ์และการดำเนินงานระดับโลกที่ผลิตสินค้าเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม เคยมีคำถามถึงตัว เทอร์นัส ตั้งแต่วันที่มีชื่อเป็นตัวเต็งว่า เหมาะสมจริงหรือ เพราะดูเหมือนว่า        เทอร์นัส จะถนัด ต่อยอด มากกว่า สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ดังนั้น เขาอาจไม่ใช่นักสร้างนวัตกรรมที่พลิกโฉมโลกเหมือน Steve Jobs อีกทั้งเทอร์นัสยังไม่มีประสบการณ์ด้านนโยบายการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่ง Cook ทำได้ดีมาก 

ทั้งนี้ เทอร์นัส ถือว่าต้องมารับช่วงต่อ ในตอนที่ Apple ต้องเผชิญความท้าทายสำหรับบทบาทใหม่ ในการผลักดัน Apple เข้าสู่โลกของ AI อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งบริษัทยังตามหลังคู่แข่งอยู่ นอกจากนี้ Apple ยังเผชิญกับความซับซ้อนของ Supplaychain ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายภาษีนำเข้าของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์อีกด้วย

ก็คงต้องรอดูกัน ว่าทิศทางของ Apple จากนี้จะเป็นอย่างไร เพราะกว่าเทอร์นัสจะรับตำแหน่งเต็มตัวก็ต้องรอถึงเดือนกันยายน นอกจากนี้ Tim Cook จะไม่หายไปไหน โดยเขาจะใช้ช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้และปีหน้า ทำงานร่วมกับ  เทอร์นัสอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านอำนาจเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด แม้เขาจะขยับขึ้นไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร (Executive Chairman) ของบอร์ดบริหาร Apple ก็ตาม

nytimes / cnbc / techcrunch

]]>
1569790
สิ้นสุดยุค Tim Cook! Apple ประกาศแต่งตั้ง ‘John Ternus’ ขึ้นแท่น CEO คนใหม่ มีผลกันยายนนี้ https://positioningmag.com/1569786 Tue, 21 Apr 2026 01:14:07 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569786 กลายเป็นข่าวสั่นสะเทือนวงการเทคโนโลยีระดับโลก เมื่อ Apple บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีโลกประกาศแผนการสืบทอดตำแหน่งครั้งสำคัญ โดย ‘Tim Cook’ ผู้ที่สืบทอดต่อจาก ‘Steve Jobs’ เตรียมก้าวลงจากเก้าอี้ CEO และส่งมอบไม้ต่อให้กับ ‘John Ternus’ ผู้บริหารมือฉมังด้านฮาร์ดแวร์ ในวันที่ 1 กันยายน 2026 นี้

การผลัดใบสู่ยุคใหม่ของ Apple

หลังกุมบังเหียนนำทัพ Apple มาตั้งแต่ปี 2011 ต่อจาก Steve Jobs ก็ถึงเวลาแล้วที่ Tim Cook จะก้าวลงจากตำแหน่ง CEO โดยได้ John Ternus ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโส (SVP) ฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ จะก้าวขึ้นเป็น CEO คนที่ 4 ของบริษัท พร้อมควบตำแหน่งในคณะกรรมการบริหาร

โดย John Ternus ร่วมงานกับ Apple มาตั้งแต่ปี 2001 เริ่มต้นจากการเป็นทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ และไต่เต้าจนกลายเป็นผู้บริหารระดับสูงในปี 2021 โดยเขาถือเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลก ไม่ว่าจะเป็น

  • iPad ทุกรุ่น
  • AirPods
  • การเปลี่ยนผ่านของ Mac สู่ชิป Apple Silicon
  • รวมถึงการพัฒนา iPhone และ Apple Watch มาหลายยุคสมัย

โดยในบันทึกภายในถึงพนักงาน Ternus ได้ให้คำมั่นสัญญาว่า แม้เขาจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารสูงสุด แต่เขายังคงตั้งใจที่จะเป็นผู้นำแบบ Hands-on หรือการลงไปคลุกคลีกับรายละเอียดงานด้านผลิตภัณฑ์ที่เขารักเหมือนเดิม

ส่วนทางด้าน Tim Cook จะไม่หายไปไหน แต่จะขยับขึ้นไปดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร (Executive Chairman) ของบอร์ดบริหาร Apple แทน โดยเขาจะใช้ช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้และปีหน้า ทำงานร่วมกับ Ternus อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านอำนาจเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

“John มีสมองของวิศวกร มีจิตวิญญาณของนวัตกร และมีหัวใจที่พร้อมจะนำทัพด้วยความซื่อสัตย์ เขาคือบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำ Apple ไปสู่อนาคต” – Tim Cook กล่าว

ปรับโครงสร้างทัพหน้า

หลังจากที่ John Ternus ขึ้นไปเป็น CEO แล้ว ทาง Apple ก็ได้ดัน Johny Srouji ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของชิป Apple Silicon ขึ้นเป็น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายฮาร์ดแวร์ (Chief Hardware Officer) คนใหม่ โดยมีผลทันที ซึ่ง Srouji จะได้รับมอบหมายให้ดูแลทั้งส่วนงานเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์เดิม และรับงานบริหารวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ต่อจาก Ternus ด้วย

นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้ง Tom Marieb ขึ้นมาเป็นหัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ (Head of Hardware Engineering) โดยจะรายงานตรงต่อ Srouji เพื่อขับเคลื่อน Roadmap สินค้าในอนาคต

มรดกของ Tim Cook และก้าวต่อไป

ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีในตำแหน่ง CEO Tim Cook ได้พิสูจน์ตัวเองจากการสร้างมูลค่าบริษัทมหาศาล และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ ๆ เช่น Apple Watch, Vision Pro และการขยายอาณาจักร Services จนมีรายได้ทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์

ในบทบาทใหม่ (Executive Chairman) Cook จะเน้นไปที่การดูแลทิศทางภาพรวมและการประสานงานกับผู้กำหนดนโยบาย (Policymakers) ทั่วโลก ซึ่งเป็นจุดแข็งที่เขาทำได้ดีเยี่ยมมาโดยตลอด

Source

]]>
1569786
‘Apple’ จ่อแซง ‘Samsung’ ขึ้นแท่นผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนในรอบ 14 ปี และอาจลากยาวไปถึงปี 2029 https://positioningmag.com/1548946 Thu, 27 Nov 2025 07:51:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1548946 เป็นเวลาถึง 14 ปีที่ ซัมซุง (Samsung) ครองแชมป์การจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลก ตามรายงานจาก Counterpoint Research แต่ดูเหมือนสถิติดังกล่าวจะถูกพังลงโดย แอปเปิล (Apple) ในปีนี้ และอาจจะลากยาวไปจนถึงปี 2029 เลยทีเดียว

Counterpoint เปิดเผยว่า Apple จะมียอดจัดส่ง iPhone ได้ประมาณ 243 ล้านเครื่องในปีนี้ เทียบกับ Samsung ที่จัดส่งได้ 235 ล้านเครื่อง ส่งผลให้ Apple จะมีส่วนแบ่ง 19.4% ของตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก ขณะที่ส่วนแบ่งของ Samsung จะอยู่ที่ 18.7% ขณะที่ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนโลกที่เติบโต 3.3% 

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ Apple สามารถพลิกแซง Samsung มาจาก iPhone 17 series ที่เปิดตัวในเดือนกันยายน ทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ iPhone 17, 17 Air, 17 Pro และ 17Pro Max โดยยอดขายของ iPhone 17 series ในสหรัฐฯ ในช่วงสี่สัปดาห์แรกหลังเปิดตัว สูงกว่า iPhone 16 series (ไม่รวม iPhone 16e) ถึง 12% ขณะที่ในตลาด จีน ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของ Apple ยอดขาย iPhone 17 series ในช่วงเวลาเดียวกัน สูงกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 18%

“นอกเหนือจากการตอบรับของตลาดที่เป็นไปในทางบวกอย่างมากสำหรับ iPhone 17 series ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการปรับเพิ่มคาดการณ์การจัดส่งคือ รอบการเปลี่ยนเครื่องกำลังมาถึงจุดเปลี่ยน ผู้บริโภคที่ซื้อสมาร์ทโฟนในช่วงที่ COVID-19 ระบาด ขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการอัปเกรด” Yang Wang นักวิเคราะห์อาวุโสของ Counterpoint Research กล่าว 

ขณะเดียวกัน Samsung อาจเผชิญกับความท้าทายใน ตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางถึงล่าง จากแบรนด์จีน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อความสามารถของยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ในการทวงคืนตำแหน่งสูงสุด

อาจครองแชมป์ยาว 4 ปีซ้อน

ไม่ใช่แค่ปี 2925 แต่ Counterpoint Research คาดการณ์ว่า Apple จะครองตำแหน่งสูงสุดในตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกไปจนถึงปี 2029 จากหลายปัจจัย ไดแก่

  • iPhone มือสอง: มี iPhone มือสองจำนวน 358 ล้านเครื่อง ถูกขายไปในช่วงปี 2023 ถึงไตรมาสที่สองของปี 2025 ผู้ใช้เหล่านี้ก็มีแนวโน้มที่จะ อัปเกรดเป็น iPhone เครื่องใหม่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ปัจจัยเหล่านี้จะสร้างฐานความต้องการขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยรักษาการเติบโตของการจัดส่ง iPhone ในไตรมาสต่อ ๆ ไป
  • ผลกระทบด้านภาษีที่ต่ำกว่าที่คาด: Apple ได้รับประโยชน์จากผลกระทบด้านภาษีที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากข้อตกลงสงบศึกทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน สิ่งนี้ช่วยสนับสนุนซัพพลายเชนที่กว้างขึ้นของ Apple และการเติบโตในบางภูมิภาค เช่น ตลาดเกิดใหม่
  • สภาพเศรษฐกิจ: ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้ยังได้รับประโยชน์จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง และแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น ที่ช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

“ด้วยปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างเหล่านี้ Apple จึงอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะแซงหน้า Samsung ในด้านการจัดส่งประจำปี 2025”

ในขณะเดียวกัน Apple คาดว่าจะเปิดตัว iPhone 17e รุ่นเริ่มต้นในปีหน้า รวมถึง สมาร์ทโฟนแบบพับได้ Counterpoint คาดการณ์ บริษัทวิจัยระบุว่าการปรับปรุงผู้ช่วยเสมือน Siri ที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึง “การปรับปรุงดีไซน์ iPhone ครั้งใหญ่” ในปี 2027 ก็จะช่วยหนุนการครองความเป็นเจ้าตลาดของ Apple ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

“ด้วยการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ครอบคลุมระดับราคาที่หลากหลาย รวมถึงซีรีส์ ‘e’ ที่กำลังเติบโต Apple กำลังวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากผู้บริโภคที่มีความต้องการ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ และเพื่อเสริมสร้างสถานะในกลุ่มพรีเมียมระดับล่าง ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเร็วกว่าตลาดโดยรวม ด้วยความต้องการระบบนิเวศ iOS ที่เพิ่มขึ้น Apple จะยังคงเป็นผู้นำเหนือผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายอื่นไปจนถึงสิ้นทศวรรษนี้”

*การจัดส่ง (Shipments) หมายถึงจำนวนอุปกรณ์ที่ผู้ค้าจัดส่งไปยังช่องทางค้าปลีก และไม่เท่ากับยอดขายโดยตรง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการและความคาดหวังด้านยอดขายจากผู้ผลิต    สมาร์ทโฟน

]]>
1548946
ถ้าเธอ 0 บาท ‘ปีหน้า’ ฉันให้ 0 บาท ‘ปีนี้’ สงครามโปร iPhone 17 จาก ‘True-Dtac’ และ ‘AIS’ https://positioningmag.com/1538839 Mon, 22 Sep 2025 06:22:07 +0000 https://positioningmag.com/?p=1538839 ผ่านจากสงคราม ‘สตรีมมิ่ง’ ที่แลกกันไปคนละหมัด โดยทาง ‘AIS’ ได้คว้าสิทธิ์ ‘พรีเมียร์ลีก’ พร้อมจัดโปรดึงลูกค้าใหม่เต็มสูบ ทาง ‘True’ ก็สวนกลับด้วยการดึง ‘BeIn’ เป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์ ล่าสุด ก็ถึงสงครามโปรฯ iPhone 17

หลังจากที่ Apple เปิดตัว iPhone 17 Series ได้แก่ iPhone 17, iPhone 17 Air, iPhone 17 Pro และ iPhone 17 Pro Max ไปเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 โดยทั้ง AIS และ True – Dtac ก็ได้เปิดให้สั่งจอง iPhone 17 พร้อมกันในวันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2568 และเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 19 กันยายน 2568 นี้

โดยทั้ง 2 ค่ายต่างก็งัดโปรโมชั่นเด็ดออกมาสู้กัน โดยทาง True – Dtac ก็มาแบบล้ำหน้าด้วย โปรข้ามเวลา ให้ลูกค้าซื้อ iPhone 17 เครื่องใหม่ปีนี้ อัปเกรดรุ่นใหม่ 0 บาท ปีหน้า โดยมี 3 เงื่อนไข ได้แก่

  • ซื้อ iPhone 17 ทุกรุ่น พร้อมใช้แพ็กเกจรายเดือนเริ่มต้น 1,299 บาทขึ้นไป สัญญา 12 เดือน
  • ชำระค่าบริการต่อเนื่องตามระยะสัญญา 12 เดือนขึ้นไปจนถึงวันรับสิทธิ์
  • ภายในเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2569 นำ iPhone 17 ที่ซื้อมารับการประเมินสภาพเครื่อง เพื่อรับสิทธิ์อัปเกรดเริ่มต้น 0 บาท และใช้งานแพ็กเกจรายเดือนเริ่มต้น 1,299 บาท ไปอีก 12 เดือน

*ต้องเป็นสภาพเครื่องเกรด A เท่านั้น (เครื่องทำงานได้ตามปกติ 100% และตัวเครื่องไม่มีรอยขีดข่วน ไม่มีรอยบุบ ตก แตก ร้าว) ที่จะได้รับส่วนลดเต็ม 100% (0 บาท)

ในเมื่อฝั่ง True – Dtac ให้โปรข้ามเวลา ดังนั้น AIS ขออยู่กับปัจจุบันด้วยโปรฯ All in One แลก iPhone 17 เริ่มต้น 0 บาท โดยมี 3 เงื่อนไข เช่นกัน

  • นำ iPhone 16 มาแลกรับ iPhone 17 โดยเครื่องที่นำมาแลกต้องเป็นเครื่องที่ไม่มีปัญหาการใช้งาน จอไม่แตก  และเครื่องมีรอยขนาดเล็ก น้อยกว่า 3 จุด
  • เปิดเบอร์ใหม่ หรือย้ายค่ายเบอร์เดิม ด้วยแพ็กเกจ All in One 1,499.-/เดือน (สัญญาใช้บริการนาน 24 เดือน) 
  • สมัครแพ็กเกจเน็ตบ้าน AIS FIBRE 3 ค่าบริการรายเดือนหลังหักส่วนลดเริ่มต้น 799.- ขึ้นไป (สัญญาใช้บริการนาน 24 เดือน)

ในส่วนโปรโมชั่นปกติ ดูเหมือนทางฝั่ง True – Dtac จะจัดเต็มกว่า โดยให้ส่วนลดค่าเครื่องพร้อมแพ็กเกจสูงสุด 19,700 บาท เก่าแลกใหม่ลดสูงสุด 5,000 บาท หรือใช้ Point ลดสูงสุด 5,000 บาท นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่ใช้งานกับค่ายมานาน จะได้ส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุด 2,000 บาท

ในส่วนสิทธิพิเศษความบันเทิง สามารถดู NOW ENT ฟรี 1 ปี ,Youtube Premium 12 เดือน NETFLIX Standard12 เดือน ผ่อนได้นานสุด 48 เดือน Apple Service ฟรี 3 เดือน และได้ส่วนลด iPhone Accessories 15%

ฝั่งของ AIS เปิดราคาเครื่องพร้อมแพ็กเกจ การันตีส่วนลดสูงสุด 15,700 บาท เครื่องเก่าแลกใหม่ลดสูงสุด 4,000 บาท ใช้ Ais point รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 5,000 บาท สำหรับสิทธิพิเศษด้านความบันเทิง จะได้ Play PREMIER 1 ปี, Youtube Premium 2 เดือน Spotify Premium 4 เดือน, ฟรี iCloud ความจุ 50 GB และส่วนลด iPhone Accessories 20%

คิดว่าโปรค่ายไหนคุ้มสุด คอมเมนต์กันมาได้นะ

]]>
1538839
Apple ลงทุนเพิ่มในสหรัฐฯ อีกแสนล้านดอลลาร์ หลัง ‘ทรัมป์’ เปิดศึกการค้า ‘อินเดีย’ https://positioningmag.com/1532943 Thu, 07 Aug 2025 06:50:27 +0000 https://positioningmag.com/?p=1532943 Apple ประกาศลงทุนเพิ่มอีก 1 แสนล้านดอลลาร์ ในภาคการผลิตในสหรัฐฯ หลัง ‘ทรัมป์’ เปิดศึกการค้ากับอินเดียฐานผลิตใหญ่ของ Apple

 

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า Apple ได้ประกาศเพิ่มการลงทุนตั้งโรงงานผลิต อุปกรณ์ ไอที และ iPhone อีก 1 แสนล้านดอลลาร์ ภายในสหรัฐฯ หลังจากเมื่อต้นปี 2025 มีการประกาศไปแล้วว่า จะลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์ ภายในระยะเวลา 4 ปี

 

การประกาศนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีอินเดียเพิ่มอีก 25% จากการที่อินเดียทำการค้าในระบบ Brics และเตรียมเรียกเก็บภาษีเพิ่มอีก 25% ต่อสินค้านำเข้าจากอินเดีย เหตุผลเพราะอินเดียยังไม่เลิกซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ทำให้อินเดียจะโดนสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีรวมเป็น 50%

 

ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กดดัน Apple ให้ย้ายฐานการผลิต iPhone กลับมาที่สหรัฐฯ ถึงขั้นขู่ว่า จะเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% หาก Apple ไม่ยอมปฏิบัติตาม

 

ปัจจุบัน iPhone ที่วางขายในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ผลิตในประเทศอินเดีย หลังจาก Apple ได้ย้ายฐานการผลิตบางส่วนออกจากจีนในช่วงหลังการระบาดของโควิด ขณะที่ iPhone ที่วางขายในตลาดอื่น ๆ ทั่วโลกยังคงผลิตในประเทศจีน

 

ที่มา : https://finance.yahoo.com/…/apple-to-announce…

]]>
1532943
รู้จัก ‘Perplexity’ AI Search Engine สุดฮอตที่กำลังถูก ‘Meta’ และ ‘Apple’ ตามจีบเพื่อฮุบกิจการ https://positioningmag.com/1527954 Fri, 27 Jun 2025 07:31:26 +0000 https://positioningmag.com/?p=1527954 หลังจากที่ทุ่มเงินกว่า 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อลงทุนใน Scale AI ล่าสุด Meta ก็มีข่าวว่าสนใจจะเข้าซื้อกิจการ Perplexity ที่เป็น AI Search Engine แต่ไม่ได้มีแค่ Meta เพราะแม้แต่ Apple ก็สนใจจะเข้าซื้อเช่นกัน ดังนั้น Positioning จะพาไปทำความรู้จักกันว่า Perplexity มีดีอะไร
Perplexity AI ก่อตั้งขึ้นในเดือนสิงหาคม 2022 โดยมีผู้ก่อตั้ง 4 คน นำโดย Aravind Srinivas, Denis Yarats, Johnny Ho และ Andy Konwinski ซึ่ง Aravind เป็นอดีตนักวิจัย AI ชาวอินเดียที่เคยทำงานกับ OpenAI และ Meta มาก่อน โดยจุดประสงค์หลักในการก่อตั้ง Perplexity AI ก็คือ การพัฒนา AI Search Engine ที่ชาญฉลาดและแม่นยำกว่าเครื่องมือค้นหาแบบเดิม ๆ ซึ่งนั่นแปลว่า Perplexity กำลังมาท้าทายบัลลังก์ราชา Search Engine ชื่อดังอย่าง Google
Aravind Srinivas

โดยเบื้องหลังการทำงานของ Perplexity AI นั้น จะใช้เทคโนโลยีโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) เช่น GPT-4 และ Claude ในการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ได้คำตอบที่แม่นยำ ครอบคลุม และเป็นปัจจุบัน พร้อมกับแสดงลิงก์อ้างอิงแหล่งข้อมูลให้ผู้ใช้ตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ยังรองรับการอัปโหลดไฟล์ เช่น ข้อความ, ภาพ, PDF, วิดีโอ เพื่อให้ AI วิเคราะห์และตอบคำถามจากข้อมูลที่ผู้ใช้มีโดยตรงได้อีกด้วย

ที่สำคัญ Perplexity AI ต้องการสร้างประสบการณ์การค้นหาข้อมูลที่ตรงไปตรงมา มีประสิทธิภาพ และปราศจากอิทธิพลของโฆษณา ทำให้เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลที่จำเป็นจริง ๆ โดยไม่ถูกรบกวนจากข้อมูลที่มากเกินไป ขณะที่การค้นหาผ่าน Google ในบางครั้งอาจมีโฆษณาหรือผลลัพธ์ที่ไม่ตรงประเด็นมาเกี่ยวข้อง

หลังจากก่อตั้งบริษัทได้ 4 เดือน บริษัทเปิดตัวเครื่องมือค้นหาหลักของตนไปเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2022 และได้ออกส่วนขยายสำหรับ Google Chrome และแอปสำหรับ iOS และ Android ตามมา โดยหลังจากเปิดตัวได้ 1 ปี Perplexity AI มีการเติบโตถึง 1,000 เท่าโดยมีผู้ใช้งานรายเดือนอยู่กว่า 10 ล้านคน

ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ ก็ได้ดึงดูดนักลงทุนมากมาย อาทิ Jeff Bezos CEO ของ Amazon ที่สนใจมาร่วมลงทุนด้วย ส่งผลให้มูลค่าของ Perplexity AI เติบโตอย่างรวดเร็ว จาก 520 ล้านดอลลาร์ในต้นปี 2024 พุ่งขึ้นเป็น 3 พันล้านดอลลาร์ในมิถุนายน 2024 จากนั้นเพิ่มขึ้น 3 เท่าเป็น 9 พันล้านดอลลาร์ในธันวาคมปีเดียวกัน ล่าสุด บริษัทอยู่ระหว่างระดมทุนซรีรส์ D มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถ้าปิดจบคาดว่ามูลค่าบริษัทจะแตะ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโตขึ้นถึง 27 เท่า

อย่างไรก็ตาม แม้ Perplexity ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก แต่ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะจาก ChatGPT ของ OpenA ซึ่งถือเป็นแอปแชทบอตที่ถูกดาวน์โหลดมากที่สุดในไตรมาส 3/2024 ซึ่งในตอนนั้น ChatGPT คิดเป็น 45% ของการดาวน์โหลดแอป AI แชทบอตทั้งหมด อ้างอิงจากข้อมูลของบริษัท Sensor Tower

นอกจากนี้ Perplexity ยังเจอความท้าทายจากการที่ AI ใช้ข้อมูลจากสื่อหลาย ๆ แหล่ง อาทิ BBC, The Wall Street Journal และ New York Post จนล่าสุด บรรดาบริษัทสื่อเหล่านี้ขู่ว่าจะฟ้องร้องบริษัท เนื่องจาก AI มีการคัดลอกเนื้อหาโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงขโมยการเข้าชมจากเว็บไซต์ของพวกเขา

Jeff Bezos CEO Amazon

แม้บริษัทจะต้องเผชิญความท้าทายด้านกฎหมายและการแข่งขัน แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่แพลตฟอร์ม AI ในปัจจุบันต้องเจอ ดังนั้น Perplexity จึงยังเป็นบริษัทที่น่าสนใจสำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ โดยมีข่าวว่าในช่วงปลายเดือนเมษายนหรือต้นเดือนพฤษภาคม Meta ได้เจรจากับ Perplexity เกี่ยวกับการซื้อกิจการ เพื่อที่จะขยับใกล้คู่แข่งอย่าง Google และ OpenAI

ส่วน Apple เอง ก็อยากได้ Perplexity ไปเสริมแกร่งในด้าน Search Engine เนื่องจากที่ผ่านมา Google จ่ายเงินให้ Apple หลายพันล้านดอลลาร์เพื่อให้เป็นเครื่องมือค้นหาเริ่มต้นในเบราว์เซอร์ Safari แต่ปัจจุบัน Google กำลังถูกฟ้องในเรื่องการผูกขาดด้าน Search Engine ซึ่งหมายความว่า Apple อาจต้องหาทางเลือกอื่นแทนที่ Google

นอกจากนี้ หากพูดถึงเรื่อง AI ของ Apple นั้นถือว่ายังไม่ค่อยมีความคืบหน้า เช่น AI Siri เวอร์ชันปรับปรุงใหม่    ที่ประกาศเมื่อมากกว่าหนึ่งปีที่แล้วยังไม่ได้กำหนดวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ทำให้หากข้อตกลงของ Apple กับ Perplexity เกิดขึ้นจริง จะช่วยเสริมแอปและบริการปัจจุบันของ Apple ในขณะที่ยังคงพัฒนา Siri อยู่

CNN / reuters / britannica

]]>
1527954
ชาว ‘Android’ ดู ‘Apple TV’ ผ่านมือถือได้แล้วนะ! จากเดิมต้องดูผ่านทีวีเท่านั้น นักวิเคราะห์คาด Apple ต้องการขยายฐานผู้ใช้ใหม่ โดยไม่พึ่งพาอุปกรณ์ตัวเอง https://positioningmag.com/1510633 Thu, 13 Feb 2025 03:43:28 +0000 https://positioningmag.com/?p=1510633 ปัจจุบัน แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งมีมากมายหลายแพลตฟอร์ม โดยส่วนใหญ่ก็จะเปิดให้ทุกระบบปฏิบัติการใช้งาน มีเพียงแค่ Apple TV ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ iOS และ MacOS ยกเว้นจะดูผ่านทีวี อย่างไรก็ตาม ตอนนี้คนใช้มือถือ Android ก็สามารถดูได้แล้ว

อาจจะดูแปลกไปหน่อยสำหรับ Apple ที่ยอมปลดล็อกบริการสตรีมมิ่งของตัวเองอย่าง Apple TV ให้กับคู่แข่งอย่าง Android อย่างไรก็ตาม การจะขยายฐานผู้ใช้ใหม่ ๆ จะอาศัยแค่การเติบโตของยอดขายอุปกรณ์คงไม่พอ

เพราะแม้ว่าในสหรัฐฯ จำนวนผู้ใช้งาน iPhone จะมีมากกว่าผู้ใช้มือถือ Android แต่ทั่วโลกตามข้อมูลของ Statcounter ระบุว่า สัดส่วนผู้ใช้ Android มีถึง 72% ดังนั้น การเปิดตัวแอป Android ขยายตลาดของ Apple อย่างมีนัยสําคัญ

ดังนั้น การเปิดให้มือถือ Android สามารถใช้งานบริการ Apple TV ได้ ถือเป็นสัญญาณว่า Apple จะไม่จํากัดศักยภาพการเติบโตของแผนกบริการ จากเดิมที่เก็บค่าบริการ Apple TV จากเฉพาะแค่กับอุปกรณ์ของตัวเองเท่านั้น

ที่ผ่านมา ธุรกิจบริการของ Apple สามารถทำรายได้ มากสุดเป็นอันดับ 2 โดยเป็นรองแค่ยอดขาย iPhone และบริการมีอัตรารายได้ 100,000 ล้านดอลลาร์ ในปีที่แล้ว นอกจากการสมัครสมาชิกเช่น iCloud แล้ว ธุรกิจบริการยังรวมถึงรายได้จากการขายโฆษณา ข้อตกลงกับกูเกิล, การรับประกันของ AppleCare และค่าธรรมเนียมการชําระเงินจาก Apple Pay และ Apple TV+ 

ซึ่ง Apple TV ถือเป็นหนึ่งในบริการยอดนิยมของ Apple และมีหลายรายการที่โด่งดังจนเป็นที่รู้จัก เช่น รายการ “Ted Lasso” และ “Severance” นอกจากนี้ Apple TV ยังออกอากาศเกมเมเจอร์ลีกซอกเกอร์ และเมเจอร์ลีกเบสบอล อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่เคยเปิดเผยถึงจํานวนผู้ชมของ Apple TV+ แต่ Nielsen ประเมินว่าคิดเป็นส่วนเล็ก ๆ ของการดูทีวีชาวอเมริกันทั้งหมด คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อเดือนในสหรัฐอเมริกา และรวมอยู่ในหลายชุดพร้อมกับพื้นที่เก็บข้อมูล iCloud, Apple Music และการสมัครสมาชิกอื่น ๆ

สำหรับแอปพลิเคชัน Apple TV+ สามารถดาวน์โหลดผ่านแอปสโตร์ Google Play ได้ตั้งแต่วันนี้ ครอบคลุมทุกอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นมือถือ แท็บเล็ต และอุปกรณ์จอพับ โดยผู้ใช้จะสามารถชําระเงินด้วยบัญชี Google ของตนได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งาน Android จะไม่สามารถใช้งาน iTunes Store ได้ ดังนั้น ผู้ใช้งาน Android จะไม่สามารถเช่าหรือซื้อคอนเทนต์ใด ๆ จากสโตร์ของ Apple ได้

Source

]]>
1510633
สรุปบรรดา ‘บิ๊กเทค’ วางงบลงทุน ‘AI’ เท่าไหร่ในวันที่ ‘DeepSeek’ แสดงให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้เงินมหาศาล https://positioningmag.com/1510100 Mon, 10 Feb 2025 05:45:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1510100 ในวันที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ทุ่มเงินมหาศาลในการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model – LLM) เพื่อใช้เป็นโมเดลพื้นฐานการประมวลผลของ Generative AI แต่การมาของ DeepSeek บริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI จากจีน ที่เหมือนมาตบหน้าบิ๊กเทค เพราะใช้เงินลงทุนน้อยกว่า ดังนั้น ไปดูกันว่าบริษัทบิ๊กเทค วางแผนทุ่มเงินเท่าไหร่ แม้ว่า DeepSeek จะแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องใช้เงินเยอะก็ตาม

เฉพาะ 4 ยักษ์ใหญ่ลงทุนเพิ่มรวมเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์

นับตั้งแต่โลกรู้จักกับ ChatGPT ในปี 2022 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีหลายรายต่างทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ในโครงการ AI โดยมุ่งขยายศูนย์ข้อมูลด้วยหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ของ Nvidia จำนวนมาก และพัฒนาโมเดลต่าง ๆ ของตนเอง

แต่การมาของ DeepSeek ก็มาทำให้เกิดคำถามว่า บริษัทยักษ์ใหญ่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาลขนาดนั้นไหม เพราะ DeepSeek ใช้เงินลงทุนเพียง 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้หุ้นของผู้ผลิตชิป AI อย่าง Nvidia และ Broadcom ลดลงรวมกัน 800,000 ล้านดอลลาร์ ในวันเดียว

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนการมาของ DeepSeek จะไม่ได้ทำให้การลงทุนด้าน AI ของเหล่าบิ๊กเทคนั้นลดลง โดยเมื่อรวมเม็ดเงินการลงทุนของ Meta, Amazon, Alphabet และ Microsoft มีมูลค่าสูงถึง 320,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีที่ผ่านมา หรือมากกว่าปีก่อนถึงเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Amazon: 100,000 ล้านดอลลาร์

สำหรับ Amazon บริษัทเทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซของสหรัฐฯ ประกาศว่าปีนี้จะลงทุน มากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ที่ใช้เงินลงทุน 83,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย Andy Jassy ซีอีโอ กล่าวว่า เงินส่วนใหญ่จะใช้กับ AI ในส่วนของ Amazon Web Services

Microsoft: 80,000 ล้านดอลลาร์

เมื่อเดือนที่แล้ว Microsoft เปิดเผยว่าจะจัดสรรเงิน 80,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2025 สำหรับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลที่สามารถรองรับการประมวลผล AI โดย แบรด สมิธ ซีอีโอ กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายมากกว่าครึ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา

ภาพจาก Shutterstock

Alphabet: 75,000 ล้านดอลลาร์

Alphabet ตั้งเป้าการใช้ลงทุนด้าน AI ปีนี้ที่ 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่าจะมีการใช้จ่าย 16,000 – 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาสแรก โดย Anat Ashkenazi หัวหน้าฝ่ายการเงินกล่าวในการรายงานผลประกอบการว่า การใช้จ่ายส่วนใหญ่จะใช้กับ โครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิค โดยส่วนใหญ่จะใช้กับเซิร์ฟเวอร์ รองลงมาคือ ศูนย์ข้อมูลและระบบเครือข่าย

Meta: 65,000 ล้านดอลลาร์

ส่วน มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta ได้กำหนดงบประมาณด้านการลงทุนด้าน AI ของบริษัทไว้ที่ 60,000 – 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับระบุว่า ปี 2025 จะเป็นปีแห่งการกำหนดทิศทางของ AI และการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะช่วย ปลดล็อกนวัตกรรมทางประวัติศาสตร์และขยายความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของอเมริกา

ภาพจาก Shutterstock

Apple: เน้นร่วมมือกับพันธมิตร

สำหรับ Apple อาจจะประเมินได้ค่อนข้างยากว่ามีการใช้งบลงทุนด้าน AI มากน้อยแค่ไหน เพราะงบส่วนใหญ่จะปรากฏในค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เนื่องจากบริษัท ใช้ความสามารถในการฝึกอบรมจากผู้ให้บริการระบบคลาวด์ เช่น โมเดลที่รองรับปัญญาประดิษฐ์ของ Apple นั้นได้รับการฝึกฝนจาก Google Cloud นอกจากนี้ Apple ยังใช้ความสามารถในการฝึกอบรมระบบคลาวด์จาก AWS และ Azure อีกด้วย

ขณะเดียวกัน Tim Cook ซีอีโอ กล่าวว่า Apple ใช้แนวทางแบบผสมผสานในการลงทุน โดยมีสิ่งที่พัฒนาภายใน แต่ก็มีพันธมิตรบางรายที่ทำธุรกิจด้วยภายนอก ซึ่งการลงทุนนั้นจะปรากฏอยู่ในธุรกิจของพวกเขา

Tesla: 5,000 ล้านดอลลาร์

ด้าน Tesla ได้เคยเปิดเผยในปี 2024 ว่า ค่าใช้จ่ายด้านทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI อยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และบริษัทคาดว่าค่าใช้จ่ายด้าน AI จะคงที่เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยปัจจุบัน Tesla ได้สร้างคลัสเตอร์การฝึกอบรมที่เรียกว่า Cortex ในโรงงานในรัฐเท็กซัส เพื่อใช้สำหรับการฝึกอบรมโมเดลเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติและหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ของบริษัทที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา

จะเห็นว่าแต่ละบริษัทอัดงบลงทุนกับ AI มหาศาล แต่นั่นก็ไม่ใช่การตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะอย่าง Amazon, Google และ Microsoft ที่แม้จะลงทุนเยอะ แต่จะยิ่งส่งผลดีอย่างมากต่อธุรกิจคลาวด์ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ต่างก็ต้องการเครื่องมือประมวลผล AI เพิ่มเติม และพวกเขาวางแผนที่จะรันเวิร์กโหลดที่ใหญ่ขึ้นในคลาวด์

]]>
1510100
สตีฟ จ็อบส์ ‘หนทางเดียวที่จะสร้างผลงานยอดเยี่ยมได้ คือการรักในสิ่งที่คุณทำ’ https://positioningmag.com/1503679 Mon, 16 Dec 2024 12:03:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1503679 สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) คือ ‘อัจฉริยะผู้เปลี่ยนโลก’ ซึ่งเป็นตำนานทั้งในฐานะ ‘นักคิด’ และ ‘ผู้นำ’ ที่สร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และเรื่องราว รวมไปถึงประสบการณ์ชีวิตของเขาได้ถูกถ่ายทอดนำมาเป็นบทเรียนให้กับใครหลายคน

 

หนึ่งในนั้น คือ ‘การจะสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมได้ ต้องรักในสิ่งที่ทำ’ โดยจ็อบส์ได้ถ่ายทอดบทเรียนนี้ผ่านสุนทรพจน์ในงานรับปริญญาของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเมื่อปี 2005 ซึ่งเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์อันโด่งดังของจ็อบส์ ที่ได้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาในช่วงโดนไล่ออกจาก Apple บริษัทของตัวเอง และนั่นทำให้เขาสูญเสียสิ่งที่รักไป

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นเรื่องดีต่อชีวิตของจ็อบส์ เพราะถ้าไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น เขาบอกว่า คงไม่ได้สร้าง NeXt บริษัทผู้สร้างระบบปฏิบัติการ Operating System ที่เหนือชั้นอย่าง NeXTStep และ Pixar บริษัทแอนิเมชั่นชั้นนำของโลกขึ้นมา

 

“บางครั้งชีวิตของคุณจะเจอเรื่องแย่ ๆ จงอย่าเสื่อมศรัทธา ผมเชื่อว่าสิ่งเดียวที่ทำให้ผมเดินต่อได้คือการที่รักในสิ่งที่ทำ คุณต้องค้นหาสิ่งที่รักให้เจอ และจริงใจกับงานให้เหมือนกับความจริงใจที่มีให้คนรัก งานของคุณจะเติมเต็มชีวิตส่วนใหญ่ของคุณ และทางเดียวที่จะทำให้ตัวคุณพอใจกับการใช้ชีวิตคือทำในสิ่งที่เชื่อว่าดีที่สุด และหนทางเดียวที่จะสร้างผลงานยอดเยี่ยมได้ คือการรักในสิ่งที่คุณทำ ถ้าคุณหามันไม่เจอ ก็หามันต่อไป อย่าหยุด และเมื่อคุณหามันเจอ หัวใจจะบอกคุณเองว่า นี่แหละใช่เลย” 

แล้วบรรดาแฟน ๆ ของ Positioning ล่ะ ค้นหาสิ่งที่ตัวเองรักเจอหรือยัง และได้ลงมือทำอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่ ?

]]>
1503679
ผิดสัญญาก็ไม่ต้องขาย! ‘อินโดนีเซีย’ แบนห้ามขาย ‘iPhone 16’ หลัง ‘Apple’ ไม่ลงทุนครบตามที่ระบุ https://positioningmag.com/1495854 Mon, 28 Oct 2024 08:02:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1495854 เรียกว่างานเข้า Apple เลยทีเดียว หลังจากประเทศที่มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลกอย่าง อินโดนีเซีย สั่งห้ามไม่ให้นำเข้า iPhone 16 ทุกรุ่น รวมถึงสินค้าใหม่ ๆ ที่เพิ่งเปิดตัวมาจำหน่ายในประเทศ เนื่องจากบริษัทลงทุนไม่ถึงตามที่สัญญาไว้

กระทรวงอุตสาหกรรมของ อินโดนีเซีย ได้สั่งห้ามจำหน่าย iPhone 16 Series รวมถึงสินค้าที่เพิ่งเปิดตัวอย่าง Apple Watch Series 10 โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจาก Apple ยังลงทุนไม่ครบตามที่ได้ตกลงไว้

โดย Apple ได้ลงทุนไปเพียง 1.5 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งต่ำกว่าที่ตกลงไว้ว่าจะลงทุน 1.7 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 108 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งถ้า Apple จะกลับมาขายสินค้าอีกครั้งก็ต่อเมื่อ Apple ลงทุนครบตามจำนวนที่เคยระบุไว้ ซึ่งรวมถึงการสร้างสถาบัน Apple Academy สำหรับวิจัยพัฒนา 

แม้ว่ารัฐบาลจะสั่งแบนการขายในประเทศ แต่กรณีที่ iPhone 16 ถูกส่งมาจากต่างประเทศ จะไม่ถูกนับ เพราะไม่ได้เกิดการขายในประเทศ และในส่วนของนักท่องเที่ยวที่มี iPhone 16 ก็ไม่ต้องกังวล โดยสามารถนำ iPhone 16 ที่เปิดการใช้งานแล้วเข้าประเทศได้ แต่ต้องไม่เกินคนละสองเครื่อง อย่างไรก็ตาม หากพบว่านำไปขายต่อ ก็จะมีความผิดตามกฎหมายทันที อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมี iPhone 16 ประมาณ 9,000 เครื่อง ได้เข้าสู่อินโดนีเซียแล้ว 

ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาด 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีจำนวนประชากรมากถึง 270 ล้านคน มากสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก ในขณะที่จำนวนสมาร์ทโฟนในประเทศมีสูงถึง 350 ล้านเครื่อง ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรทั้งประเทศอย่างมาก

Source

]]>
1495854