Guss Damn Good – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 24 Dec 2025 07:13:41 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 เบื้องหลังการแปลงร่าง Guss Damn Good ให้เป็นมากกว่า ‘ไอศกรีม’ https://positioningmag.com/1553056 Tue, 23 Dec 2025 06:56:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553056 ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เราคุ้นเคยกับ Guss Damn Good ในฐานะ ‘คราฟท์ไอศกรีม’ สัญชาติไทยขวัญใจคนเมือง แต่ตอนนี้เราได้เห็นความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของแบรนด์ ผ่านการ ‘แปลงร่าง’ ครั้งแรกมาอยู่ในรูปแบบ ‘นมพร้อมดื่ม’ ราคา 12 บาท วางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven

 

แล้วความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

 

“หลายคนอาจมองว่า เราต้องการขยายโปรดักต์สู่ตลาดแมส หรือมองเห็นมูลค่าตลาดนมพร้อมดื่มที่ใหญ่กว่าตลาดไอศกรีม แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น” ระริน ธรรมวัฒนะ ผู้ก่อตั้ง Guss Damn Good เล่าให้ Positioning ฟังพร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า

 

โจทย์หลักของการก่อตั้ง Guss Damn Good คือ ต้องการเปิดสวิตช์ รวมถึงส่งต่อ Good Feeling เรื่องราวและความรู้สึกดีๆ ผ่านรสชาติที่ผู้คนลิ้มลอง โดยเธอต้องการส่งต่อความรู้สึกเหล่านี้สู่ผู้คนให้ได้มากที่สุด

 

ด้วยโจทย์ดังกล่าว ทำให้แบรนด์สามารถจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ในรูปแบบของไอศกรีม เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนได้กว้างและง่ายขึ้นกว่าเดิม บวกกับถ้ามีอะไรสนุกๆ ให้แบรนด์ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ก็อยากจะลอง ซึ่งหลักในการเลือกจะ Collab หรือพัฒนาสินค้า จะยึด core value ของแบรนด์ ได้แก่

 

1.ความสนุกสนาน

2.ใส่ใจรายละเอียด

3.การกล้าลงมือทำ

 

จากไอศกรีมสู่นมพร้อมดื่ม

สเต็ปแรกระรินเลือกแปลงร่าง Guss Damn Good จาก ‘ไอศกรีม’ สู่ ‘นมพร้อมดื่ม’ ด้วยการร่วมมือกับ ‘สุรนาม พานิชการ’ แห่ง Tofusan และ Sunshine Dairy ทำโปรเจกต์ Sunshine Dairy x Guss Damn Good นำไอศกรีมยอดฮิตของ Guss Damn Good 2 รสชาติ ได้แก่ English Toffee และ Cookies Sauce Froyo มาแปลงร่างเป็นนมพร้อมดื่มอยู่ในแพ็กเกจสามเหลี่ยม วางจำหน่ายใน 7-Eleven ทุกสาขา ประมาณ 2 เดือน

 

“ส่วนตัวรู้จักกับคุณนาม (สุรนาม พานิชการ) อยู่แล้ว และเขาก็ชวนมาทำอะไรสนุกๆ ร่วมกันนานแล้ว นอกจากนี้นมสดเป็นส่วนประกอบของไอศกรีมอยู่แล้ว จึงทำให้เป็นความร่วมมือที่เข้าใจง่าย”

 

สำหรับโปรเจกต์นี้ใช้เวลาพัฒนานานเกินครึ่งปี ทั้งการคิดสูตร พัฒนารสชาติ และออกแบบแพ็กเกจ โดยยังคง DNA และเอกลักษณ์ของแบรนด์ Guss Damn Good ไว้อย่างเหนียวแน่นไม่ว่าจะเป็น คุณภาพ ความสนุก ความใส่ใจในรายละเอียด และการกล้าลองทำ

 

ยกตัวอย่างเช่น นมที่นำมาผลิตเป็นนมวัวแท้มีคุณภาพสูง และมีการนำรสชาติยอดฮิตของ Guss Damn Good นับสิบรสชาติมาเลือกจนเหลือ 2 รสชาติที่นำมาพัฒนา และกว่าจะได้สูตรที่วางจำหน่าย มีการคิดสูตรมาเป็นหลายสิบสูตร กระทั่ง ‘วัว’ บนแพ็กเกจก็วาดแล้ววาดอีกจนถูกใจ

 

งานชิ้นโบแรกของการเรียนรู้

 

เมื่อถามว่า คาดหวังกับยอดขายของโปรดักต์ใหม่นี้ไว้อย่างไร?

 

ระรินตอบว่า ‘ไม่ได้คาดหวัง’ แต่ในฐานะเจ้าของแบรนด์เธอรู้สึกว่า ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญและเป็นงานชิ้นโบแดงที่จะได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น เพราะเป็นแปลงร่างจากโปรดักต์หมวดหนึ่งไปสู่อีกหมวดหนึ่ง

 

รวมถึงเป็นความพยายามส่งต่อแบรนด์ไปอยู่ในที่ที่คน ‘ทุกระดับชั้น’ ไปจับจ่าย เพื่อทำให้แบรนด์มีความ friendly เข้าถึงคนได้กว้างและง่ายขึ้น จากเดิมฐานแฟนของ Guss Damn Good จะเป็นกลุ่มคนเมืองที่ชอบความแปลกใหม่

 

“จากคราฟท์ไอศกรีมราคา 95 บาท เราแจ้งเกิดและคนรู้จักเราในกลุ่มคนเมืองที่ชอบอะไรใหม่ๆ พอแปลงร่างเป็นนมพร้อมดื่มราคา 12 บาท วางขายในร้านสะดวกซื้อที่หาซื้อได้ง่ายขึ้น จะทำให้เราเข้าถึงคนได้ง่ายและกว้างขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่เราต้องการ”

 

ไม่มีแบรนด์ไหนอยู่รอด หากไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง

 

สำหรับการเข้าสู่ตลาดแมส ที่มี ‘ราคา’ เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ อาจจะมีการแตกแบรนด์ลูกออกมา โดยแบรนด์นั้นจะต้องยังคุณค่าของความเป็น Guss Damn Good แบบจัดเต็ม ซึ่งเป็นความท้าทายที่น่าสนใจ

 

ระรินย้ำว่า  ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใหญ่และเป็นตำนานแค่ไหนก็ตาม ไม่มีแบรนด์ใดอยู่รอดได้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงนั้น ต้องคง Identity ของตัวเองไว้ สรุปง่ายๆ คือ การทรานส์ฟอร์มให้เข้ากับยุคสมัย โดยไม่ทิ้งตัวตนของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ

 

ถัดมา ต้องก้าวอย่างระมัดระวัง และรัดเข็มขัดอยู่เสมอ สำคัญ คือ ต้องพยายามมองหาโอกาสและช่องทางใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยสำหรับเธอพยายามสร้างให้ Guss Damn Good ส่งต่อเรื่องราวและความรู้สึกดีๆ ให้ผู้คน ซึ่งสามารถเป็นอะไรก็ได้

 

“เรื่องนี้เป็นชาเลนจ์ของตัวเองเช่นกัน เพราะไม่มีอะไรที่ One fit all เราแค่ลงทำมือทำ ส่วนจะสำเร็จหรือล้มเหลวเป็นอีกเรื่อง ถ้าล้มเหลวก็แค่ลุกแล้วสู้ใหม่”

 

ปัจจุบัน Guss Damn Good มีอยู่กว่า 20 สาขา และมีแบรนด์ในเครือ ได้แก่ ‘Adam & Eve’ แบรนด์โยเกิร์ตซอฟต์เสิร์ฟกรีกไร้น้ำตาล ขายในราคา 89 บาท, ‘Balcony Cream Tea’ แบรนด์ไอศกรีมทำจากชาไต้หวัน เปิดที่เพลินจิต, ‘จรัส’ แบรนด์ไอติมทอดสไตล์ไทยๆ เปิดในย่านบรรทัดทอง

 

รวมถึงจะเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายเข้าสู่ร้านสะดวกซื้อและโมเดิร์นเทรดต่างๆ และในอนาคตเราจะได้เห็นโปรดักต์อื่นๆ ของ Guss Damn Good ที่ไม่ใช่แค่ไอศกรีมอีกแน่นอน

 

ส่วนจะเป็นอะไร ต้องติดตามกันต่อไป…

 

ที่มาภาพ : Facebook Guss Damn Good

]]>
1553056
Guss Damn Good คราฟต์ไอศกรีมที่โตจากพลังส่งต่อ ‘ความรู้สึกดี’ ผ่าน ‘รสชาติ https://positioningmag.com/1537583 Wed, 10 Sep 2025 13:30:11 +0000 https://positioningmag.com/?p=1537583 Guss Damn Good เป็นแบรนด์คราฟต์ไอศกรีมสัญชาติไทยที่ผู้ก่อตั้งอย่าง ‘ระริน ธรรมวัฒนะ’ และ ‘นที จรัสสุริยงค์’ ตั้งใจพัฒนาขึ้นมาในคอนเซ็ปต์ Story to Flavor ที่ไม่ต้องการให้ไอศกรีมเป็น แค่ ‘ของหวาน’ แต่ส่งต่อเรื่องราวและความรู้สึกดี ๆ ผ่านรสชาติที่ผู้คนลิ้มลอง ซึ่งวันนี้แบรนด์ดังกล่าวเดินทางมาครบ 10 ปี และกำลังเดินหน้า ‘สื่อสาร’ กับผู้คนให้มากกว่าเดิม

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ขณะที่ระรินและนทีได้ไปเรียนต่อ MBA ณ บอสตัน สหรัฐอเมริกา แล้วเกิดประทับใจร้านไอศกรีมที่นั่น เพราะนอกจากเนื้อไอศกรีมจะมีลักษณะเฉพาะตัว มีความเนียนนุ่ม เหนียว แต่ไม่หนักเกินไปแล้ว การกินไอศกรีมของคนบอสตันยังไม่ใช่แค่กินของหวาน แต่เป็นช่วงเวลาแชร์โมเมนต์และใช้เวลาร่วมกัน 

 

ทั้งคู่ จึงเกิดไอเดียอยากให้คนไทยได้สัมผัสรสชาติและบรรยากาศแบบนี้ ผ่านไอศกรีมสไตล์บอสตันที่ชูตัวไอศกรีมเป็นพระเอกแบบเน้น ๆ ไม่มีท็อปปิ้ง ซึ่ง ณ ตอนนั้นเป็นวัฒนธรรมการกินไอศกรีมที่แทบหาไม่ได้ในไทย

Story to Flavor รสชาติสู่เรื่องราว

 

ช่วงเริ่มต้นทั้งคู่คิดสูตรกันเองใน Excel โดยทุกรสชาติจะมีไอเดียจากเรื่องเล่ารอบๆ ตัว เปลี่ยนมาเป็นรสชาติ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Story to Flavor ‘เรื่องราวสู่รสชาติ’ อาทิ Don’t Give Up#18 (รสนม), A Good Day (รสนมเย็น แมคคาเดเมีย), Summer Smile (รสวานิลลาเกลือคุกกี้), Why Can’t Coffee Be White? (รสกาแฟขาว) ฯลฯ

 

เพราะระรินและนทีต้องการให้รสชาติของไอศกรีมส่งต่อเรื่องราวและความรู้สึกดี ๆ ไปสู่ผู้คน เพื่อสร้าง ‘จุดยืน’ และ ‘ภาพจำ’ ของตัวเองให้ชัดเจน วางราคาขายไว้ที่ 85 บาท (ปัจจุบันขยับราคามาเป็น 95 บาท)

 

ส่วนที่มาของชื่อแบรนด์ Guss Damn Good

คำว่า Guss มาจาก ‘Gut’ ของ ‘Gut Feeling’ และ Cus ของ ‘Focus’

คำว่า Damn Good มาจากคำอุทานของเพื่อนรุ่นพี่หลังได้ชิมไอศกรีมที่ทั้งคู่คิดสูตรขึ้นมา

ขณะที่กลุ่มเป้าหมายหลักของ Guss Damn Good จะเป็นกลุ่ม First Jobber หรือคนเริ่มต้นชีวิตทำงาน และคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบคราฟต์ไอศกรีมที่มีรสาติแปลกใหม่ สร้างสรรค์ไม่ซ้ำใคร รวมไปถึงผู้ใส่ใจเรื่องคุณภาพมองหาไอศกรีมระดับพรีเมียม

 

แจ้งเกิดจากตัวตนที่ ‘ครีเอท’ และ ‘แตกต่าง’

 

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา Guss Damn Good เติบโตมาจาก Word of Mouth ซึ่งเกิดจากการคิดนอกกรอบ บวกกับการวางจุดยืนของตัวเองชัดเจน และการสร้างสรรค์เพื่อความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นตัวผลิตภัณฑ์ กระบวนการทำไอศกรีมและการคิดรสชาติ ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ โดยไม่ใช้กลยุทธ์ ‘ราคา’ มาแข่งเหมือนรายอื่น

 

มาถึงปัจจุบันการเติบโตของ Guss Damn Good ยังคงเดินในแนวทางเดิม เพียงมีการปรับบ้างให้เหมาะกับยุคสมัย ผู้บริโภค และเป้าหมายทางธุรกิจ โดยระรินบอกว่า ทิศทางต่อจากนี้ของ Guss Damn Good ต้องการ ‘สื่อสาร’ กับผู้คนให้มากขึ้น

 

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า หลังจากทำการตลาดแบบเงียบ ๆ มานาน ทำไมช่วง 1-2 ปีก่อนหน้านี้ เราถึงได้เห็นการ Collaboration ระหว่างคราฟต์ไอศกรีมสัญชาติไทยแบรนด์นี้กับแบรนด์อื่น ๆ มากมายกว่า 100 แบรนด์

 

รวมถึงความร่วมมือกับ Copper Buffet ร้านบุฟเฟต์นานาชาติระดับคราฟต์ชื่อดัง ด้วยการนำ 7 รสชาติฮิตของ Guss Damn Good มาเสิร์ฟที่สาขาเกษรอัมรินทร์ ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นลูกค้าของ Copper Buffet และได้มีโอกาสพบกับ ‘เกษม สัตยารักษ์’ ผู้บุกเบิก Copper Buffet ที่โรงงานผลิตวัตถุดิบแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส

ขยายเรื่องราวเพื่อสร้างความรู้สึกดีให้ผู้คนมากขึ้น

 

“เราบอกว่า ตัวเองเป็นแบรนด์ที่ต้องการให้รสชาติส่งต่อเรื่องราว แต่เราเองไม่คุยหรือสื่อสารกับใคร มันก็ไม่ใช่ ทำให้เรามีการขยับอย่างที่เห็น”

 

ปัจจุบัน Guss Damn Good มีอยู่กว่า 20 สาขา และมีแบรนด์ในเครือ ได้แก่ ‘Adam & Eve’ แบรนด์โยเกิร์ตซอฟต์เสิร์ฟกรีกไร้น้ำตาล ขายในราคา 89 บาท, ‘Balcony Cream Tea’ แบรนด์ไอศกรีมทำจากชาไต้หวัน เปิดที่เพลินจิต, ‘จรัส’ แบรนด์ไอติมทอดสไตล์ไทย ๆ เปิดในย่านบรรทัดทอง

 

ตามแผนที่วางไว้ในปี 2569 จะมีการขยายสาขาเพิ่มเติม รวมถึงจะเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายเข้าสู่ร้านสะดวกซื้อและโมเดิร์นเทรดต่าง ๆ ที่อาจจะเห็นในช่วงปลายปี 2568 หรือช่วงต้นปีหน้า ควบคู่ไปกับการโฟกัสธุรกิจ B2B (Business to Business) มากขึ้น และมีแผนไปเปิดตลาดในต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ ด้วยการที่ Guss Damn Good วางตัวเองเป็นแบรนด์ที่สร้าง ‘ความรู้สึกดี’ ให้กับผู้คน ดังนั้น ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นโปรดักต์อื่น ๆ ที่จะทยอยออกมา ไม่จำกัดอยู่แค่ไอศกรีมเหมือนที่ผ่านมา เช่น กาแฟ คุกกี้ กระทั่งอาหารสัตว์เลี้ยง ฯลฯ ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่า จะเป็นอย่างไร

]]>
1537583