ESG – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 06 Mar 2026 00:50:25 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 เบื้องหลังรางวัลโซเชียลของ “ทรู” เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงการเชื่อมต่อ แต่คือ “ความจริงใจ” ที่ส่งถึงผู้คน https://positioningmag.com/1562205 Thu, 05 Mar 2026 11:45:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562205 ในยุคที่โลกโซเชียลเต็มไปด้วยข้อมูลมหาศาล และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว การที่แบรนด์หนึ่งจะสามารถครองใจผู้บริโภคได้ทั้งในแง่ของ “ความไว” (Fast Response) และ “คุณค่า” (Social Impact) ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เกิดจาก DNA ที่ฝังรากลึกอยู่ในพนักงานทุกคนของ ทรู คอร์ปอเรชั่น

ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่นประกาศความสำเร็จบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 ด้วยการคว้า 2 รางวัลใหญ่ ได้แก่ Outstanding Sustainability Brand Performance on Social Media (สาขา Social Impact) และ Best Brand Performance on Social Media by Pantip (สาขา Fast Response) ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์การเป็น Tech Company ที่รับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

Positioning ได้พูดคุยกับทีมโซเชียล นำทีมโดย พิมลพรรณ ศิริวงศ์วานงาม หัวหน้าฝ่ายสื่อสารประชาสัมพันธ์ภายนอก บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น, ฐิติรัตน์ สิริวรโชติโภคิน Head of Digital Communications, เชิญพร คงมา Specialist, Digital Communications และทิติยา กับบุญมา Senior Associate, Digital Communications ทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำให้ทรู คอร์ปอเรชั่นคว้ารางวัลใหญ่นี้ไปครอง ความพิเศษคือรางวัลนี้เป็นสาขาใหม่ที่จัดมอบเป็นครั้งแรก เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพลักษณ์แบรนด์เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยหัวใจเพื่อสังคมอย่างแท้จริง

True Together พื้นที่เล่าเรื่องความยั่งยืนที่จับต้องได้

ในปัจจุบันทุกแบรนด์ล้วนมีโซเชียลมีเดียไว้เพื่อสื่อสารกับลูกค้า สร้างความสัมพันธ์ที่ดี รวมไปถึงบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ของแบรนด์ เพื่อให้ยังอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคเสมอ บางแบรนด์ใช้เป็นพื้นที่ในการบอกโปรโมชั่น บางแบรนด์ใช้ในการสร้างสตอรี่ หรือคอนเทนต์ใหม่ๆ ขณะที่บางแบรนด์ก็ใช้เล่าเรื่องราวความยั่งยืนต่างๆ

ทรู คอร์ปอเรชั่นมีช่องทางโซเชียลหลักๆ บนเฟซบุ๊ก 2 เพจด้วยกัน ได้แก่ True ที่เน้นเนื้อหาในเชิงองค์กร และ TrueMoveH ที่เน้นเนื้อหาเชิงพาณิชย์ของเครือข่าย

เบื้องหลังรางวัลด้านความยั่งยืน (ESG) มาจากความทุ่มเทของเพจ True ที่มี DNA ความเป็น True Together ช่องทางนี้ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อประกาศความสำเร็จขององค์กร หรือเล่าเรื่องราวการไปทำ CSR แต่อย่างใด แต่มีไว้เพื่อสื่อสาร “ความตั้งใจ” ที่ทำเพื่อผู้คน การใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง

ทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังเปิดเผยว่า คอนเทนต์ที่ มีกระแสตอบรับดีที่สุด ไม่ใช่เรื่องตัวเลขผลกำไร หรือคอนเทนต์ที่มียอดเอนเกจเมนต์เยอะๆ แต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวที่สะท้อนการลงพื้นที่จริง ทำจริง และคนในชุมชนได้รับประโยชน์จริงๆ ซึ่งสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความภูมิใจที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคม

“เราไม่ได้ทำเพราะหน้าที่ แต่ทำเพราะแพสชั่น” คือเสียงสะท้อนจากทีมงานที่ลงไปสัมผัสชีวิตกลุ่มเด็กออทิสติก เห็นความลำบากของเจ้าหน้าที่ด่านหน้าในการจัดระเบียบสายสื่อสาร หรือความทุ่มเทของทีมช่างที่บุกป่าฝ่าดงขึ้นไปติดตั้งเสาสัญญาณในหมู่บ้านที่ห่างไกลเพื่อให้ชาวบ้านได้เชื่อมต่อกับโลกใบนี้ เรื่องราวเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างพิถีพิถัน และจริงใจจนคนโซเชียลสัมผัสได้ อีกทั้งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมด้วย

นิยามของ “ทรู” คือ “ความจริงใจ”

พิมลพรรณ ถ่ายทอดมุมมองว่า “เพจ True เป็นช่องทางที่ใช้สื่อสารทั้งภายในองค์ และสิ่งที่ทำกับชุมชน แต่นำเสนอคอนเทนต์ที่หลากหลายครอบคลุมทุกด้าน ทั้งความปลอดภัยทางไซเบอร์ ประเด็นสำคัญในสังคม คอนเทนต์    เรียลไทม์ รวมไปถึงสถานการณ์ภัยพิบัติต่างๆ เป้าหมายคือการสื่อสารให้คนรู้ว่าเราทำจริง ไม่ได้เป็นการขายสินค้า และบริการเพียงอย่างเดียว เราเชื่อว่า สื่อโซเชียลมีพลังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และความยั่งยืน”

ในยุคที่มี Fake News และ AI มากมาย ทีมงานคอนเทนต์ของทรูยึดถือหลักการสำคัญคือ “ความถูกต้องแม่นยำ” ทุกอย่างที่นำเสนอต้องผ่านการคัดกรองและตรวจสอบและสะท้อนจุดยืนในการส่งต่อเรื่องราวที่สร้างสรรค์ต่อสังคม

“คำว่าทรู ทุกอย่างต้องจริงใจ ต้องเป็นเรื่องจริง การนำเสนอเรื่องราวในโซเชียลต้องยึดถือความจริงเท่านั้น”

ฐิติรัตน์ สิริวรโชติโภคิน Head of Digital Communications เสริมว่า “เป้าหมายของเราไม่ใช่เรื่องตัวเลขของเอนเกจเมนต์เยอะๆ แต่คนอ่านและดูคอนเทนต์แล้วมีความสุข ได้อินไซต์ ได้ความรู้บางอย่าง หรือได้แรงบันดาลใจจากเนื้อหาที่เรานำเสนอก็รู้สึกประสบความสำเร็จแล้ว”

ทางด้าน เชิญพร คงมา Specialist, Digital Communications เล่าว่า ด้วยความที่ทีมงานที่ทำคอนเทนต์แต่ละคนเคยทำงานด้านสื่อมาก่อน จึงมีทักษะและเข้าใจศิลปะในการเล่าเรื่อง งานทุกชิ้นทำอย่างพิถีพิถันตั้งแต่การคัดเลือกประเด็นนำเสนอ ไปจนถึงการวางเนื้อหา มุมภาพ และวิดีโอ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบของทรู ที่สำคัญคือการลงพื้นที่จริง เพื่อเก็บข้อมูลรายละเอียด และถ่ายทอดเรื่องราวได้ครบทุกมิติ

“ทีมงานต้องทำงานใกล้ชิดทีมงานต่างๆ ในทรูอยู่ตลอด เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวของงานตั้งแต่จุดเริ่มต้น ต้องลงพื้นที่ไปสัมผัสหน้างานจริงๆ พูดคุยและรับฟังเสียงจากผู้คนในชุมชนล่าสุดเราได้ร่วมลงพื้นที่ติดตั้งอินเทอร์เน็ตในหมู่บ้านห่างไกลบนดอย จ.ลำปาง ได้ไปเห็นภาพการทำงาน ได้พูดคุยรับรู้ความรู้สึกของชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้เรานำมาถ่ายทอดเรื่องราวที่เข้าถึงใจผู้คนได้”

ส่วน ทิติยา กับบุญมา Senior Associate, Digital Communications เสริมว่า จริงๆ แล้วทรูทำธุรกิจที่หลากหลาย โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญที่สร้างโอกาสที่เท่าเทียม ทางทีมมีโอกาสที่ทำหน้าที่สื่อสารให้คนทั่วไปได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ไปจนถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่า เช่น การพัฒนาระบบป้องกันภัยช้างป่า เพื่อให้คนและช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

สำหรับรางวัล Outstanding Sustainability Brand Performance on Social Media (แบรนด์ที่สื่อสารเรื่องความยั่งยืนได้โดดเด่น) จะแบ่งเป็นทั้งหมด 3 สาขา คือ E, S และ G โดยใช้เกณฑ์ Social Metric ที่เป็นเกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการสื่อสารด้านความยั่งยืนของแบรนด์บนโซเซียลมีเดีย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลทางสถิติจากแบรนด์ที่อยู่ในดัชนี SET50 จากโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มหลักผ่านประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน และได้ผ่านการพิจารณารวมกันจาก GEPP ESG Intelligence ที่เป็นข้อมูลเชิงลึกด้านคุณภาพ

การที่ทรู คอร์ปอเรชั่นคว้ารางวัลนี้มาครอง สะท้อนถึงการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมที่ลงมือทำจริงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังสร้างผลกระทบเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วไป รวมถึงแบรนด์อื่นๆ ในสังคมได้

ความสำเร็จครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่รางวัลขององค์กร แต่เป็น “ของขวัญ” สำหรับคนทำงานที่เชื่อว่า ความสุขที่แท้จริงคือการได้เห็นรอยยิ้มของคนในพื้นที่ที่เทคโนโลยีเข้าถึงนั่นเอง “แค่คนอ่านคอนเทนต์แล้วมีความสุข เกิดแรงบันดาลใจหรือได้ความรู้บางอย่างไปปรับใช้ นั่นคือความสำเร็จของเราแล้ว” ทีมงานทรูทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

]]>
1562205
กางแผน ‘เซ็นทรัล ทำ’ เดินหน้าพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม สู่เป้าหมายสร้างคุณค่าร่วมที่ยั่งยืน https://positioningmag.com/1562572 Thu, 05 Mar 2026 03:59:01 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562572 เพราะกลุ่มเซ็นทรัลเชื่อว่า การเติบโตของธุรกิจจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาของ ‘เซ็นทรัล ทำ’ โครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งปีนี้ก้าวสู่ปีที่ 9 ของการดำเนินการ

 

เมื่อปีที่ผ่านมาเซ็นทรัล ทำ สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนรวมกว่า 2,240 ล้านบาท และเสริมความเข้มแข็งให้เครือข่ายท้องถิ่นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ สามารถสร้างงานและสนับสนุนอาชีพให้แก่คนพิการกว่า 1,395 คน พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในชุมชนมากกว่า 150,000 ราย รวมถึงสนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนรวม 203 แห่ง เพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับทิศทางในปีนี้ เซ็นทรัล ทำ จะมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบระดับพื้นที่ผ่านการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม หรือ Holistic Shared Value Ecosystem ด้วยการสร้างคุณค่าร่วมที่ยั่งยืนในระยะยาวทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต ผ่าน 8 มิติ ได้แก่

 

1.พัฒนาการศึกษา เด็กและเยาวชน และการดูแลคนพิการ : บูรณาการการพัฒนาการศึกษาอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งหลักสูตร STEM ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน อาชีวศึกษา และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่กับการพัฒนา ‘โค้ชครู’ และการปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคต ขยายโอกาสการมีงานทำและการสร้างอาชีพที่ยั่งยืน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม

 

2.พัฒนาพื้นที่และสิ่งปลูกสร้างให้ได้มาตรฐาน : ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งปลูกสร้างให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชนในการแข่งขันทางการตลาด สนับสนุนการเข้าถึงช่องทาง Modern Trade และการขยายตลาดใหม่

 

3.ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพ : ขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนในเชิงองค์รวม ผ่านการเสริมสร้างศักยภาพด้านอาชีพ รายได้ และการบริหารจัดการชุมชน เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ลดการพึ่งพิง และเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

4.เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างแบรนด์สู่สากล : เพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ที่มั่นคง และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของชุมชน

 

5.ศูนย์การเรียนรู้ และการขยายผลสู่ทุกภูมิภาค : ผลักดันให้ชุมชนต้นแบบสามารถเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้มาตรฐาน รองรับการอบรม การศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อขยายผลการพัฒนาไปยังทุกภูมิภาคอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

 

6.ยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน : ต่อยอดศักยภาพด้านภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมของไทย ส่งเสริมให้ชุมชนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงคุณค่า (Value-based Tourism) ที่สร้างรายได้ ควบคู่กับการอนุรักษ์วิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อการเติบโตอย่างสมดุลในระยะยาว

 

7.มุ่งสู่ชุมชนยั่งยืนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ : ขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอนจากทุกกิจกรรมของชุมชน ตั้งแต่การเกษตรคาร์บอนต่ำด้วยแนวคิดไบโอชาร์ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

 

8.การจัดการขยะอย่างเป็นระบบ มุ่งสู่ ZERO WASTE :โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มธุรกิจ พนักงาน และชุมชน ในการคัดแยก ใช้ซ้ำ และรีไซเคิล เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย ZERO WASTE อย่างเป็นรูปธรรม

 

ตัวอย่างของการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม ก็คือ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจ ‘บ้านเทพพนา’ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาแบบองค์รวม มุ่งสู่พื้นที่การเกษตรคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ยังขยายผลสู่การ ยกระดับการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ ซึ่งพื้นที่ท้องฟ้าสวนเทพพนา อยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด หรือ Dark Sky Park ปี 2569 โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT)

 

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่การมองการพัฒนาในภาพรวม ไม่แยกส่วน ไม่ทำเฉพาะด้าน แต่เชื่อมโยงทุกมิติให้เดินหน้าไปพร้อมกัน การพัฒนาชุมชนในวันนี้จึงไม่ใช่การดำเนินโครงการเฉพาะส่วน หากแต่คือการออกแบบระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่ใหม่ที่ผสานรายได้ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ในกรอบเดียวกัน

 

โดย Holistic Shared Value Ecosystem คือกลไกที่ทำให้การเติบโตของธุรกิจและความเข้มแข็งของชุมชน เกื้อหนุนกันอย่างยั่งยืน ที่สำคัญโมเดลนี้จะขยายผลได้ทั้งในระดับจังหวัด ภูมิภาค และประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของชุมชนไทยในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวจะช่วยให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรงและปรับตัวได้ต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

 

]]>
1562572
บีคอน วีซี หนุนขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านกองทุน Beacon Impact Fund ลงทุนสตาร์ทอัพด้าน ESG หวังสร้างผลกระทบเชิงบวกในระดับภูมิภาค https://positioningmag.com/1550491 Tue, 16 Dec 2025 03:08:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1550491

เมื่อประเด็นความยั่งยืนกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่หลายแบรนด์ให้ความสำคัญ ซึ่งธนาคารกสิกรไทยเองได้ประกาศจุดยืนด้านความยั่งยืนอย่างแข็งแกร่งผ่านหลายโครงการ หนึ่งในนั้นคือการลงทุนผ่านกองทุน ที่มีการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพต่อ ตอกย้ำจุดยืนการเป็น Bank of Sustainability

โดยที่มี บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล (บีคอน วีซี) บริษัทเงินร่วมทุนของธนาคารกสิกรไทย มีพันธกิจในการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจของธนาคาร รวมถึงการเสริมสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีให้แก่พันธมิตรในระบบนิเวศทางธุรกิจ

บีคอน วีซี เดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านกองทุน Beacon Impact Fund ประกาศการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในบริษัทสตาร์ทอัพ และกองทุนร่วมลงทุนที่พัฒนาโซลูชันด้าน ESG ซึ่งสามารถวัดผล และขยายผลได้จริงเพิ่มเติมใน 3 โครงการ ได้แก่

Quantified Energy (QE) สตาร์ทอัพจากสิงคโปร์ผู้นำด้านเทคโนโลยีตรวจสอบแผงโซลาร์สำหรับ Utility-scale Solar Farm ด้วยโดรนอัตโนมัติแบบ Electroluminescence (EL) Mapping Solution ซึ่งมีความแม่นยำในการวัดการสูญเสียพลังงานและความรวดเร็วในการตรวจสอบที่เหนือกว่าเทคโนโลยีปัจจุบันอย่างชัดเจน โซลูชันของ QE ถูกใช้อย่างกว้างขวางในเอเชีย ยุโรป โอเชียเนีย และตะวันออกกลาง พร้อมทำสถิติโลกด้วยการตรวจสอบแผงโซลาร์กว่า 1 ล้านแผงภายใน 3 สัปดาห์ ทำให้ภาคธุรกิจสามารถวัดการสูญเสียพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Arkadiah Technology สตาร์ทอัพจากสิงคโปร์ที่ให้บริการพัฒนาโครงการปลูกป่าเพื่อลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบครบวงจร ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ ไปจนถึงการลงทะเบียนคาร์บอนเครดิตกับองค์กรมาตรฐานระดับโลก เช่น Verra และ Gold Standard รวมถึงการจำหน่ายผ่านเครือข่ายพันธมิตร จุดเด่นสำคัญของ Arkadiah คือการให้บริการ Digital Monitoring, Reporting, and Verification (dMRV) ที่มีความแม่นยำสูงเป็นพิเศษ ด้วยการใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง เพื่อประมวลผลและผสานข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมและ LiDAR ได้อย่างแม่นยำ ทำให้การติดตามและวัดคาร์บอนเครดิตมีความถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูง ช่วยเพิ่มผลตอบแทนทางการเงินของโครงการ และสนับสนุนให้เกิดโครงการปลูกป่าใหม่ในอนาคต

Raisewell Ventures กองทุนเพื่อสังคม (Impact Fund) จากซิลิคอนแวลลีย์ ที่มุ่งลงทุนในสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ในสหรัฐอเมริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์กับประเทศไทย กองทุนมุ่งลงทุนในบริษัทช่วงเริ่มต้นถึงระยะกลาง (Early- to Mid-Stage) ในสามกลุ่มหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech), การผลิตและซัพพลายเชน (Supply Chain Manufacturing), และ เทคโนโลยีด้านสุขภาพ (Health Tech) โดยมีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากรระหว่างภูมิภาค ส่งเสริมการพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมและธุรกิจให้เติบโตในระดับภูมิภาค การร่วมมือกันครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการส่งตรงองค์ความรู้ ทรัพยากร และเครือข่ายจากสหรัฐอเมริกามาสู่ Ecosystem ของไทย เป็นการช่วยเร่งสปีดให้สตาร์ทอัพไทยเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้เร็วยิ่งขึ้น

นายธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (บีคอน วีซี) เปิดเผยว่า

“ในฐานะบริษัทเงินร่วมทุนของธนาคารกสิกรไทย บีคอน วีซี ยึดมั่นพันธกิจในการขับเคลื่อนนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย ผ่านการดำเนินงานของกองทุน Beacon Impact Fund ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของธนาคารกสิกรไทย โดยเน้นการลงทุนโดยตรงในบริษัทสตาร์ทอัพ หรือผ่านกองทุนเงินร่วมลงทุนทั่วโลก ที่พัฒนาโซลูชัน นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เป็นหลัก สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความยั่งยืนของธนาคารกสิกรไทยในการเป็นธนาคารที่ทุกคนเชื่อมั่น เสริมความพร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน และการสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและทั่วถึง”

ปัจจุบันกองทุน Beacon Impact Fund ได้ส่งมอบเงินลงทุนไปแล้วรวมทั้งสิ้น 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 600 ล้านบาท โดยมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกในมิติต่างๆ ของ ESG ที่สามารถวัดผลได้และมีศักยภาพในการขยายผลในวงกว้าง ตอกย้ำความมุ่งมั่นของกองทุน Beacon Impact Fund ในการส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และและภูมิภาคอื่นทั่วโลก

นายธนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บีคอน วีซี ยังคงมองหาโอกาสลงทุนในสตาร์ทอัพและกองทุนร่วมลงทุนที่สามารถยกระดับศักยภาพและต่อยอดเทคโนโลยีในทุกมิติของ ESG ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ สังคม และธรรมาภิบาล ทั้งนี้ บริษัทพร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และผู้เชื่อมโยงโอกาส โดยนำประสบการณ์การลงทุน องค์ความรู้ และเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก มาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นในการเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกต่อไปในอนาคต

]]>
1550491
กสิกรไทยเดินหน้าความยั่งยืน บนแนวคิดยุทธศาสตร์ใหม่ เน้นการจัดการประเด็นสำคัญแบบองค์รวม ผสานความยั่งยืนไปในทุกมิติการทำงาน ส่งมอบทั้งการเงินและองค์ความรู้ เพิ่มเป้าอัดฉีดเม็ดเงินความยั่งยืน เป็น 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) พร้อมตั้งเป้าหมายเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมที่สุด https://positioningmag.com/1540714 Thu, 02 Oct 2025 12:42:53 +0000 https://positioningmag.com/?p=1540714

· ธนาคารกสิกรไทยจับกระแสความท้าทาย ทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ปัจจัยจากภายนอกด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า รวมทั้งแรงกดดันด้านปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผ่านมาตรการทางการค้าที่ทำให้ธุรกิจต้องปรับตัวไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

· ประกาศปรับยุทธศาสตร์ความยั่งยืน จากแกน ESG สู่การจัดการประเด็นสำคัญแบบองค์รวมเชื่อมโยงทุกด้านที่เกี่ยวข้อง กำหนด ความมุ่งหมายสำคัญเป็นแกนการจัดการ (Issue-based strategy) 3 เรื่อง ได้แก่ การเป็นธนาคารที่ทุกคนเชื่อมั่น การเสริมความยืดหยุ่นพร้อมก้าวสู่อนาคตร่วมกัน และการสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและทั่วถึง

· เผยตัวอย่างผลลัพธ์การทำงานด้านความยั่งยืนที่สำคัญ ทั้งด้านการเสริมศักยภาพ การให้สินเชื่อที่มีคุณภาพและโซลูชันทางการเงินที่ครอบคลุม ควบคู่กับการส่งมอบองค์ความรู้และเครื่องมือจำเป็น ขับเคลื่อนโดยหลากหลายหน่วยธุรกิจที่ผสานความยั่งยืนในทุกการทำงาน รวมทั้งการผลักดันการลงทุนที่ยั่งยืน ผ่าน KAsset ด้วยกองทุน ESG Fund และ SRI Fund ที่มี AUM เป็นอันดับหนึ่ง

· เร่งเครื่องเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ ตามเป้าหมาย Net Zero Commitment ส่งมอบเม็ดเงินความยั่งยืนไปแล้วกว่า 173,000 ล้านบาท ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 2.74 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายการให้สินเชื่อและเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืนกว่าสองเท่า เป็น 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) และตั้งเป้าหมายที่จะเป็น “The Most Comprehensive Climate Solution Provider – ผู้ให้บริการโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมที่สุด”

ายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ มีทั้งปัจจัยภายในประเทศที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งส่งผลต่อศักยภาพในการแข่งขัน อาทิ หนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรวมถึงมาตรการทางการค้าจากประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ EU CBAM ที่จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันครอบคลุมมูลค่าสินค้า 1.1 หมื่นล้านบาท เป็นราว 2.8 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573 ดังนั้นธุรกิจที่ปรับตัวได้ก่อนจะสร้างความได้เปรียบ

จากการประเมินปัจจัยรอบด้านที่เกิดขึ้น ธนาคารได้ทบทวนกลยุทธ์การทำงานด้านความยั่งยืน เพื่อช่วยให้ธนาคารสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและสังคมได้ชัดเจนขึ้น จึงเปลี่ยนจากการดำเนินงานความยั่งยืนด้วยแกนสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG-based Strategy) ไปสู่ยุทธศาสตร์ความยั่งยืนบนแนวทางใหม่ที่เน้นการจัดการประเด็นสำคัญแบบองค์รวม เชื่อมโยงมุมมองทุกด้านที่เกี่ยวข้อง กำหนดความมุ่งหมายชูเป็นแกนกลางของการทำงาน (Issue-based Strategy)


ยุทธศาสตร์ความยั่งยืนแนวคิดใหม่แบบองค์รวม (Issue-based Strategy)

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพาทุกภาคส่วนเดินหน้าฝ่าคลื่นความท้าทายและเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ยุทธศาสตร์ความยั่งยืนธนาคารกสิกรไทย 2568 ถูกออกแบบบนแนวคิด Issue-based Strategy ที่เน้นการจัดการประเด็นสำคัญแบบองค์รวม เชื่อมโยงทุกมิติทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล กำหนดเป็นความมุ่งหมาย ที่ธนาคารมุ่งเน้นส่งมอบให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย 3 เรื่องหลัก ได้แก่

o การเป็นธนาคารที่ทุกคนเชื่อมั่น (Be a Most Trusted Bank) มุ่งเป็นธนาคารที่ทุกคนเชื่อมั่น พร้อมเคียงข้างผู้มีส่วนได้เสียในการก้าวผ่านความท้าทายเพื่อสร้างการเติบโตที่อย่างยั่งยืน ผ่านการบริการลูกค้า การกำกับดูแลกิจการ และการยึดมั่นในหลักจริยธรรม

o การเสริมความยืดหยุ่นพร้อมก้าวสู่อนาคตร่วมกัน (Reinforce Future-Ready Resilience) เสริมความยืดหยุ่นให้องค์กรและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อพร้อมรับมือกับทุกความไม่แน่นอน และร่วมก้าวสู่โอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ในอนาคต ผ่านการบริหารความเสี่ยง การสร้างนวัตกรรม และการพัฒนาขีดความสามารถ

o การสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและทั่วถึง (Enable Inclusive Growth) ส่งมอบพลังให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้าถึงศักยภาพสูงสุดผ่านผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ครอบคลุมและทั่วถึง ผ่านการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างทั่วถึง การให้ความรู้และสร้างการเข้าถึงบริการทางการเงินที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพ และการสร้างความเสมอภาคทางการเงิน

ภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ได้ส่งเสริมให้ธนาคารกสิกรไทยสามารถขับเคลื่อนการเติบโตควบคู่กับการผสานมิติความยั่งยืนไปด้วยอย่างกลมกลืนในทุกการทำงาน มองเห็นโอกาสการส่งมอบผลลัพธ์เชิงบวกในหลากหลายมิติมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างการทำงานของธนาคารที่ส่งมอบผลกระทบเชิงบวก | 1. การส่งเสริมศักยภาพเพื่อสร้างความยืดหยุ่นและความแข็งแกร่ง (Strengthening Capabilities to Enhance Resilience)

ธนาคารไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้สินเชื่อหรือบริการทางการเงิน แต่ยังเป็นผู้เสริมสร้างศักยภาพเพื่อให้ลูกค้า ธุรกิจ และสังคมมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง ด้วยการส่งมอบโซลูชันทางการเงินที่ครอบคลุม ควบคู่กับการให้องค์ความรู้และเครื่องมือที่จำเป็นต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

การส่งมอบโซลูชันทางการเงินที่ครอบคลุม ผ่านการปฏิรูปกระบวนการเครดิตอย่างครบวงจร บนการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก ควบคู่กับการผสานเทคโนโลยี Data & AI ส่งมอบสินเชื่อที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับศักยภาพของผู้รับ มีสินเชื่อผู้ประกอบการขนาดกลางขึ้นไป และ Project Finance ผ่านการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ครบ 100% และเพิ่มเป้าหมายสินเชื่อและเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืนเป็น 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) มีการส่งมอบโซลูชันการเงินที่ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่มในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การสร้างการเข้าถึงสินเชื่อบุคคลให้แก่ลูกค้าสินเชื่อรายเล็กผ่าน KIV การส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่าน KLeasing และการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้เปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานทางเลือกผ่านโซลูชันเพื่อธุรกิจโดย KF&E ตลอดจนการเสริมสร้างการลงทุนที่ยั่งยืนผ่าน KAsset ที่เพิ่มโอกาสการลงทุนในธุรกิจที่ขับเคลื่อนบนหลักการ ESG โดยปัจจุบัน KAsset ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ของประเทศใน ESG Fund และ SRI Fund ด้วยมูลค่าสินทรัพย์รวมภายใต้การจัดการ (AUM) กว่า 3.89 หมื่นล้านบาท และ 3.79 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ รวมทั้งมี Beacon Impact Fund ที่มุ่งเน้นการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพที่สร้างผลกระทบเชิงบวก

การให้ความรู้และการมอบเครื่องมือที่มากกว่าการเงิน ผ่านการดำเนินโครงการให้ความรู้ทางการเงิน ธุรกิจ และการผสานแนวคิดด้าน ESG เข้าไปในทุกจุด ทั้งการให้ความรู้ทางการเงินและไซเบอร์แก่ลูกค้าและสาธารณะผ่านแคมเปญ สติ ที่สามารถสร้างการรับรู้แก่ลูกค้าและประชาชนไปแล้วกว่า 16.4 ล้านราย การเผยแพร่บทความด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และแนวโน้มความยั่งยืนที่ทันต่อสถานการณ์โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่เข้าถึงผู้อ่านกว่า 6.58 ล้านราย การให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านโครงการ K SME Care และช่องทางต่าง ๆ รองรับผู้ประกอบการกว่า 1.8 ล้านราย การให้ความรู้การลงทุนภายใต้แบรนด์ K Wealth ที่มีการพัฒนาองค์ความรู้ผ่านความร่วมมือพันธมิตรระดับโลก รวมทั้งเทรนด์การลงทุน ESG มีผู้สนใจเข้าถึงข้อมูลผ่านเว็บไซต์กว่า 1.68 ล้านเพจวิว และมีการรับชมคลิปบนยูทูปกว่า 11.19 ล้านวิว อีกทั้งโครงการ SKILLKAMP ที่พัฒนาทักษะและศักยภาพด้านดิจิทัลแห่งอนาคต สำหรับนิสิต นักศึกษาและบุคคลทั่วไป และช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจสามารถเข้าถึงบุคลากรตรงกับความต้องการ ปัจจุบันมีคอร์สเผยแพร่ 355 คอร์สและมีผู้ลงทะเบียน 8,000 ราย และการส่งเสริมความรู้และเครือข่ายให้แก่สตาร์ทอัพผ่านโครงการ KATALYST โดยมีสตาร์ทอัพผ่านการเรียนรู้ในโปรแกรมแล้วจำนวน 155 ราย

ตัวอย่างการทำงานของธนาคารที่ส่งมอบผลกระทบเชิงบวก | 2. การเร่งเครื่องการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อส่งมอบอนาคตที่ยั่งยืน (Accelerating Climate Transition to Secure a Sustainable Future)

ธนาคารกสิกรไทย ได้ประกาศเจตนารมณ์สู่ Net Zero มาตั้งแต่ปี 2564 และตั้งเป้าหมายที่จะเป็น “The Most Comprehensive Climate Solution Provider – ผู้ให้บริการโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมที่สุด” ก้าวไป “เหนือกว่าการให้การสนับสนุนทางการเงิน” (Moving beyond finance) เพื่อช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่จำเป็นให้กับลูกค้า


การขับเคลื่อนธนาคารบนพันธกิจสู่ Net Zero สร้างผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของธนาคาร เพื่อไปสู่เป้าหมาย Net Zero จากการดำเนินงานของธนาคารภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) โดยในปี 2567 ธนาคารสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 17.02% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 (ค.ศ.2020) จาก

การดำเนินโครงการต่างๆ เช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟครบทุกอาคารหลัก และสาขาอีก 161 แห่ง พร้อมใช้รถยนต์ไฟฟ้าแล้วกว่า 354 คัน รวมทั้งได้รับการรับรองว่าเป็นองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอนต่อเนื่องถึง 8 ปี (ปี 2561-2568)

การผลักดันให้พอร์ตโฟลิโอของธนาคารบรรลุเป้าหมาย Net Zero ตามกรอบที่ประเทศไทยกำหนดสอดคล้องกับเป้าหมาย NDC (Nationally Determined Contribution) และเร่งดำเนินการในส่วนที่สามารถทำได้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยธนาคารได้วางแผน กลยุทธ์รายอุตสาหกรรม (Sector Decarbonization Strategy) เพื่อเข้าไปควบคุมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างใกล้ชิด จำนวน 6 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มน้ำมันและก๊าซธรรมชาติต้นน้ำ กลุ่มเหมืองถ่านหินประเภทเชื้อเพลิงให้ความร้อน กลุ่มซีเมนต์ กลุ่มอลูมิเนียม และกลุ่มยานยนต์ โดยพอร์ตโฟลิโออุตสาหกรรมโรงไฟฟ้ามีระดับความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Intensity per GWh) ลดลง 26% ในปี 2567 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 (ค.ศ.2020)

การสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ด้วยการสนับสนุนทั้งด้านการเงิน ความรู้ และเทคโนโลยี ผ่านการปล่อยสินเชื่อและการลงทุน โดยมียอดสะสมของสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนกว่า 173,231 ล้านบาท (ณ สิงหาคม 2568) และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 2.74 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ประกอบด้วยสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 39,000 คัน สินเชื่อเพื่ออาคารสีเขียวมากกว่า 1 ล้านตารางเมตร สินเชื่อสำหรับโครงการทางธุรกิจเพื่อความยั่งยืนกว่า 500 โครงการ รวมถึงการดำเนินงานในมิติ Beyond Banking

ธนาคารได้ปรับเป้าหมายสินเชื่อและเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืน เป็น 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมุ่งมั่นพัฒนา Beyond Banking Solution เพื่อส่งมอบ Climate Solution ที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ลูกค้า และส่งเสริมการสร้าง Carbon Ecosystem ที่ครอบคลุมทุกมิติของการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ การเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคธุรกิจที่ต้องการปรับตัว พร้อมพัฒนาเครื่องมือ KClimate1.5 สำหรับการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก การจัดตั้ง Creative Climate Research Center เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และความร่วมมือเพื่อรับมือกับปัญหาโลกร้อน การริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อสร้าง Carbon Ecosystem ในสังคม เช่น Watt’s Up แพลตฟอร์มสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แพลตฟอร์ม Green Pass สำหรับการขอใบรับรอง RECs และแพลตฟอร์ม K-GreenSpace ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงโซลูชัน Green Living ได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ธนาคารเชื่อมั่นว่าการขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จึงร่วมกับพันธมิตรจากภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคการเงิน และภาควิชาการ จัดตั้ง “เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย” (Thailand Climate Business Network: Thai CBN) ซึ่งมีสมาชิกกว่า 34 องค์กร ร่วมกันผลักดันแนวปฏิบัติด้าน Climate ที่นำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่ระดับ SME จนถึงข้อเสนอเชิงนโยบายระดับประเทศ โดยเครือข่าย Thai CBN ได้จัดทำ E-Handbook for Greener SMEs และ White Paper – Climate Ecosystem Collaboration เพื่อส่งมอบให้ภาครัฐ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างพลังร่วมระหว่างภาคธุรกิจและภาครัฐในการเร่งการเปลี่ยนผ่านของประเทศอย่างยั่งยืนและมีส่วนร่วม

ส่งเสริมศักยภาพให้ทุกชีวิตและทุกธุรกิจเดินหน้าผ่านพ้นทุกความท้าทาย เติบโตต่อไปได้อีก

นายจงรักกล่าวตอนท้ายว่า ธนาคารกสิกรไทยดำเนินธุรกิจบนหลักการธนาคารแห่งความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง มีการบูรณาการยุทธศาสตร์ความยั่งยืนแบบองค์รวม สร้างผลกระทบเชิงบวกและวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และเน้นย้ำว่าในทุกพันธกิจที่ธนาคารขับเคลื่อนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เชื่อมโยงกันในระบบนิเวศ สร้างรากฐานที่ยืดหยุ่น แข็งแกร่ง และมีคุณภาพให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียอย่างสมดุล เพื่อให้ทุกชีวิตและทุกธุรกิจเดินหน้าผ่านพ้นทุกความท้าทายไปด้วยกัน เติบโตต่อไปได้อีกอย่างมั่นคงและยั่งยืน

]]>
1540714
‘กสิกรไทย’ เพิ่มเป้าเม็ดเงินความยั่งยืน 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 https://positioningmag.com/1540708 Thu, 02 Oct 2025 05:22:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1540708 ธนาคารกสิกรไทย เดินหน้าฝ่ากระแสความท้าทาย ประกาศปรับยุทธศาสตร์ความยั่งยืนภายใต้แนวคิดใหม่จากแกน ESG สู่การจัดการประเด็นสำคัญแบบองค์รวม พร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายการให้สินเชื่อและเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืนกว่าสองเท่า เป็น 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573

 

ด้วยความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งปัจจัยภายในประเทศที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะส่งผลต่อศักยภาพในการแข่งขัน อาทิ หนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง, ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า, การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ฯลฯ

 

รวมไปถึงมาตรการทางการค้าจากประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ EU CBAM ที่จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ที่คาดว่า จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันครอบคลุมมูลค่าสินค้า 1.1 หมื่นล้านบาท เป็นราว 2.8 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573

 

จากภาพดังกล่าว ‘จงรัก รัตนเพียร’ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธุรกิจที่ปรับตัวได้ก่อนจะสร้างความได้เปรียบ และจากการประเมินปัจจัยรอบด้าน ทำให้ธนาคารกสิกรไทยได้ทบทวนกลยุทธ์การทำงานด้านความยั่งยืน จากแกน ESG-based Strategy สู่การจัดการประเด็นสำคัญแบบองค์รวม (Issue-based Strategy) เพื่อให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น

 

รวมถึงได้เพิ่มเป้าหมายสินเชื่อและเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืนเป็น 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 ซึ่งคาดว่า จะมีสัดส่วนประมาณ 20% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด ขณะที่ยอดสะสมของสินเชื่อและการลงทุนด้านความยั่งยืน ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่กว่า 1.7 แสนล้านบาท และคาดว่าเมื่อถึงสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ราว 2 แสนล้านบาท

 

โดยกลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์ด้านความยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทยโฟกัสไปในกลุ่ม Corporate Business เพราะเป็นภาคธุรกิจขนาดใหญ่พร้อมปรับตัว และสามารถเป็นตัวอย่างในการดำเนินการให้กับกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีได้

 

สำหรับยุทธศาสตร์ความยั่งยืนแนวคิดใหม่แบบองค์รวม จะเน้นการจัดการประเด็นสำคัญแบบองค์รวม เชื่อมโยงทุกมิติทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล กำหนดเป็นความมุ่งหมาย ที่ธนาคารมุ่งเน้นส่งมอบให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย 3 เรื่องหลัก ได้แก่

 

-การเป็นธนาคารที่ทุกคนเชื่อมั่น (Be a Most Trusted Bank) มุ่งเป็นธนาคารที่ทุกคนเชื่อมั่น พร้อมเคียงข้างผู้มีส่วนได้เสียในการก้าวผ่านความท้าทายเพื่อสร้างการเติบโตที่อย่างยั่งยืน ผ่านการบริการลูกค้า การกำกับดูแลกิจการ และการยึดมั่นในหลักจริยธรรม

 

-การเสริมความยืดหยุ่นพร้อมก้าวสู่อนาคตร่วมกัน (Reinforce Future-Ready Resilience) เพื่อพร้อมรับมือกับทุกความไม่แน่นอน และร่วมก้าวสู่โอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ในอนาคต ผ่านการบริหารความเสี่ยง การสร้างนวัตกรรม และการพัฒนาขีดความสามารถ

 

-การสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและทั่วถึง (Enable Inclusive Growth) ส่งมอบพลังให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้าถึงศักยภาพสูงสุดผ่านผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ครอบคลุมและทั่วถึง ผ่านการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างทั่วถึง การให้ความรู้และสร้างการเข้าถึงบริการทางการเงินที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพ และการสร้างความเสมอภาคทางการเงิน

 

นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทย ได้ประกาศเจตนารมณ์สู่ Net Zero มาตั้งแต่ปี 2564 และตั้งเป้าหมายที่จะเป็น “The Most Comprehensive Climate Solution Provider – ผู้ให้บริการโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมที่สุด” และ  Moving beyond finance เพื่อช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่จำเป็นให้กับลูกค้า

 

สำหรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของธนาคาร เพื่อไปสู่เป้าหมาย Net Zero จากการดำเนินงานของธนาคารภายในปี 2573 โดยปี 2567 ธนาคารสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 17.02% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 จากการดำเนินโครงการต่างๆ เช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟครบทุกอาคารหลัก และสาขาอีก 161 แห่ง พร้อมใช้รถยนต์ไฟฟ้าแล้วกว่า 354 คัน รวมทั้งได้รับการรับรองว่าเป็นองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอนต่อเนื่องถึง 8 ปี (ปี 2561-2568)

 

ส่วนการสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ด้วยการสนับสนุนทั้งด้านการเงิน ความรู้ และเทคโนโลยี ผ่านการปล่อยสินเชื่อและการลงทุน โดยมียอดสะสมของสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนกว่า 173,231 ล้านบาท (ณ สิงหาคม 2568) และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 2.74 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ประกอบด้วยสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 39,000 คัน สินเชื่อเพื่ออาคารสีเขียวมากกว่า 1 ล้านตารางเมตร สินเชื่อสำหรับโครงการทางธุรกิจเพื่อความยั่งยืนกว่า 500 โครงการ เป็นต้น

]]>
1540708
Mycelium Coffin โลงศพสัตว์เลี้ยงที่ทำจากเห็ด ‘ผู้ชุบชีวิตจากความตาย’ แบบรักษ์โลก https://positioningmag.com/1521694 Wed, 14 May 2025 12:08:34 +0000 https://positioningmag.com/?p=1521694 จากกระแสความยั่งยืน และไม่ต้องการทิ้งมลพิษไว้ให้กับสิ่งแวดล้อมแม้จะลาจากโลกนี้ไปแล้ว ทำให้เราได้เห็นการคิดค้น ‘โลงศพรักษ์โลก’ ขึ้นมามากขึ้น โดยเฉพาะในต่างประเทศ ส่วนในไทยก็มีผู้บุกเบิกแล้ว นั่นคือ Mycelium Coffin โลงศพสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ทำจากเห็ด ที่ ‘ดร.จิราวรรณ คำซาว’ พัฒนาขึ้นมาภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ผู้ชุบชีวิตจากความตาย’ 

 

ที่มาของไอเดีย ดร.จิราวรรณ เล่าว่า ด้วยตัวเธอจบปริญญาเอกด้านจุลชีววิทยา (Microbiology) จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความชอบงานทางด้านเชื้อรา (Mycology) และทำงานด้านอนุรักษ์ป่า ทำให้สนใจในเรื่องระบบนิเวศ และเห็นว่า ‘เห็ด’ เป็นผู้ย่อยสลายที่ดี 

 

นอกจากนี้ สังเกตเห็นเมื่อเวลาสัตว์เลี้ยงตาย คนมักนิยมนำไปฝังเพราะเชื่อว่า จะเป็นการเพิ่มปุ๋ยธรรมชาติให้ดิน แต่ความจริงแล้วกลับเป็นการทำให้ดินเป็นพิษ มีไนโตรเจนมากเกิน ส่งผลให้พืชหรือต้นไม้บริเวณรอบพื้นที่ที่นำสัตว์เลี้ยงไปฝังตายได้ ขณะที่ถ้านำไปเผา ก็ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศมากมาย

 

เธอจึงต้องการนำเห็ดที่ทำหน้าที่ย่อยสลายได้ดีมาต่อยอดช่วยแก้ Pain point ดังกล่าว โดยทำวิจัยเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาจนจะได้ Mycelium Coffin หรือโลงศพจากเส้นใยของเห็ดราสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ย่อยสลายได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมออกมา

 

“โลงศพรักษ์โลกที่คิดค้นและพัฒนาจะสร้างขึ้นจากไมซีเลียม (Mycelium) ซึ่งเป็นเส้นใยจากเห็ดรา นำมาผสมกับซังข้าวโพด วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร แล้วนำไปขึ้นแม่พิมพ์ให้ออกมาเป็นรูปร่าง โดยโลงศพนี้จะสามารถย่อยสลายได้ภายในเวลาเพียงแค่ 45 วัน”

 

คอนเซ็ปต์ของ Mycelium Coffin ก็คือ ‘ผู้ชุบชีวิตจากความตาย’ โดยจะทำหน้าที่หมุนเวียนธาตุให้เกิดใหม่ ด้วยการส่งต่อธาตุให้พืชพรรณต่าง ๆ ได้ดูดซับเพื่อใช้งอกงามและเจริญเติบโตต่อไป 

 

ดร.จิราวรรณ อธิบายว่า ก่อนจะย่อยซากไมซีเลียมจะมีความชื้นเข้ามาช่วยเลี้ยงให้เติบโต จากนั้นจะค่อย ๆ ย่อยสลายซาก พร้อมกับดูดซับและหมุนเวียนธาตุอาหารที่เกิดขึ้น ส่งต่อไปยังพืชพรรณต่าง ๆ รอบพื้นที่

 

ปัจจุบัน Mycelium Coffin ยังเป็นแบบ Made to order มีสนนราคาอยู่ที่ 6,500 บาท แชะหากเป็นที่เก็บกระดูก ราคาจะอยู่ที่ 4,000 บาท ซึ่งถือว่า ‘ราคาแรง’ ใช้ได้เลยทีเดียวเมื่อเทียบค่าใช้จ่ายกับวิธีฝังหรือเผา

 

ดร.จิราวรรณอธิบายว่า ที่มีราคาสูง เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขึ้นแม่พิมพ์มีราคาแพง แต่เมื่อเทียบกับการรักษ์โลก ไม่ปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และก๊าซเรือนกระจกที่กระทบต่อโลกเป็นอย่างมากและส่งผลยาวนาน ก็ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับบรรดาทาสทั้งหลาย 

 

โดยเฉพาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนและรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงมองเป็นโอกาสที่สามารถทำเป็นธุรกิจได้ 

]]>
1521694
‘เซ็นทรัล ทำ’ สานต่อภารกิจความยั่งยืน สร้างการเปลี่ยนแปลงจาก ‘พลังร่วมมือทำ’ https://positioningmag.com/1516001 Tue, 25 Mar 2025 10:45:12 +0000 https://positioningmag.com/?p=1516001 เพราะความยั่งยืน เป็นหนึ่งนโยบายที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ บวกกับความเชื่อมั่นที่ว่า ‘การเติบโตของธุรกิจ ต้องเดินไปพร้อมกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล’ ทำให้ ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ได้ขับเคลื่อนนโยบายนี้ผ่านโครงการ ‘เซ็นทรัล ทำ’ ภายใต้แนวคิด ‘เซ็นทรัล ทำ ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ’ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 8 ปี

 

โครงการดังกล่าว เป็นการดำเนินการเพื่อสร้างคุณค่าร่วมกัน (Creating Shared Values : CSVs) ให้ธุรกิจและสังคมเติบโตไปพร้อม ๆ กันอย่าง ‘ยั่งยืน’ ตาม 6 แนวทาง ประกอบด้วย

 

แนวทางที่ 1 Community – พัฒนาศักยภาพและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

แนวทางที่ 2 Inclusion – การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม

แนวทางที่ 3 Talent – พัฒนาศักยภาพที่เป็นเลิศของบุคลากร

แนวทางที่ 4 Circularity – ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน

แนวทางที่ 5 Climate – การฟื้นฟูสภาพอากาศ

แนวทางที่ 6 Nature – การอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

 

ปัจจุบันเซ็นทรัล ทำ ได้ดำเนินงานใน 44 จังหวัด โดยปี 2567 ได้สร้างงานและสนับสนุนอาชีพให้แก่คนพิการกว่า 1,100 คน, สร้างรายได้ให้กับชุมชนกว่า 1,700 ล้านบาท, ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชนมากกว่า 150,000 ราย, สนับสนุนและพัฒนาโรงเรียน 192 แห่ง, เพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่ากว่า 19,385ไร่

 

ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารกว่า 19,254 ตัน, ลดปริมาณขยะที่เข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 43,663 ตัน, ติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 1,430 สถานที่, ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา 215 แห่ง และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากถึง 207,176 เมกะวัตต์-ชั่วโมง

พิชัย  จิราธิวัฒน์  กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า ในปี 2568 เซ็นทรัล ทำยังเดินสานหน้าต่อภารกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยหลักคิดที่ว่า เน้น ‘คุณภาพ’  มากกว่า ‘ปริมาณ’ โดยพยายามสร้างให้แต่ละชุมชนที่เข้าไปให้กลายเป็น ‘ชุมชนแข็งแรง’ อย่างยั่งยืน มากกว่าจะเน้นเพิ่มจำนวนชุมชนหรือจำนวนจังหวัดให้มากขึ้น

 

สำคัญไปกว่านั้น ทุกที่ที่เซ็นทรัล ทำ เข้าไป ชาวบ้านต้องร่วมมือและลงมือทำไปด้วยกัน เพื่อให้พวกเขารู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ เกิดความภูมิใจ และพร้อมใจกันช่วยพัฒนาต่อได้ในระยะยาว ซึ่งแต่ละที่จะมีการตั้ง KPI วัดความสำเร็จจาก Pain Point ของแต่ละพื้นที่

 

“ก่อนเราจะเข้าไปทำโครงการที่ไหน เราจะลงไปสัมผัสในพื้นที่นั้นก่อนว่าเป็นอย่างไร มี Pain point อะไร โดยเราจะเริ่มจากจังหวัดที่มีธุรกิจของเซ็นทรัล เพราะเราต้องใช้คนในเซ็นทรัลเป็นคนทำ และดึงให้ทุกคนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมสร้างการพัฒนาแบบยั่งยืน”

 

ความคืบหน้าในปี 2568 ของ 4 จังหวัดต้นแบบ

 

1.จังหวัดน่าน วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลบัวใหญ่ อ.นาน้อย ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ปลูกไม้ยืนต้น ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และพัฒนาผลผลิตเพื่อเตรียมเข้าสู่การจดทะเบียนเป็นสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) เช่น ฟักทองพันธุ์ไข่เน่า โกโก้ มะม่วงหิมพานต์ รวมถึงส่งต่อไปยังธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล เช่น ท็อปส์ ฯลฯ โดยในปี 2567 สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชน 10 ล้านบาท

 

ด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมสร้างฝาย แหล่งน้ำ ระบบกระจายน้ำ ช่วย 50 ครัวเรือนทำเกษตรอินทรีย์ ลดภัยแล้ง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 2,800 ไร่ ส่วนด้านการศึกษา พัฒนาโรงเรียนชุมชนบ้านอ้อยครบวงจร สนับสนุนห้องเรียน ICAP ทักษะ EF, STEM, ห้องสมุด จัดตั้งห้องทักษะอาชีพ สนับสนุนห้องกีฬาปันจักสีลัต และคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

 

2.จังหวัดอยุธยา ความสำเร็จของเกษตรกรบ้านหมู่ใหญ่ใน หรือ ‘กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเมล่อนหมู่ใหญ่ร่วมใจพัฒนา’ ต.คู้สลอด อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ผลิตเมล่อนภายใต้ชื่อ Smile Melon” สามารถเปิดช่องทางการขายในตลาดไปยังประเทศสิงคโปร์ และยังคงมียอดการสั่งต่อเนื่องมาถึงปี 2568 รวมยอดที่ส่งออกไปสิงคโปร์ 25.2 ตัน รายได้รวม 2 ล้านบาท

ด้านสิ่งแวดล้อม เน้นยกระดับการจัดการของเสียทางการเกษตร โดยฟาร์มเมล่อนหมู่ใหญ่ร่วมใจพัฒนานำเมล่อนที่เน่าเสียมาเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงไก่ โดยมีแผนขยายโครงการไปยังชุมชนเกษตรและโรงเรียน รวมถึงเพิ่มการใช้ประโยชน์จากของเสียทางการเกษตร เช่น ฟางข้าวและผักตบชวา ฯลฯ

 

นอกจากนี้ได้พัฒนาโรงเรียนวัดหนองไม้ซุง สนับสนุนฐานเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ทักษะกีฬาเทเบิลเทนนิส และความเป็นอยู่ของนักเรียน พร้อมขยายเครือข่ายคนพิการเข้าสู่โครงการส่งเสริมอาชีพ โดยมีเป้าหมายปี 2568 ต้องการขยายเครือข่ายคนพิการที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพให้มากขึ้น

 

3.จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา อ.แม่ออน ได้พัฒนา ‘พื้นที่วิถียั่งยืนแม่ทา’ ตั้งแต่ปี 2560 สร้างเกษตรอินทรีย์ต้นแบบและผลักดันคนรุ่นใหม่สู่บทบาทเกษตรกรรุ่นใหม่ พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อาคารอบรมห้องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ อาคารคัดบรรจุผักมาตรฐาน อย. ตลอดจนรถขนส่งห้องเย็น ฯลฯ

 

นอกจากนี้ได้ดำเนินการจัดการขยะ ณ ตลาดจริงใจ แปรรูปขยะอินทรีย์ 7.52 ตัน เป็นปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ รีไซเคิลวัสดุ 8.74 ตัน เตรียมเปิดศูนย์การเรียนรู้ด้านการจัดการขย ปี 2568 และพร้อมขยาย “กาแฟสร้างป่า” ที่แม่แจ่ม ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,570 ไร่ ในปี 2568 จะเริ่มดำเนินโครงการความริเริ่มไม่เผา Zero Burning Initiatives ซึ่งได้ถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อต่อสู้กับมลพิษ PM2.5 ในเชียงใหม่ เป็นต้น

 

4.จังหวัดชัยภูมิ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ เป็น 1 ใน 7 ของผู้ปลูกอะโวคาโด พันธุ์แฮสส์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นสายพันธุ์คุณภาพระดับโลกสู่เกษตรอัจฉริยะแบบยั่งยืน และเพาะเห็ดเรืองแสง  สิรินรัศมี เพื่อแก้ปัญหาโรคพืชในการปลูกอะโวคาโด ซึ่งในปี 2567 ที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้แก่สมาชิกวิสาหกิจชุมชน 40 ล้านบาท และขยายผลเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดเป็น 1,000 ราย

 

นอกจากนี้ ได้พัฒนาต่อยอดด้านการท่องเที่ยวชุมชนเชิงเกษตรอินทรีย์ ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด โดยสร้างศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร สามารถรองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ยวรวมทั้งหมด 14,000 คน โครงการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวและส่งเสริมนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน ครอบคลุม 5,000 ไร่ ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรมและรายได้ไม่มั่นคง โดยส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง เช่น อะโวคาโด, แมคคาเดเมีย, ทุเรียน และกาแฟโรบัสต้า เป็นต้น

“หัวใจสำคัญของเซ็นทรัล ทำ คือได้ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า และสะท้อนถึงแนวคิดการเติบโตของธุรกิจต้องเดินไปพร้อมกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เช่น ชุมชน คู่ค้า ลูกค้า หรือพนักงาน นำไปสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน” พิชัยทิ้งท้าย

]]>
1516001
“กรุงศรี” ประกาศ Net Zero 2050 เปลี่ยนพอร์ตสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนทั้งหมด พร้อมแผน “GO Sustainable with krungsri” https://positioningmag.com/1500881 Wed, 27 Nov 2024 03:47:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1500881

เรียกได้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ภาคธุรกิจมีความตื่นตัวในเรื่องนโยบาย Sustainable อย่างมาก หรือมีความแน่วแน่ในเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง กลายเป็นว่าเรื่องความยั่งยืนไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพื่ออนาคตของโลก และลูกหลาน

หลายธุรกิจจึงเริ่มบรรจุนโยบาย ESG หรือ Net Zero ในกลยุทธ์ระยะยาว ไม่ใช่มีเพียงแค่กิจกรรม CSR อย่างเดียวอีกต่อไป โดยเฉพาะภาคธนาคารที่มีการตื่นตัวเป็นพิเศษ เราได้เห็นทั้งธนาคารของรัฐ และธนาคารเอกชนวางเป้าหมายเรื่องความยั่งยืนอยู่ในอันดับต้นๆ  หวังสร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคมเป็นวงกว้าง

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) หนึ่งในธนาคารชั้นนำในประเทศไทย พร้อมเป็นหนึ่งในฟันเฟืองใหญ่ในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ “GO Sustainable with krungsri” สู่เป้าหมายในการเป็น “ธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาคเพื่อความยั่งยืน” (The Leading Sustainable and Regional Bank) ให้ความสำคัญทั้งเรื่องการเติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาความเป็นผู้นำทางธุรกิจ พร้อมทั้งเคียงข้างให้การสนับสนุนลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน สร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับเศรษฐกิจและสังคม

นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า

“ภายใต้กลยุทธ์ในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย “ธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาคเพื่อความยั่งยืน” ตามแผนธุรกิจระยะกลางฉบับปัจจุบัน กรุงศรีให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืนใน 2 ด้านหลัก ด้านแรก คือ การเติบโตอย่างยั่งยืนและรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจหลัก (Sustainable Core Business) ซึ่งมุ่งนำดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งให้ความสำคัญด้านความร่วมมือกับพันธมิตรและการสร้างอีโคซิสเต็มส์ให้กับธุรกิจทั้งในประเทศและ อาเซียน และด้านที่สอง คือ การขับเคลื่อนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน (Sustainable Society) โดยให้การสนับสนุนลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน  และให้ความสำคัญกับการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยในภาพรวม ซึ่งทั้งหมดนี้ กรุงศรีจะดำเนินการภายใต้แนวคิด “GO Sustainable with krungsri” เพื่อเดินหน้าสู่เส้นทางของความยั่งยืนร่วมกัน”

ก่อนหน้านี้กรุงศรีได้ปักเป้าแผนธุรกิจระยะสั้นตั้งแต่ปี 2020-2023 ด้วยการเป็น Regional Bank หรือธนาคารระดับภูมิภาค โดยมี MUFG เป็น Strategic Partner คนสำคัญ ที่ทำให้กรุงศรีถึงฝั่งฝันในการสยายปีกสู่ตลาดอาเซียนได้เร็วยิ่งขึ้น

สำหรับแผนธุรกิจระยะสั้นฉบับใหม่ตั้งแต่ปี 2024-2026 กรุงศรีได้บรรจุ Sustainability เป็นความสำคัญอันดับแรก วางเป้าในการเป็นธนาคารระดับภูมิภาคที่ยั่งยืน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างกระแสเชิงบวกให้สังคม ต่อยอดแผนจากเมื่อ 3 ปีที่แล้วที่สามารถ Go Regional ได้สำเร็จ

กรุงศรีได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Krungsri Net Zero Vision) แบ่งเป็น 2 ระยะด้วยกัน ได้แก่

  • Net Zero 2030 ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการทางธุรกิจของธนาคารภายในปี 2573 เป็นการจัดการภายในธนาคาร เรื่องการทำงาน และคน
  • Net Zero 2050 ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการให้บริการทางการเงินทั้งหมดภายในปี 2593 เปลี่ยนพอร์ตสินเชื่อให้เป็นสินเชื่อสีเขียว เพื่มสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน และไม่ปล่อยสินเชื่อให้แก่อุตสาหกรรมถ่านหิน

มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

การให้ความสำคัญกับการดำเนินการภายในกรุงศรี (Own Operations) โดยมุ่งดูแลลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการดำเนินธุรกิจ ปลูกฝัง Krungsri Sustainability DNA ให้เกิดขึ้นภายในองค์กร เพื่อให้ทุกคนในองค์กรตั้งแต่ระดับผู้บริหารและพนักงานได้มีส่วนร่วม ปรับเปลี่ยนและเรียนรู้เรื่องการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพ การลดขยะอาหารที่ต้องฝังกลบให้เป็นศูนย์ เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการทางธุรกิจของธนาคารภายในปี 2573 และเดินหน้าสู่การเป็น Net-Zero Organization

ในส่วนนี้กรุงศรีได้ริเริ่มและดำเนินการในหลายโครงการอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่สำนักงานใหญ่ อาคารสำนักงานอื่นๆ ของกรุงศรี และสาขาของธนาคาร อาทิ การเปลี่ยนระบบเครื่องทำความเย็น (Chiller Plant) การติดตั้งแผงโซลาเซลล์ การเปลี่ยนรถยนต์ ส่วนกลางและจักรยานยนต์ที่ใช้ในการรับส่งเอกสารเป็นยานยนต์ไฟฟ้า การกำจัดขยะ

การเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) กรุงศรีมุ่งสนับสนุนลูกค้าสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยกรุงศรีได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ MUFG สถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล และเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยออกสู่ตลาด ปัจจุบันกรุงศรีอยู่ในตำแหน่งผู้นำในตลาดทุนและตลาดสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนในประเทศไทย เป็นผู้ออกตราสารเพื่อความยั่งยืน (ESG Bond Underwriting) โดยมีส่วนแบ่งตลาดราว 20% และเป็นธนาคารพาณิชย์ไทยรายแรกที่ออกผลิตภัณฑ์ด้านความยั่งยืนใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ สินเชื่อเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน  หุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน และเงินฝากเพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ กรุงศรีมุ่งลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการให้บริการทางการเงินทั้งหมดภายในปี 2593 โดยธนาคารได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มการสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืน (Social and Sustainable Finance) จำนวน 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 (จากปีฐาน 2564) และข้อมูล ณ สิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กรุงศรีได้ให้เงินสนับสนุนแก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืนเพิ่มขึ้น 76,000 ล้านบาท (จากปีฐาน 2564) ซึ่งใกล้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 100,000 ล้านบาท ทำให้กรุงศรีกำลังพิจารณาปรับเพิ่มเป้าหมายให้เหมาะสมกับศักยภาพและสอดคล้องกับความต้องการของ ตลาดที่เพิ่มขึ้น

“กรุงศรีตระหนักดีว่า การที่เราจะเป็นผู้นำในการเป็นธนาคารที่ยั่งยืนได้นั้น ไม่เพียงต้องปรับตัวสร้างการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร และการสนับสนุนลูกค้าด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราเป็นธนาคารที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง คือ การสร้างรากฐานด้านความยั่งยืนให้แข็งแกร่ง โดยปัจจุบันกรุงศรีอยู่ในระหว่างการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้มีมาตรฐานสากล TCFD (Task Force on Climate-related Financial Disclosures: TCFD) ผ่านคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IECC) ของธนาคาร และจัดทำแผน Transition Plan เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero รวมทั้งเรายังเป็นหนึ่งในธนาคารหลักที่ทำงานภายใต้สมาคมธนาคารไทย เพื่อช่วยภาคธนาคารไทยเร่งพัฒนาแผน Transition Plan สำหรับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกด้วย”

นายไพโรจน์ กล่าวปิดท้ายว่า “ด้วยแนวคิด GO Sustainable with krungsri กรุงศรีมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะเป็น Market Shaper ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งภาคการเงินและขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน ด้วยความรู้ ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการ เราพร้อมให้การสนับสนุนลูกค้า พันธมิตร และทุกภาคส่วนของสังคมในการเดินหน้าสู่ความยั่งยืนไปด้วยกัน เพื่อเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่สำคัญที่จะช่วยเศรษฐกิจไทยให้ก้าวหน้า สร้างสังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นต่อไป”

]]>
1500881
CIMB Thai ตั้งวงเงิน 20,000 ล้าน หนุนธุรกิจ Brown Sector ‘น้ำมัน-ก๊าซ-พลังงาน’ เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ https://positioningmag.com/1495158 Sun, 20 Oct 2024 04:41:02 +0000 https://positioningmag.com/?p=1495158 CIMB Thai ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ “Transition Finance” เจาะกลุ่มธุรกิจ “Brown Sector” 9 กลุ่มที่ปล่อยคาร์บอนสูงสุด เช่น น้ำมันและก๊าซ ผลิตพลังงาน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ โดยมีการปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 30,000 ล้านบาทในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อกลุ่มนี้เพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท ในอีก 2 ปีข้างหน้า

ปัจจุบันภาคธุรกิจต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับปัญหาโลกร้อนกันมากขึ้น โดยมีการปรับเปลี่ยนนโยบายและกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ชัดเจนให้สอดคล้องกับทิศทางสังคมคาร์บอนต่ำ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการพึ่งพาการใช้พลังงานฟอสซิลและพลังงานจากถ่านหินลง พร้อมทั้งหันมาสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น เป็นต้น

ขณะที่วงการธนาคารมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของธุรกิจต่างๆ ได้ ผ่านการให้สินเชื่อเพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจเหล่านั้นเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ด้วยการให้นโยบาย “ดอกเบี้ย” ที่จูงใจ หนุนให้หลายธุรกิจลุกขึ้นมาจริงจังด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนกันมากขึ้น

 

9 กลุ่ม Brown Sector ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงที่สุด

อย่างไรก็ตาม จะมีบางกลุ่มธุรกิจที่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (CIMB Thai) ให้ความสนใจเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนสูง (Brown Sector industry) และไม่สามารถลดหรือควบคุมการปล่อยมลพิษได้ หลักๆ มีอยู่ด้วยกัน 9 กลุ่ม ได้แก่

1.ภาคการเกษตร
2.ภาคถ่านหิน
3.ภาคน้ำมันและก๊าซ
4.ภาคอะลูมีเนียม
5.ภาคอสังหาริมทรัพย์
6.ภาคการผลิตพลังงาน
7.ภาคซีเมนต์
8.ภาคเหล็ก และ เหล็กกล้า
9.ภาคการเดินทาง (รวมสายการบิน)

CIMB Thai Brown Sector

ในกลุ่มธุรกิจ Brown Sector นี้มีความพยายามในการเปลี่ยนผ่าน และหันมาใส่ใจการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวที่ทำให้บริษัทเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ธนาคารสามารถเข้ามาช่วยสนับสนุนผ่านผลิตภัณฑ์ “Transition Finance” หรือ การสนับสนุนทางการเงินให้กับธุรกิจที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ (การเงินเพื่อความยั่งยืน)

 

ตั้งวงเงิน 20,000 ล้านบาท เจาะกลุ่มธุรกิจ ‘น้ำมัน&ก๊าซ’ และ ‘พลังงาน’

เป้าหมายการส่งเสริมการเงินเพื่อความยั่งยืนนี้เป็นนโยบายในระดับภาพใหญ่ของบริษัทแม่ CIMB Group ที่มีการตั้งเป้าหมายด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนไว้ 1 แสนล้านริงกิต หรือ 7.7 แสนล้านบาท ระหว่างปี 2564-2567

ขณะที่ธนาคาร CIMB Thai มีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายภาพใหญ่ด้วยการปล่อยสินเชื่อ Transition Finance ไปแล้ว 30,000 ล้านบาท ระหว่างปี 2565-2566

CIMB Thai Brown Sector

รวมถึง CIMB Thai มีการตั้งเป้าหมายในรอบ 24 เดือนข้างหน้า (ตุลาคม 2567 – กันยายน 2569) ธนาคารจะมุ่งขยายการให้ Transition Finance ให้กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทยมากกว่า 300 บริษัท วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะคิดเป็นสัดส่วน 5% ของการปล่อยสินเชื่อพอร์ตธุรกิจขนาดใหญ่ของธนาคาร

นอกจากนี้ ธนาคารยังตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อสีเขียวเป็น 20% ของการปล่อยสินเชื่อพอร์ตธุรกิจขนาดใหญ่ของธนาคาร คิดเป็นวงเงิน 50,000 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573

CIMB Thai Brown Sector

เจสัน ลี ผู้บริหารฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ธนาคารฯ ได้สนับสนุนทางการเงินให้กับธุรกิจที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ โดยเน้นในกลุ่มธุรกิจน้ำมัน & ก๊าซ (Oil & Gas) เช่น โรงกลั่นน้ำมัน แท่นขุดเจาะน้ำมัน และกลุ่มธุรกิจภาคการผลิตพลังงาน (Power) อาทิ ธุรกิจโรงไฟฟ้า เพราะด้วยลักษณะของธุรกิจเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด คิดเป็นประมาณ 70% ของอุตสาหกรรมทั้งหมดในไทย

ขณะนี้ธนาคารเล็งเห็นว่าภาคธุรกิจสองกลุ่มนี้มีความต้องการเงินทุนวงเงินรวมกัน 20,000 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนในทรัพยากร คน อุปกรณ์ เครื่องมือ องค์ความรู้ และเทคโนโลยี ที่จะส่งผลให้การดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างเป็นรูปธรรม

ธนาคาร CIMB Thai พร้อมตอบสนอง Transition Finance ส่วนนี้ภายใน 24 เดือน ด้วยผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) ตราสารหนี้เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (Transition Bond) และสินเชื่อเปลี่ยนผ่านเพื่อความยั่งยืน (Transition Loan) เพื่อสอดคล้องกับเป้าหมายตามหลักวิทยาศาสตร์ (Science-based Targets) หรือเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่บริษัทต่างๆ กำหนดขึ้นเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก

 

ESG Advisory + ตราสารหนี้สีเขียว เสริมทัพการเปลี่ยนผ่าน

นอกจากความพร้อมให้การสนับสนุนด้านการเงิน ซีไอเอ็มบี ไทย ยังมี ESG Advisory ที่พร้อมให้คำแนะนำแก่กลุ่มธุรกิจเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบรรลุเป้าหมาย โดยการสนับสนุนทางการเงินในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition)

รวมถึง CIMB Thai จะมีการเสนอการจำหน่ายตราสารหนี้สีเขียว (Green bond) วงเงิน 2,000 ล้านบาท เพื่อระดมเงินทุนสำหรับปล่อยกู้ให้โครงการสีเขียว

ทั้งนี้ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ลงนามความร่วมมือ Sustainability Linked Loan จำนวน 3,000 ล้านบาท กับ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) เมื่อปี 2566 โดยมีลักษณะสอดคล้องกับเป้าหมายของผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability Performance Targets: SPTs) รวมถึงการลดการปล่อยคาร์บอน Scope 1 (ทางตรง) และ Scope 2 (ทางอ้อม) ต่อปี จนได้รับรางวัล Best Sustainability Linked Loan จาก The Digital Banker: Global Finance Awards 2024

]]>
1495158
KBank ESG Highlight กับการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน https://positioningmag.com/1485029 Mon, 05 Aug 2024 03:22:48 +0000 https://positioningmag.com/?p=1485029 ธนาคารกสิกรไทย มุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรที่วางใจได้ สร้างคุณค่า และส่งมอบความยั่งยืนให้กับทุกคน ด้วยการดำเนินธุรกิจบนหลักการธนาคารแห่งความยั่งยืน โดยดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม พร้อมให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรมบนหลักธรรมาภิบาลที่ดีและบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักการแนวคิด ESG ที่ธนาคารนำมาผนวกเข้ากับทุกการดำเนินงาน

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้าน ESG ของกลุ่มธนาคารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ธนาคารจึงไม่หยุดที่จะพัฒนาการทำงาน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานทั้งในระดับประเทศและสากล เกิดเป็นผลการดำเนินงานดังนี้

Environmental – มุ่งมั่นสู่การเป็น Net Zero และสนับสนุนให้ทุกคนสามารถปรับตัวสู่สังคมไร้คาร์บอนและอยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ

  • สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 ลดได้ 74% จากปีฐาน (ปี 2563) และมีการจัดการด้านคาร์บอนเครดิต ส่งผลให้ได้รับการรับรองความเป็นกลางทางคาร์บอนจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) มาแล้ว 6 ปีต่อเนื่อง (2561-2566)
  • สนับสนุนสินเชื่อและเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืน ซึ่งจะมียอดสะสมเป็น 94,670 ล้านบาท (2565-มิถุนายน 2567) และมียอดสะสมเป็น 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2567 นี้
  • วางแผนกลยุทธ์ลดก๊าซเรือนกระจกรายอุตสาหกรรม (Sector Decarbonization Strategy) และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด
  • พัฒนา Climate Solutions อย่างครบวงจรในทุกมิติที่มากกว่าการเงิน ทั้งเรื่องความรู้ด้าน ESG เพื่อธุรกิจ ให้คำปรึกษาเชิงเทคนิค และการจับคู่ธุรกิจกลุ่ม ESG บูรณาการศักยภาพทั้งโซลูชัน องค์ความรู้ และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่โลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • เตรียมความพร้อมในการเชื่อมต่อใน Carbon Ecosystem ในธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับคาร์บอนเครดิต
  • ผนึกกำลังร่วมกับ 25 องค์กรชั้นนำทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เชื่อมโยงการทำงานของทั้ง 5 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคการเงินและการธนาคาร องค์กรและธุรกิจต่างประเทศ จัดตั้ง “เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย” (Thailand Climate Business Network: ThaiCBN) เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ไปด้วยกัน

Social – มอบความรู้และส่งเสริมวินัยทางการเงินบนพื้นฐานของการให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ หรือResponsible Lending รวมทั้งการให้ความสำคัญแก่การดูแลพนักงานและสังคม ภายใต้การดำเนินงานที่เคารพสิทธิมนุษยชนของผู้มีส่วนได้เสียทุกท่าน

  • ให้ความรู้ทางการเงินการลงทุน สิ่งแวดล้อม และทักษะต่าง ๆ แก่ผู้ด้วยโอกาส 53,886 คน ในปี 2566
  • ให้ความรู้ด้าน Cyber Security สื่อสารผ่านช่องทางโซเชียล มีเดียของธนาคาร เข้าถึงผู้อ่าน 2 ล้านคน
  • ส่งเสริมความหลากหลายและการปฏิบัติด้านแรงงานอย่างเท่าเทียม มีการพัฒนาศักยภาพและทักษะพนักงานผ่าน หลักสูตรต่าง ๆ รวมทั้งดูแลด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี
  • ให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล รวมถึงการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าอย่างเหมาะสม
  • มีการประเมินสิทธิมนุษยชนแบบรอบด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการดำเนินงานของธนาคารตั้งอยู่บนแนวทางของการเคารพสิทธิมนุษยชน

Governance – ดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี บริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ดูแลห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน และมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินที่ตอบโจทย์ทุกด้านของลูกค้า

  • ยอดสินเชื่อโครงการและเครดิตเชิงพาณิชย์ของลูกค้าผู้ประกอบการขนาดกลางขึ้นไป ผ่านการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ทั้ง 100% มูลค่า 389,240 ล้านบาท
  • ประเมินและบริหารความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมไปถึงความเสี่ยงด้านความยั่งยืนESG และ Climate Risk
  • ดำเนินธุรกิจตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และหลักธรรมาภิบาลที่ดี โดยปฏิบัติตามมาตรฐานและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ทั้งของประเทศไทยและระดับสากล
  • รวบรวมข้อมูลความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาพัฒนาสินค้าและบริการของธนาคารให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน

ธนาคารกสิกรไทย พร้อมเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างภาคธุรกิจ ลูกค้า  ผู้กำกับดูแล ผู้กำหนดนโยบาย องค์กรแหล่งความรู้และนวัตกรรม ตลอดจนภาคการเงินและตลาดทุน บูรณาการศักยภาพ ต่าง ๆ เพื่อสร้างสมดุลให้เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ช่วยขับเคลื่อนทุกความต้องการของลูกค้า รวมถึงคว้าโอกาสที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

 

]]>
1485029