Hungry Hub – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 08 Dec 2025 11:49:54 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 Hungry Hub สตาร์ทอัพไทยที่เกือบล้มละลาย แต่พลิกเกมได้เพราะ ‘พาทีมไปกินข้าว’ https://positioningmag.com/1550589 Mon, 08 Dec 2025 05:15:42 +0000 https://positioningmag.com/?p=1550589 จากสตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่เคยเกือบล้มละลาย ปัจจุบัน Hungry Hub กลายเป็นแพลตฟอร์มจองร้านอาหารที่เติบโต รวมถึงสามารถสร้างยอดขายให้ร้านค้ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และได้ขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศไปยังสิงคโปร์, มาเลเซีย และในปี 2026 จะเพิ่มอีก 2-3 ประเทศ เพื่อก้าวสู่โจทย์ใหญ่ นั่นคือ การเป็น OTA (Online Travel Agent) ด้านร้านอาหารระดับโลก

 

 อะไรทำให้ Hungry Hub พลิกสถานการณ์และเดินหน้าธุรกิจต่อได้?

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 Hungry Hub ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 2014 เพื่อเป็นแพลตฟอร์มให้บริการระบบจองโต๊ะร้านอาหาร แต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ‘สุรสิทธิ์ สัจจะเดว์’ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Hungry Hub เล่าว่า มาจากเขามองเป้าหมายไม่ตรงกับร้านอาหาร

 

“ทุกร้านที่มาใช้บริการเรามีประเด็นเดียวกัน คืออยากได้ลูกค้ามากขึ้น แต่เรากำลังให้บริการซอฟต์แวร์เพื่อให้จองโต๊ะได้ง่ายขึ้น และเมื่อก่อนการดึงลูกค้าส่วนใหญ่ของแพลตฟอร์มจะให้ส่วนลด ซึ่งดีต่อผู้บริโภค แต่ไม่ดีกับร้านอาหารเพราะไม่เหลือมาร์จิน ทำให้แพลตฟอร์มพวกนี้กระแสดีมากสำหรับผู้บริโภค แต่ไปเร็วมากสำหรับร้านอาหาร”

 

ทางสุรสิทธิ์เองก็พยายามแก้ pain point ที่เกิดขึ้น และได้เห็นอีกโอกาสหนึ่งในมุมของผู้บริโภคเมื่อพาทีมงานไปกินข้าว โดยปัญหาที่พบเจอทุกครั้ง คือ ‘การคุมงบ’ 

 

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เนื่องจาก ‘โครงสร้างราคา’ ของร้านอาหารในไทย ถูกสร้างมาสำหรับพฤติกรรมการกินของคนยุโรปหรือสหรัฐฯ ซึ่งแต่ละคน เห็นราคา สั่งเอง กินเอง จ่ายเอง และไม่ได้สร้างขึ้นมาสำหรับแชร์ริ่ง หรือเลี้ยง ทำให้การจ่ายแต่ละมื้อสูงกว่าที่คิด

 

เมื่อเห็นโอกาส ทำให้เขาปรับโมเดลธุรกิจของ Hungry Hub ใหม่ในปี 2017 ด้วยการร่วมมือกับร้านอาหารสร้างแพ็กเกจเปลี่ยนจาก A la carte เป็นบุฟเฟต์เฉพาะลูกค้าที่จองผ่าน Hungry Hub แบ่งระดับเป็นเทียร์

 

ปรากฏว่า โมเดลนี้เวิร์กได้รับการตอบรับที่ดี ทำให้บริษัทสามารถพลิกสถานการณ์จากกำลังจะล้มละลายกลับมามีกำไร และในปี 2018 มีการระดมทุน เพื่อมีแผนขยายต่างประเทศ แต่ปี 2020 ต้องหยุดชะงักไปจากวิกฤตโควิด และได้เริ่มดำเนินการอีกครั้งเมื่อปลายปี 2024 กับการขยายธุรกิจไปยังสิงคโปร์

 

Hungry Hub โตน่าสนใจแค่ไหน?

-ปัจจุบัน Hungry Hub มีร้านอาหารและโรงแรมเป็นพันธมิตรกว่า 2,500 ร้าน เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ที่มีอยู่ 1,700 ร้าน แบ่งเป็นบุฟเฟต์ 50%, ไฟน์ไดนิ่ง 20% ที่เหลือ เป็นประเภทอื่นๆ

-สร้างยอดขายให้กับร้านค้าได้แล้วกว่า 4 พันล้านบาท

-มีผู้ใช้ 1.2 ล้านคน ตอนนี้เปิดใช้หลายภาษารวม 15 ภาษา

-ค่าใช้จ่ายต่อบิลของคนไทยอยู่ที่ 1,100 บาท/คน/ครั้ง

-ร้านอาหารระดับต้นๆ ที่ทำรายได้สูงบน Hungry Hub สามารถทำรายได้ 1 ล้านบาท/เดือน และทำรายได้ 10 ล้านบาท/เดือน มากกว่า 10 ร้าน

 

สำหรับรายได้ปี 2024 อยู่ที่ 90 ล้านบาท กำไร 10 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้ารายได้ไว้ 110-120 ล้านบาท กำไร 20 ล้านบาท ส่วนปีหน้าคาดว่า จะเติบโตประมาณ 50-60%

 

เดินหน้าสู่ OTA ร้านอาหารระดับโลก

 

สำหรับกลยุทธ์ในปี 2026 Hungry Hub จะเดินหน้าสู่การเป็น Online Travel Agent (OTA) สำหรับร้านอาหารระดับโลก ซึ่งการขยายตลาดต่างประเทศนั้น นอกจากจะเป็นการสร้าง Network Effect ให้ธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งแล้ว ยังเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการเติบโตจากบริษัทไทยสู่บริษัทระดับภูมิภาคในอนาคต

 

แผนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเมื่อปี 2024 Hungry Hub ประสบความสำเร็จในการขยายตลาดไปยัง ‘สิงคโปร์’ ที่ภายในปีเดียวสามารถมีพาร์ทเนอร์ร้านอาหาร 250 ร้านค้า ส่วนปีนี้คาดว่า จะสามารถสร้างยอดขายให้ร้านอาหารที่สิงคโปร์ได้ 20 ล้านบาท ก่อนจะแตะ 100 ล้านบาทในปีหน้า

 

ขณะที่ช่วงปลายปีนี้ จะเข้าไปขยายตลาดใน ‘มาเลเซีย’ อย่างจริงจัง โดยปัจจุบันมีพันธมิตรร้านค้าประมาณ 50 ร้านค้า พร้อมกับตั้งเป้าไว้ว่า ในปี 2026 จะขยายธุรกิจไปในอีก 2-3 ประเทศ

 

นอกจากขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศแล้ว เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้ดีขึ้น ทาง Hungry Hub ได้เปิดตัว 2 ฟีเจอร์ใหม่ ได้แก่

 

1) Multi-currency : ฟีเจอร์การแสดงผลหลายสกุลเงิน ช่วยให้นักท่องเที่ยวเห็นราคาในสกุลเงินของตนเอง ซึ่งทำให้การตัดสินใจในการจองสะดวกและง่ายขึ้น โดยไม่ต้องคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเอง 

2) Dynamic Pricing : ฟีเจอร์การตั้งราคาแบบยืดหยุ่น ตามดีมานด์ของลูกค้า ช่วยให้เจ้าของร้านสามารถตั้งราคาได้ตามดีมานด์ของลูกค้า เช่น การตั้งราคาเพิ่มขึ้นตามจำนวนที่นั่ง (เช่น ทุก 10 ที่นั่ง เพิ่ม 5%) หรือการปรับราคาในช่วงเทศกาล

 

นอกจากนี้ยังมีการนำระบบ AI มาช่วยแนะนำการปรับราคา โดยสามารถเลือกได้ว่าจะให้ AI ปรับราคาอัตโนมัติหรือให้เจ้าของร้านเป็นผู้อนุมัติการปรับเปลี่ยนราคาเอง

]]>
1550589
Update ’14 ตัวเลือก’ บนสังเวียน ‘Food Delivery’ ที่ไม่ได้มีแค่รายใหญ่ให้เรียกใช้เวลาหิว https://positioningmag.com/1298224 Tue, 22 Sep 2020 12:49:10 +0000 https://positioningmag.com/?p=1298224 หากย้อนไปเมื่อปี 2012 ตลาด ‘ฟู้ด เดลิเวอรี่’ บ้านเรายังมีแค่ Food Panda จากนั้นในปี 2018 ก็มี Grab และ Uber ที่ตามมา แต่แล้วอูเบอร์ก็ขายกิจการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปให้กับคู่แข่งอย่าง Grab ทำให้ผู้เล่นหลักในตอนนั้นแทบจะมีแค่ Grab อย่างไรก็ตาม จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้มีผู้เล่นหน้าใหม่ทยอยตบเท้าเข้ามาเพียบ เพื่อหวังชิงเค้กมูลค่า 35,000 ล้านบาทก้อนนี้ โดยเฉพาะในปี 2020 นี้ที่เปรียบเสมือน ‘ปีทอง’ ของตลาด เพราะมาตรการล็อกดาวน์ที่เกิดขึ้น ดังนั้น Positioning จะพาไปรู้จักแพลตฟอร์มที่ให้บริการส่งอาหารในไทยกันว่ามีใครกันบ้าง

Grab Food

ถือเป็นผู้เล่นเบอร์ต้น ๆ ของตลาดเลยทีเดียวสำหรับ Grab ที่ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่ตั้งแต่ปี 2018 โดยค่าจัดส่งเริ่มต้นที่ 10 บาท พร้อมให้บริการใน 35 เมือง 33 จังหวัด ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดกว่า 14 ล้านดาวน์โหลด มีพาร์ตเนอร์ผู้ขับกว่า 100,000 ราย มีร้านอาหารในระบบกว่า 80,000 ร้าน แค่ช่วง COVID-19 ที่ผ่านมามีผู้ใช้แกร็บฟู้ดรายใหม่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และยอดออเดอร์เติบโตถึง 30% เลยทีเดียว ซึ่งในปีนี้ทาง Grab ก็จัดหนักออกแคมเปญ “Free Your Hunger เลิกกินตามใคร กดสั่งตามใจ” แคมเปญใหญ่สุดของปีนี้ โดยได้ เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับชื่อดัง มาช่วยสร้างหนังสั้นที่แสดงโดย BNK48 ปัจจุบันโกยยอดวิวไปกว่า 10 ล้านวิวเลยทีเดียว

LINE MAN

จากแพลตฟอร์ม Chat ที่มีจุดแข็งเป็นผู้ใช้งาน LINE กว่า 46 ล้านราย ดังนั้น LINE จึงต้องการต่อยอดจำนวนผู้ใช้อันมหาศาลด้วยการผุด ‘LINE MAN’ ที่ให้บริการเรียกแท็กซี่, สั่งซื้ออาหาร, ซื้อของใช้ในบ้าน หรือแม้แต่เรียกมารับพัสดุ โดยมีพาร์ตเนอร์อย่าง ‘Lalamove’ ที่ช่วยขนส่งสินค้า ซึ่งในส่วนของบริการส่งอาหาร LINE MAN ให้บริการใน 13 จังหวัด ครอบคลุมร้านอาหาร 200,000 ร้าน โดยมีค่าจัดส่งเริ่มต้นที่ 10 บาทเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ทาง LINE MAN เพิ่งได้เงินลงทุนจากบริษัท BRV Capital Management (BRV) ถึง 3,300 ล้านบาท เพื่อใช้ในการควบรวมกิจการ ‘Wongnai’ สตาร์ทอัพสัญชาติไทยเจ้าของแพลตฟอร์มรีวิวร้านอาหารและข้อมูลด้านไลฟ์สไตล์ ที่มีฐานข้อมูลร้านอาหารกว่า 400,000 ร้านทั่วไทย และมีผู้ใช้กว่า 10 ล้านรายต่อเดือน ส่งผลให้ LINE MAN มีข้อมูลทั้งร้านค้าและผู้ใช้ในมือมากมายเลยทีเดียว พร้อมเตรียมขยายพื้นที่ให้บริการเป็น 20 จังหวัดในสิ้นปีนี้

Gojek

Gojek หรือชื่อเดิม ‘GET’ น้องใหม่ในตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ที่เพิ่งให้บริการไปเมื่อปี 2019 แต่สามารถโกยยอดดาวน์โหลดได้ถึง 13 ล้านครั้ง ส่งอาหารกว่า 20 ล้านออเดอร์ มีพาร์ตเนอร์ผู้ขับกว่า 50,000 ราย และพาร์ตเนอร์ร้านอาหารกว่า 30,000 ร้าน แม้จะรีแบรนด์ใหม่ (เพื่อใช้ชื่อเดิม) ก็เหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่าจะรุกตลาดให้หนักขึ้น โดยไม่ใช่แค่อัดโปรโมชันมอบส่วนลดสูงสุด 2,500 บาท และมีแฟลชดีลทุกวัน แต่ยังระบุว่าเตรียมขยายพื้นที่ให้บริการไปต่างจังหวัดเร็ว ๆ นี้ จากปัจจุบันที่ให้บริการแค่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอีกด้วย ส่วนค่าบริการเริ่มต้นที่ 10 บาทเหมือนเจ้าใหญ่รายอื่น ๆ

Food Panda

ทำตลาดในไทยมาตั้งแต่ปี 2012 สำหรับ Food Panda บริษัทฟู้ดเดลิเวอรี่สัญชาติเยอรมนีที่ปัจจุบันให้บริการครอบคลุมถึง 72 จังหวัด และจะครบ 77 จังหวัดในสิ้นปีนี้ ส่วนร้านค้าพาร์ตเนอร์มีราว 20,000 ร้าน พาร์ตเนอร์ผู้ขับในปัจจุบันมีกว่า 90,000 ราย ขณะที่ค่าบริการสูงสุดไม่เกิน 40 บาท และล่าสุดมีบริการใหม่ ‘แพนด้า มาร์ท’ ขายสินค้าอุปโภคบริโภค มี 7 แห่ง สิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 30 สาขา

Skootar

สตาร์ทอัพสัญชาติไทยแท้ที่เริ่มต้นมาจากการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ใช้เชื่อมโยงระหว่าง SME บริษัท ห้างร้าน กับเครือข่ายแมสเซ็นเจอร์ ที่ให้บริการรับส่งเอกสาร เก็บเช็ค วางบิล หรือส่งของอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก่อนจะขยายมาสู่บริการฟู้ดเดลิเวอรี่ โดยปัจจุบันมีพาร์ตเนอร์คนขับอยู่ประมาณ 8,000 คนทั่วกรุงเทพฯ โดยเริ่มต้นที่ราคา 45 บาท ฟังดูอาจจะรู้สึกว่าราคาสูงกว่าเจ้าอื่น แต่ Skootar ไม่ได้มีการเก็บค่าคอมมิชชันจากร้านอาหาร พูดง่าย ๆ ลูกค้าจ่ายเท่าไหร่ร้านได้เท่านั้น

Hungry Hub

น้องใหม่ที่ถือกำเนิดในช่วง COVID-19 ที่ออกมาเพราะต้องการช่วยเหลือร้านอาหาร โดยมีคอนเซ็ปต์เป็นเเพลตฟอร์มรวมเเหล่งบุฟเฟต์ ดังนั้น ในแต่ละมื้อที่สั่งจะไม่ใช่ชุดยิบย่อย แต่เป็นชุดใหญ่ไฟกะพริบแบบ ‘Set Menu’ กินกันจุก ๆ สำหรับ 2-4 คน โดยราคาเริ่มต้นที่ 399 บาท Net และในส่วนของค่าส่งนั้น ‘ฟรี’ ในระยะทางไม่เกิน 3 กิโลเมตรแรก (กิโลเมตรต่อไปเพิ่มแค่ 10 บาท/กม.) โดยทาง Hungry Hub จะเก็บค่าคอมมิชชันที่ 10.7% เท่านั้น และไม่ต้องห่วงว่าเป็นน้องใหม่แล้วผู้ขับจะไม่ได้คุณภาพ เพราะเป็นพาร์ตเนอร์กับ Lalamove ที่ LINE MAN เลือกใช้

Fresh!

เเอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่น้องใหม่ที่มีทีมปั้นเป็นคนไทยทั้งหมด ซึ่งตอนนี้เริ่มทยอยรับสมัครร้านค้าเเละไรเดอร์ทั่วประเทศเเล้วในช่วงเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ชูจุดเด่น ‘ไม่เก็บค่า GP’ จากร้านค้า โดยมีค่าส่งเริ่มต้นที่ 10 บาท และหากสั่งออเดอร์เกิน 100 บาท มีโปรโมชันส่งฟรี

Robinhood

Robinhood แพลตฟอร์มน้องใหม่ภายใต้บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด (Purple Ventures) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเอสซีบี เท็นเอกซ์ (SCB 10X) โดยมีเงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายละเอียดในฝั่งของผู้บริโภคว่าภายในแอปฯ มีร้านค้าให้เลือกมากน้อยแค่ไหน และค่าส่งจะเริ่มเท่าไหร่ แต่ทางแอปฯ ได้ประกาศว่าไม่มีค่าธรรมเนียม GP ที่จะเก็บกับร้านอาหาร แปลว่าร้านสามารถใช้บริการฟรี และมีการเคลียร์เงินเข้าบัญชีภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อให้ร้านอาหารมีเงินหมุนเวียนในธุรกิจ ส่วนการส่งอาหารใช้ความร่วมมือกับ Skootar  

Eatable

เเพลตฟอร์มทางฝั่ง KBank ที่วางตัวเป็นแพลตฟอร์มตัวช่วยจัดการร้านอาหาร ไม่ต้องโหลดแอปฯ ไม่มีค่าธรรมเนียม สามารถจัดการระบบหลังบ้านแบบเรียลไทม์ผ่านทางออนไลน์ ส่วนลูกค้าสามารถเลือกอาหาร สั่ง จ่ายแบบไร้การสัมผัส และที่เเถมมาก็คือ ฟังก์ชันฟู้ดเดลิเวอรี่ ที่กำลังจะเปิดตัวเเบบเต็มรูปแบบในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมพัฒนาต่อยอดให้นักท่องเที่ยวจีนสั่งอาหารในไทยได้ปลายปีนี้

กังนัมแซ่บ เดลิเวอรี่

มาถึงฝั่งที่เรียกได้ว่า ‘บ้านขั้นสุด’ ของตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่กันบ้าง โดยไม่ต้องสั่งผ่านแอปฯ ใด ๆ ทั้งสิ้น อย่าง กังนัมแซ่บ เดลิเวอรี่ ถือเป็นอีกหนึ่งบริการซื้ออาหารจากร้านต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ ภายใต้สโลแกนว่าสั่งได้ทุกร้าน สั่งได้ทุกอย่างตลอด 24 ชั่วโมง จะมีหรือไม่มีในเมนูก็สั่งได้ โดยรูปแบบการสั่งซื้อคือ โทรมาสั่งอาหาร จากนั้นจะประเมินราคาค่าบริการให้ลูกค้าก่อน โดยคิดจากระยะทางของร้านอาหารที่สั่งกับจุดหมายปลายทางที่ต้องไปส่ง โดยเริ่มต้นที่ 60 บาท บวกกับจำนวนสินค้าที่สั่ง 20 บาทต่อชิ้นต่อร้าน เรียกได้ว่าไม่ต้องเข้าแอปฯ อยากได้ร้านไหนบอกพิกัดเดี๋ยวจัดให้ถึงที่

OrderMaNow

สำหรับ OrderMaNow ก็คล้าย ๆ กับกังนัมแซ่บ โดยสามารถรับออเดอร์ทุกทาง Facebook, IG, LINE, Twitter แตะลิงก์เดียวสั่งออเดอร์ในร้านได้ทันที ไม่ต้องลงเเอปฯ ไม่ต้อง Login

นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดอีกเพียบ ได้แก่ Om Ordering เเพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ที่จากจังหวัด เชียงใหม่ ที่สามารถสั่งได้ทั้งสินค้า อาหาร และบริการ Street Food Delivery สตาร์ทอัพไซส์เล็กที่ขอปักธงเมืองรอง โดยเน้นร้านอาหารดังประจำถิ่น เริ่มให้บริการส่งอาหารในพื้นที่กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และท่าเรือ-ท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี และ FoodMan Delivery อีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่เน้นลุยเมืองรอง โดยเริ่มต้นจากแถวภาคเหนือก่อน โดยปัจจุบันให้บริการใน 7 จังหวัด ได้แก่ น่าน, เชียงราย, ลำปาง, อุตรดิตถ์, ตาก, ระยอง และสระบุรี

จากจำนวนผู้เล่นที่เพิ่มขึ้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าพฤติกรรมคนเริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะช่วงที่มี COVID-19 ระบาด แต่จะเลือกใช้ใครก็ลองดูตามความต้องการได้เลย แต่จะเริ่มเห็นว่าผู้เล่นรายใหญ่เริ่มขยายบริการเข้าสู่ตลาดต่างจังหวัดเเล้ว จากนี้ ผู้เล่นท้องถิ่น อาจต้องทำการบ้านให้หนักขึ้น เพราะถ้าต้องสู้เรื่องราคาและโปรโมชันคงไม่ไหวเเน่นอน

]]>
1298224