ASAVA uniform – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 05 Feb 2026 12:22:39 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ถอดสูตร 18 ปี ‘หมู-อาซาว่า’ จากผู้ปลุกปั้นอาณาจักรแฟชั่น-อาหาร สู่ก้าวใหม่ในบทบาท ‘ผู้จัดละคร’ https://positioningmag.com/1558361 Thu, 05 Feb 2026 07:03:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1558361 หากพูดถึงชื่อ หมู-อาซาว่า หรือ พลพัฒน์ อัศวะประภา เชื่อว่ามีน้อยคนที่จะไม่รู้จัก เพราะ หมู-อาซาว่า ถือเป็นดีไซเนอร์ผู้ทรงอิทธิพลและผู้ก่อตั้ง Asava Group อาณาจักรไลฟ์สไตล์ที่เติบโตมานานกว่า 18 ปี ดังนั้น Positioning จะพาไปพูดคุยถึงแนวคิดการทำธุรกิจให้อยู่รอดในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และก้าวต่อไปจากนี้

จากแบรนด์แฟชั่น สู่อาณาจักรไลฟ์สไตล์ครบวงจร

หมู-อาซาว่า เริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นอาณาจักรว่า ครั้งแรกที่ก่อตั้งแบรนด์ Asava คือ วันที่ 8 เดือน 8 ปี 2008 จากวันนั้นถึงวันนี้ 18 ปี ผ่านไป จากแบรนด์แฟชั่นก็ได้ขยายเป็นอาณาจักร Asava Group ประกอบด้วย 6 แบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอ ครอบคลุมธุรกิจแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และร้านอาหาร ได้แก่

  • Asava: แบรนด์แฟชั่นที่ถือเป็นพี่ใหญ่ ปัจจุบันสร้างรายได้ราว 30% ของกลุ่ม 
  • ASV: น้องสาวคนรอง แต่มีการเติบโตโดดเด่นสุดในกลุ่ม คิดเป็นสัดส่วนรายได้ราว 20%
  • Uniform by Asava: แบรนด์ผู้ผลิตชุดยูนิฟอร์ม คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 30% เป็นอีกแบรนด์ที่ยังมีโอกาสเติบโต
  • White Asava: แบรนด์จัดชุดเจ้าสาว – เพื่อนเจ้าสาว และลูกค้าที่ต้องการชุด Customize ไว้ใช้ในโอกาสพิเศษ
  • MOO: แฟชั่นผู้ชายสไตล์สตรีท เพิ่งเติบโตได้แค่ 4 ปี และเปิดมาในช่วง COVID-19 ทำให้ปัจจุบันพึ่งค้นทางเจอว่ากลุ่มลูกค้าผู้ชายมองหาอะไร
  • Sava All Day Dining: ธุรกิจร้านอาหาร ปัจจุบันมี 2 สาขาที่เอ็มโพเรียม และเซ็นทรัล ชิดลม แม้จะมีแค่ 2 สาขา แต่สามารถสร้างรายได้ถึง 20% ของทั้งกลุ่ม

ต่างแบรนด์ก็ต่างโจทย์ที่ต้องแก้

หมู-อาซาว่า ยอมรับว่า ในปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ท้าทาย เพราะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งภาวะเศรษฐกิจ สงคราม ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีโจทย์ที่ต้องแก้ เริ่มจาก Asava แบรนด์พี่ใหญ่ที่ต้องปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภค      ที่เปลี่ยนไป

“ตอนนี้ไม่ใช่แค่ไทย แต่สถานการณ์ทั่วโลก หลายประเทศเจอปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งมันส่งผลต่อธุรกิจรวมแฟชั่น จะเห็นว่าซูเปอร์แบรนด์ทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 15 แบรนด์ ขยับดีไซเนอร์หมด แต่เรายังถือว่าโชคดี แม้จะไม่เป็นไปตามเป้า ที่วางไว้เมื่อ 5 ปีก่อน แต่ก็เติบโตทุกปี”

โดยในปีนี้ Asava จะปรับปรุง Headquarter ที่สุขุมวิท 45 และจะเปิด Flagship store ใหม่ในรูปแบบ Stand-alone ใจกลางเมือง เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มองหา “Journey & Experience” พวกเขาต้องการสัมผัสตัวตนของแบรนด์ ต้องการคอมมูนิตี้ อีกทั้งต้องการยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความเป็น Global luxury 

“ประเทศรอบนอกเราพยายามพาแบรนด์แฟชั่นในประเทศเป็น Global luxury เราก็ต้องไปทางนั้น และตอนนี้        ผู้บริโภคคนไทยอยากเดินร้านที่มีมิติ ไม่ใช่ Shop in Shop แบบในห้างฯ ซึ่งเหมาะกับกลุ่มนักท่องเที่ยวมากกว่า”

นอกจากนี้ กำลังมองหาโอกาสการเติบโตใหม่ ด้วยการขยายไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในตะวันออกกลาง เพราะมีกำลังสูง และเดินทางมาไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ

ASV น้องสาวคนรอง ต้องปรับให้จับต้องง่ายขึ้น

ในส่วนของแบรนด์ ASV เป็นอีกแบรนด์ที่เติบโตมากที่สุด ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen Z และ Millennials โดยปีนี้ แบรนด์จะมีการ ปรับราคา ให้เข้าถึงง่ายขึ้น จากเดิมเริ่มต้นที่ 2,000 บาท อาจจะปรับเหลือ 1,000 ปลาย ๆ และจะเน้นที่ Concept, Mood Tone มากขึ้น 

“พอพูดถึง Gen Z-Millennial ยังมีปัญหาเรื่องราคาอยู่ และลูกค้ากลุ่มนี้ ไม่วิ่งตามกระแสแฟชั่น แต่หาไวบ์ หาลุคที่ต้องการ ดังนั้น การสร้างไวบ์เป็นสิ่งสำคัญ หาของที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ กับไวบ์ที่ต้องการพรีเซ็นต์ตัวเอง ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปที่ความสบาย ความรีแล็กซ์ ดังนั้น แบรนด์เราต้องเปลี่ยนไปตามกลุ่มลูกค้าที่หวัง”

Uniform ยังไปได้ แต่กังวลแรงงานที่ลดลง

ในส่วนของ Uniform by Asava ถือเป็นอีกธุรกิจเด่นของกลุ่ม โดย หมู-อาซาว่า มองว่า จุดแข็งของ Uniform by Asava ที่ทำให้หลายบริษัทเลือกใช้บริการ คือ การที่เป็น Service Identity Design ให้กับแบรนด์นั้น ๆ เข้าไปช่วยองค์กรสร้างอัตลักษณ์ผ่านตัวพนักงาน ตั้งแต่การวางคอนเซ็ปต์กับทีมการตลาด ออกแบบให้สะท้อนภาพลักษณ์องค์กร

“ย้อนไป 15 ปีก่อน เราถือเป็นเจ้าแรก ๆ ที่เป็นดีไซเนอร์แบรนด์มาทำยูนิฟอร์ม จนตอนนี้สถาบันการเงินเกือบทุกแห่งในไทยเป็นลูกค้าเรา และเราก็พัฒนาเป็น One-stop Shop ที่ครบวงจร ลูกค้าสามารถวัดตัวออนไลน์ได้ สั่งซื้อออนไลน์ได้ เรามีไซส์ 200 ไซส์ ทั้งบนและล่าง”

อย่างไรก็ตาม หมู-อาซาว่า เองยอมรับว่า ธุรกิจนี้กำลังเผชิญความท้าทายด้าน ความยั่งยืน เนื่องจากโลกที่เปลี่ยนไป คนก็ลดลง หลายองค์กรปรับลดจำนวนพนักงาน ดังนั้น เขาเองก็เริ่มมองหาธุรกิจอื่น ๆ มาเสริม

“ลูกค้าเราส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่ต้องสัมผัสหรือติดต่อกับลูกค้า ต้องเป็น Front line เช่น ธุรกิจโรงแรม ธนาคาร โรงพยาบาล ไม่ใช่พนักงานโรงงานทั่วไป ซึ่งนี่ก็เป็นอีกความท้าทายของเราในอนาคต”

ร้านอาหารไม่ได้ทิ้ง ยังเป็นลูกรัก

ในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร SAVA THAI THAI FLAVOUR ทาง หมู-อาซาว่า บอกว่าก็เป็นอีก ลูกรัก และมองถึงโอกาสในการขยายสาขา โดยต้องการเปิดแบบ Stand-alone แต่ด้วย ราคา ที่จับกลุ่มลูกค้ากลุ่มกลาง-บน ทำให้หาทำเลที่เหมาะสมได้ยาก ในส่วนของการขยายไปต่างประเทศ มีวางแผนไว้ โดยคุยกับพาร์ทเนอร์ที่จีน, ไต้หวัน และฮ่องกง แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจของโลก มองว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของธุรกิจอาหาร นอกเหนือจาก SAVA THAI THAI FLAVOUR แล้ว ทาง หมู-อาซาว่า ก็ได้ร่วมกับ ยูกิ-ศรีกาญจนา เจ้าของแบรนด์ NARA Thai Cuisine ในการเปิดแบรนด์ Co-Limited (โค ลิมิเต็ด) ร้านอาหารอีสานและสตรีทฟู้ดพรีเมียม ซึ่งในส่วนของแบรนด์ Co-Limited กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดต่างประเทศ ทั้งฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และอินโดนีเซีย และมีแผนจะขยายสาขาเพิ่มอีก

เข้าสู่ธุรกิจบันเทิง ด้วยแพชชั่นที่ไม่เคยใช้

แม้ว่า Asava Group จะมีแบรนด์ถึง 6 แบรนด์ในเครือ แต่ หมู-อาซาว่า ก็ยังไม่หยุดที่จะหา ธุรกิจใหม่ โดยล่าสุด เขาได้สยายปีกสู่โลกแห่งคอนเทนต์และบันเทิง ด้วยบทบาท ผู้จัดละคร ภายใต้บริษัท Asava Studio และธุรกิจบริหารศิลปินภายใต้บริษัท MJ Management อย่างไรก็ตาม 2 บริษัทนี้จะไม่ได้อยู่ใน Asava Group

“พี่ชายเป็นประธาน MONO29 และเราก็เป็นกรรมการ แต่ช่องเขาไม่มีละครวัยรุ่น เพราะตอนนี้คนที่จ่ายเงินให้แพลตฟอร์มจะดูซีรีส์วาย ดูซีรีส์วัยรุ่น เพราะโตขึ้นไปไม่ค่อยจ่าย ชินกับการดูฟรี ถ้าจะให้ช่องโต ต้องมีซีรีส์วัยรุ่นช่วยขับเคลื่อน แต่ในช่องไม่มีคนที่ถนัดกลุ่มนี้ เน้นเรื่องบู๊ ผี เขาเลยโยนให้เราทำ”

การทำซีรีส์ไม่ใช่แค่โอกาสทางธุรกิจ เพราะตอนนี้ตลาดซีรีส์แนว Y และ Yuri ที่กำลังเป็นที่ต้องการของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและกลุ่มผู้ชมรุ่นใหม่ แต่ หมู-อาซาว่า อธิบายว่า มันคือการกลับมา ยิบแพชชั่นที่เคยฝังไว้มาใช้ 

“เรามองว่าเราชอบ เพราะจบการแสดง เป็นหนึ่งในแพชชั่นที่ไม่ได้ใช้ ประกอบกับโอกาสที่เข้ามา เลยมองว่าเป็นอีกช่องทางที่เราทำได้ ทุกธุรกิจที่เราทำ ไม่ใช่ว่าทำเพื่อให้พอร์ทโต แต่ทำเพราะอยากทำ ชอบ”

โดย หมู-อาซาว่า มองว่า ในปีนี้จะผลิตคอนเทนต์ประมาณ 3-4 เรื่อง ป้อนช่อง MONO29 และขายไปญี่ปุ่น ไต้หวัน

ความยากคือ บาลานซ์ความชอบและการเติบโต

จากธุรกิจแฟชั่น สู่อาณาจักรไลฟ์สไตล์ และกำลังกระโดดสู่ธุรกิจบันเทิง สิ่ง หมู-อาซาว่า มองว่ายากที่สุดในการทำธุรกิจ คือ การบาลานซ์ระหว่างการเติบโตของธุรกิจกับความชอบส่วนตัวให้มันควบคู่กัน โดยที่ เราไม่ขยะแขยงงานตัวเอง

“สิ่งที่ถูกใจเรามันมีมูลค่าทางธุรกิจด้วย ดังนั้น เราต้องบาลานซ์ เราเอาความชอบเรานำไม่ได้ หรือพนันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต้องคิดถึงลูกน้อง ความมั่นคงของลูกน้อง”

สุดท้าย หมู-อาซาว่า มองว่า Asava Group ไม่ได้ต้องการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเหมือนในอดีต แต่ต้องเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่องทุกปีก็พอ

“ตอนนี้เป็นช่วงต่อยอดแล้ว ผ่านช่วงวิ่งไล่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาแล้ว เราต้องการโตอย่างมั่นคงมากกว่า เพราะโอกาสพลาดพลั้งน้อย ดำเนินธุรกิจด้วยความไม่ประมาท มีสติมากขึ้น บริหารความเสี่ยงต่อบริษัท อะไรเสี่ยงมาก เราก็ต้องคิดให้หนัก” หมู-อาซาว่า ทิ้งท้าย

]]>
1558361
Asava ลุยธุรกิจ “ยูนิฟอร์ม” พร้อมความฝันอยากเป็นแบบ MUJI มีจานชาม เฟอร์นิเจอร์ https://positioningmag.com/1404033 Tue, 11 Oct 2022 13:48:15 +0000 https://positioningmag.com/?p=1404033
  • Asava ดันธุรกิจ ASAVA uniform หรือชุดยูนิฟอร์มองค์กรให้แกร่งขึ้น จากเทรนด์หลายองค์กรให้ความสำคัญกับชุดพนักงาน
  • ยูนิฟอร์มเปรียบเหมือนเครื่องมือการตลาดชั้นดี ถ้าพนักงานแฮปปี้ ก็เป็น Soft Power ให้บริษัทได้
  • ความฝันของหมู Asava อยากให้ Asava เป็นเหมือนแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง IKEA และ MUJI มีสินค้าครอบคลุมตั้งแต่จานชาม เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ต่างๆ เป็นแบรนด์ที่อิมแพคกับผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน
  • ตลาดลักชัวรีกระทบน้อย แต่ไม่ใช่ไม่โดน

    ในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมาทั้งหมด 2 ปี หลายธุรกิจได้รับผลกระแทบ ไม่เว้นแต่ธุรกิจแฟชั่น แต่ในกลุ่มลักชัวรีอาจจะกระทบน้อยหน่อย เพราะกลุ่มลูกค้าไม่ได้มีปัญหาเรื่องกำลังซื้อ แถมยังได้อานิสงส์จากการไม่ได้เดินทางไปใช้จ่ายต่างประเทศ ทำให้ได้ใช้จ่ายเงินในประเทศมากขึ้นด้วยซ้ำ

    Positioning มีโอกาสพูดคุยกับ “พลพัฒน์ อัศวะประภา” หรือ aka หมู อาซาว่า ดีไซเนอร์ และผู้ก่อตั้งแบรนด์ Asava แบรนด์ไทยแฟชั่นระดับลักชัวรี ในปีนี้แบรนด์อายุครบ 14 ปี ได้ยอมรับว่าช่วง COVID-19 ได้ช่วงที่หนักที่สุดที่เคยเจอ แต่ยังดีที่หันมาโฟกัสตลาดออนไลน์ และธุรกิจชุดยูนิฟอร์มมากขึ้น ยอดขายจึงไม่ลดลงมากเท่าไหร่

    “ในช่วง COVID-19 ยังมีความโชคดีหน่อยที่เริ่มทำออนไลน์มา 3-4 ปี ทำให้สะดุดนิดหน่อย แต่ยอดขายไม่ลดลงมาก ในปีแรกมีผลกระทบมาก เพราะคนไทยปรับตัวไม่ถูก แต่ในปีนี้คนเริ่มคุ้นชิน สุขภาพจิตดีขึ้น ยิ่งสินค้าแบรนด์ลักชัวรีได้เอฟเฟกต์ดี เพราะคนไม่เดินทาง ซื้อของในประเทศมากขึ้น”

    พลพัฒน์ได้ประเมินถึงตลาดแฟชั่นว่ามีแลนด์สเคปที่เปลี่ยนไปมานานแล้ว หลายแบรนด์เริ่มลงมาจับตลาดออนไลน์ พฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปเริ่มซื้อของออนไลน์ในชิ้นใหญ่ขึ้น มูลค่าสูงขึ้น จากแต่ก่อนจะซื้อของมูลค่าไม่สูง เพราะกลัวโดนโกง ได้ของปลอม

    ปัจจุบัน Asava Group มีทั้งหมด 6 แบรนด์ ได้แก่ Asava, ASV, Asava White, ASAVA uniform, MOO และ Sava Dining สำหรับแบรนด์ Sava Dining เป็นธุรกิจร้านอาหาร ตอนนี้มี 3 สาขา เตรียมขยายเพิ่มเป็น 7 สาขา พลพัฒน์เล่าถึงที่มาในการเปิดร้านว่า “เกิดจากแรงยุ” ตอนนั้นได้คุยกับคุณแอ๊ว ศุภลักษณ์ อัมพุช ตอนเปิดเอ็มควอเทียร์ แล้วพี่แอ๊วบอกว่าคาแรกเตอร์เหมือนกับกับพี่ภาณุ (ผู้ก่อตั้ง Greyhound) ลองทำร้านอาหารดูสิ ก็เลยทำ

    ไม่คิดแบบยูนิฟอร์ม คิดแบบคอลเลกชัน

    นอกจากการบุกตลาดออนไลน์แล้ว Asava เองก็ต้องกระจายความเสี่ยงด้วยการหารายได้จากกลุ่มอื่นมากขึ้น ธุรกิจที่มาแรงที่สุดก็คือ “ยูนิฟอร์ม” หรือชุดพนักงาน เป็นการจับธุรกิจ B2B มากขึ้น

    ถ้าที่ผ่านมาหลายคนมองว่า Asava ได้อยู่เบื้องหลังชุดราตรีของเหล่าเซเลบริตี้มากมาย และเวทีนางงาม ตอนนี้พูดได้ว่า Asava ก็เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของชุดพนักงานของบริษัทต่างๆ ด้วย

    Asava ได้เริ่มธุรกิจยูนิฟอร์มตั้งแต่ปี 2553 ได้ตั้งยูนิต ASAVA uniform ขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ สำหรับการออกแบบชุดยูนิฟอร์มใหม่ลูกค้า แบรนด์แรกที่ได้ทำก็คือ “บางกอกแอร์เวย์ส” จากที่ไม่เคยทำชุดยูนิฟอร์มมาก่อน จนกลายเป็นแบรนด์สร้างชื่อให้ลูกค้าแบรนด์อื่นๆ ติดต่อให้ Asava ทำอย่างต่อเนื่อง

    พลพัฒน์เริ่มเล่าว่า “งานชิ้นแรกที่ได้ทำก็คือ บางกอกแอร์เวย์ส เพราะผู้บริหารเป็นลูกค้า Asava อยู่แล้ว เลยมาชวนทำ ตอนนั้นแบรนด์ไม่ได้เปลี่ยนยูนิฟอร์มมา 30 ปีแล้ว มีโจทย์ที่ว่าอยากให้โมเดิร์นขึ้น คำว่าบูทีคแอร์ไลน์เพิ่งมาพอดี เลยใช้สีฟ้าเทอร์ควอยซ์เข้ามา เปลี่ยนจากแอร์ที่คุ้นชินกับการใส่กระโปรง มาเป็น “กระเปง” (กระโปรง+กางเกง) เป็นการพลิกกระดานของวงการแอร์โฮสเตสเลย เพราะรูทบินของบางกอกแอร์เวย์ส่วนใหญ่เป็นเมืองท่องเที่ยว อย่างบาหลี สมุย เสื้อผ้าไม่จำเป็นต้องทางการมาก สวยแต่ลำลองได้ คิดแค่ว่าเปลี่ยนทั้งทีต้องทำให้คนรู้สึกได้”

    จากผลงานแรกทำให้สำนักพิมพ์ Conde Nast Traveler เลือกเป็น 1 ใน 7 ชุดพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่มีความสวยงาม และโดดเด่นที่สุด เคียงคู่กับผลงานจาก Yves Saint Laurent และ Chistain LaCroix ที่ดีไซน์ให้สายการบินระดับโลกอื่นๆ

    หลังจากนั้นก็เป็นการเปิดประตูให้ลูกค้าแบรนด์อื่นติดต่อให้ Asava ดีไซน์ยูนิฟอร์มมากขึ้น แรกเริ่มมีพนักงานแค่ไม่กี่คน จนต้องเปิดแผนกใหม่ ทั้งดีไซเนอร์, AE, Customer Service, Merchandiser พลพัฒน์บอกว่าต้องเริ่มต้นกระบวนการเองทั้งหมด ตั้งแต่คิด ให้คำปรึกษา มีแนวคิดที่ว่าเหมือนทำคอลเลกชันใหม่ให้ลูกค้า

    “วิธีการคิดยูนิฟอร์มของเราจะไม่มองว่าเป็นยูนิฟอร์ม แต่กระบวนการคิดเหมือนเป็นคอลเลกชันใหม่เลย การคิดก็ใส่หัวแฟชั่น ให้คำปรึกษา กลยุทธ์ เพื่อให้เข้ากับองค์กร ต่างจากการคิดทำยูนิฟอร์มของบริษัทอื่นๆ” 

    ยูนิฟอร์มดี เป็น Soft Power ให้องค์กร

    ชุดยูนิฟอร์มเป็นหน้าที่ของฝ่าย HR หรือการตลาดกันแน่ เป็นคำถามที่ชวนคิด…

    หลายองค์กรมองว่าการทำยูนิฟอร์มพนักงานเป็นภาระหน้าที่ของฝ่าย HR หรือบริหารบุคคล ในการดูแลพนักงานในบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่เกือบ 100% ชุดยูนิฟอร์มก็จะออกมาในรูปแบบเสื้อโปโล หรือเสื้อเชิ้ตพร้อมปักโลโก้บริษัท ผ้าที่ใช้ก็อาจจะไม่ได้สวมใส่สบายมากนัก เพราะดูเรื่องราคาเป็นหลัก

    SO Sofitel Hua Hin x ASAVA

    แต่ในช่วงหลายปีมานี้หลายองค์กรเริ่มให้ความสำคัญกับการดีไซน์ยูนิฟอร์มมากขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นงานสายบริการต่างๆ สายการบิน, ร้านอาหาร, ร้านกาแฟ, ธนาคาร, โรงแรม หรือเป็นงานที่พนักงานต้องพบเจอกับลูกค้าเยอะ โจทย์อาจจะมีทั้งต้องการให้พนักงานใส่ทำงานแล้วดูกระฉับกระเฉง สบายตัว อีกส่วนก็เพื่อสร้างแบรนด์ให้ทันสมัยขึ้น

    “แต่ก่อนคนจะคิดว่าการทำยูนิฟอร์มต้องทำร่วมกับฝ่าย HR แต่จริงๆ แล้วชุดยูนิฟอร์มเนี่ย เป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำ PR อย่างหนึ่งเลย สามารถดูได้ว่าองค์กรคิดอย่างไร มีวิสัยทัศน์อย่างไร สิ่งที่อยากพูดนอกองค์กร หรืออยากให้ลูกค้ารู้สึกอย่างไรกับแบรนด์ ต้องสื่อทั้งคนที่ไม่ใช่ลูกค้า และอยากให้เป็นลูกค้า รวมถึงพนักงาน บางคนมองแค่ว่ายูนิฟอร์มก็แค่ทำเสื้อให้พนักงานใส่สบายสุด แต่ถ้าใช้ยูนิฟอร์มทำหน้าที่มากกว่าใส่สบาย สามารถเป็นเครื่องมือการตลาดได้ มีผลต่อผู้บริโภค มันคือ Soft Power สำหรับองค์กร ยูนิฟอร์มจะมีอิทธิพลอย่างมาก ต้องเจอกับลูกค้าตลอด เป็นกระบอกเสียง สะกดจิตคนได้มากที่สุด แต่บางทีคนจะคิดไม่ถึง” 

    Bangkok Bank x ASAVA

    ในกระบวนการทำยูนิฟอร์มโปรเจกต์หนึ่ง พลพัฒน์บอกว่าต้องคุยกับกับทีมฝ่ายการตลาด ทีมสร้างแบรนด์ เพื่อให้รู้จุดประสงค์ที่แท้จริง รีเสิร์ชต้องแน่น บรีฟต้องแน่น ถ้ายูนิฟอร์มส่งไปฝ่ายบุคคลก็จะดูเรื่องงบประมาณ สุดท้ายก็เน้นที่เรื่องราคา และใส่สบาย

    ปัจจุบัน ASAVA uniform มีลูกค้าที่หลากหลายอุตสาหกรรม เช่น บางกอกแอร์เวย์ส, แสนสิริ, เมืองไทยประกันชีวิต, โรงแรม So Sofitel Huahin, โรงแรมสินธร เคมปินสกี้, ดีแทค, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารไทยพาณิชย์, ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเก่าที่ให้ดีไซน์ใหม่อยู่เรื่อยๆ ถึงแม้จะมีลูกค้าติดต่อมาเรื่อยๆ แต่ก็ใช่ว่าจะรับทำได้หมด เพราะแต่ละแบรนด์จะมีสัญญาแตกต่างกันไป เช่น บางโรงแรมจะมีเซ็นสัญญา 1 ปีในการไม่ไปรับทำให้โรงแรมอื่นในจังหวัดเดียวกัน, สายการบินมีข้อสัญญาว่าห้ามทำให้สายการบินอื่น, โอเปอเรเตอร์ไม่ได้มีข้อจำกัดอะไร ส่วนธนาคารจะแล้วแต่แบรนด์ ส่วนใหญ่จะมีการคุยข้อตกลงกัน

    dtac x ASAVA

    “ตอนเริ่มทำยูนิฟอร์มใหม่ๆ มีคนถามว่าขาลงหรอ แบรนด์ไฮแฟชั่นไม่ค่อยชอบทำยูนิฟอร์มกัน แต่มองว่าเป็นช่วงขาขึ้นมากกว่า เป็นความฝันส่วนตัวเลย ว่าอยากให้แบรนด์มีอิทธิพล เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนไทย มีความสุขเห็นคนใส่เสื้อผ้าเรา ใส่ชุดแล้วแฮปปี้”

    ตอนนี้ยูนิตของยูนิฟอร์มมีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนมีสัดส่วนรายได้ 40% และกลุ่มของแฟชั่น 60%

    อยากให้ Asava เหมือน IKEA – MUJI

    “ไม่อยากมีแค่แฟชั่น อยากมี IMOO (อิหมู) เหมือน IKEA”

    นอกจากบทบาทใหญ่ของพลพัฒน์ที่หลายคนรู้จักจะเป็นดีไซเนอร์ นักธุรกิจ ตอนนี้ยังมีบทบาทอื่นๆ ที่ปรึกษา อาจารย์ นายกสมาคมดีไซเนอร์ เจ้าของร้านอาหาร

    ถ้าถามว่าความฝันของพลพัฒน์ที่มีต่อ Asava เป็นอย่างไร แน่นอนว่ามีความเล่นใหญ่ อยากให้แบรนด์มีอิทธิพลต่อชีวิตคน อยากเหมือน IKEA และ MUJI ที่มีสินค้าทุกอย่าง

    “เคยดู IKEA กับ MUJI มีวิธีคิดที่ใหญ่จริงๆ IKEA ปฏิวัติวงการเฟอร์นิเจอร์ ส่วน MUJI ในความมินิมัล เซ็นลงไปในเสื้อผ้า จานชามต่างๆ สำหรับนักออกแบบแล้วถ้าเอาแบรนด์ไปอยู่ในชีวิตคนได้มันจะยิ่งใหญ่มาก อยากขยายความฝันของเราให้มีอิทธิพลของคน ไม่ต้องรู้สึกว่าคนต้องซื้อเสื้อทุกวัน หรือมีของเยอะแยะ แต่มีของที่ตรงกับจิตวิญญาณตัวเอง ไม่สอนลูกค้าว่ามีของเยอะ ให้คนรู้จักตัวเอง เข้าใจอินเนอร์ตัวเอง”

    แถมยังพูดติดตลกว่า ต่อไปอาจจะเห็น Asava มีจานชามเป็นของตัวเองก็ได้ หรือไม่ก็มี IMOO (อิหมู) 
    ]]>
    1404033