IdeasLabs – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 12 Dec 2025 04:27:11 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 อินฟลูฯ เบอร์ใหญ่’ อยู่ตรงไหนในสมการ เมื่อ ‘แบรนด์’ ต่างเทใจให้ ‘Micro-Nano’ ที่ป้ายยาได้ดีกว่า https://positioningmag.com/1551079 Thu, 11 Dec 2025 05:30:33 +0000 https://positioningmag.com/?p=1551079 เทรนด์ Influencer Marketing ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง โดย บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) MarTech สัญชาติไทย ประเมินว่า มูลค่าตลาด Influencer Marketing และสื่อ Publisher ในไทยมีมูลค่าแตะ 5,000 ล้านบาท และยังมีโอกาสเติบโตอยู่ (ไม่ได้อวสานนะ) แต่ปีหน้าจะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง ธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง จะมาอัปเดตให้ฟัง

เทรนด์อินฟลูฯ มาร์เก็ตติ้งยังไม่อวสานเร็ว ๆ นี้

ธนดล มองว่า เทรนด์อินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งจะยังอยู่ในช่วง ขาขึ้น อย่างน้อย 3-5 ปี เพราะแพลตฟอร์มต่าง ๆ (TikTok, Facebook) ยังคงให้ความสำคัญกับ KOL (Key Opinion Leader) ในการ Lead คอนเทนต์ ซึ่งไม่ใช่แค่ในตลาดประเทศไทย แต่เป็นเทรนด์ทั่วโลก ดังนั้น ตลาดอินฟลูเอนเซอร์ในปีหน้า มีโอกาสเติบโตได้อย่างน้อย 20-30%

อย่างไรก็ตาม อีกการเปลี่ยนแปลงที่เห็นมากขึ้นก็คือ เจ้าของแบรนด์เริ่มสร้างตัวตน หรือ หันมา ไลฟ์ขายของเอง เพราะสามารถสร้าง Personal Branding ที่แข็งแกร่งและความใกล้ชิดกับลูกค้าได้ง่าย ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และกระตุ้นยอดขาย

แต่ ธนดล มองว่า เทรนด์ดังกล่าวคงยังไม่สามารถดิสรัปต์ตลาดอินฟลูเอนเซอร์ได้ทั้งหมด เพราะผู้บริโภคยังคงต้องการ Third Party Opinion (ความคิดเห็นจากบุคคลที่สาม) เช่น Influencer หรือ Social Buzz (การพูดคุยของคนทั่วไป) มาช่วยยืนยัน ดังนั้น การทำคอนเทนต์เองของแบรนด์อาจดิสรัปต์ได้แค่ Macro Influencers ที่เน้นสร้างแค่ Awareness เท่านั้น

พลังของนักป้ายยาตัวเล็กได้ใจแบรนด์มากกว่า

ในวันที่ Macro Influencers ที่เน้นสร้างแค่ Awareness ทำให้ในปัจจุบันลูกค้าไม่ได้เชื่อถือ Macro Influencers อีกต่อไป นั่นยิ่งทำให้ Micro/Nano Influencers กลายเป็นกลุ่มที่สามารถ ป้ายยา และ Trigger การตัดสินใจซื้อได้จริง เนื่องจากพวกเขารีวิวด้วยความจริงใจ และความเป็นกันเองเหมือน เพื่อนคุยกัน      ผู้บริโภคจึงเชื่อถือและอยากซื้อตาม

ตวงพร เชื้อสำราญ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้าระดับสูงบริษัท เล่าว่า อ้างอิงข้อมูลจากลูกค้าของ IdeasLabs ที่ 50% เลือกใช้ Micro/Nano Influencers ในการทำการตลาด และคาดการณ์ว่าในปีหน้า (2026) เทรนด์นี้จะยังคงเติบโตอย่างน้อย +30%

ปัจจุบัน งบประมาณที่ลูกค้าจัดสรรมาให้ Influencer Marketing อยู่ที่ประมาณ 30% ของงบการตลาดทั้งหมด และคาดว่าอาจเพิ่มขึ้นถึง 35% ในปีถัดไป

ตวงพร อธิบายว่า ที่ Micro/Nano ยิ่งทวีความสำคัญเป็นเพราะความสามารถในการ วัดผลได้ชัดเจน จากการใช้ฟีเจอร์ ติดตะกร้า หรือ Affiliate Marketing ทำให้แบรนด์สามารถวัด Return on Investment (ROI) ได้อย่างแม่นยำ ว่าการลงทุนไปเท่านี้ ได้ยอดขายกลับมาเท่าไร

นอกจากนี้ การใช้ Micro/Nano Influencers ยังลดความเสี่ยง เพราะแบรนด์จ่ายเป็นค่าคอมมิชชั่น แทนการจ่ายค่ารีวิวล่วงหน้า ทำให้ไม่ต้องเสียเงินก่อน แต่จ่ายเมื่อได้ยอดขายจริง และการกระจายไปยังอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากช่วยลดความเสี่ยงจากการทุ่มเงินไปที่คนใดคนหนึ่ง

Macro Influencers จะอยู่ตรงไหนในสมการ

ตวงพร มองว่า ที่ผ่านมา Macro Influencers ก็ปรับตัวมาโดยตลอด แม้จะมีบทบาทลดลงในด้าน Conversion ก็ตาม โดยจะเห็นว่าในช่วงหลัง ๆ Macro Influencers เริ่มทำคอนเทนต์ที่เนียนขึ้น โดยพยายามทำคอนเทนต์ที่ Blend ไปกับไลฟ์สไตล์ หรือมีไอเดียบางอย่างที่ทำให้คนดูได้รับความบันเทิง, สาระ ก่อนที่จะขายของทีหลัง (ไม่ Hard Sell)

นอกจากนี้ หนึ่งในจุดแข็งของ Macro Influencers ก็คือ คุณภาพโปรดักชั่น ดังนั้น แบรนด์ยังคงจ้างพวกเขาเพื่อคุณภาพของ Production หรือ Brand Image ที่ดีอยู่ ซึ่งสวนทางกับจุดอ่อนของ Micro/Nano Influencers ที่ถูกมองว่าคอนเทนต์ค่อนข้างฉาบฉวยกว่า ดังนั้น แบรนด์ใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับ Brand Image สูงมาก และกังวลเรื่องดราม่า การเมือง หรือทัศนคติเชิงลบ ก็จะยังไม่กล้าเสี่ยงกับ Micro/Nano Influencers

(Photo : Shutterstock)

เทียบ 3 แพลตฟอร์มในการทำ Influencer Marketing

  • TikTok: เป็นแพลตฟอร์มอันดับ 1 ที่แบรนด์เลือกใช้ โดยมีสัดส่วนการใช้งานประมาณ 50% ในแคมเปญของลูกค้าเกือบทั้งหมด เพราะวัดผล Conversion ได้ชัดเจน (ผ่านการติดตะกร้า) และตอบโจทย์พฤติกรรมของคนที่ต้องการเสพอะไรสั้น ๆ (Impulse Purchase) โดยสินค้าที่ขายดีผ่านตะกร้า TikTok ส่วนใหญ่มีราคาอยู่ในช่วง 100-500 บาท เพราะเป็นราคาที่กระตุ้นให้คนตัดสินใจซื้อได้ง่าย
  • Meta (Instagram/Facebook): Meta ยังจำเป็นเนื่องจากมี User Base ที่เยอะที่สุด แบรนด์จึงยังคงใช้เพื่อสร้าง Awareness และ Reach ให้เข้าถึงคนจำนวนมาก แต่สำหรับการวัดผลยอดขาย (Conversion) จะทำได้น้อยกว่า TikTok
  • YouTube: การใช้ YouTube มีต้นทุนสูงมาก (ค่าจ้าง YouTuber แพง) และ Conversion ต่ำกว่า เพราะผู้คนเข้า YouTube เพื่อต้องการดูเนื้อหาที่ยาว เน้นการ Educate หรือให้ความรู้เชิงลึก (เช่น รีวิวรถ, ความรู้ซับซ้อน) มากกว่าการช้อปปิ้งอย่างฉาบฉวย

 

สรุปแล้ว Macro Influencer จำเป็นต้องปรับตัวโดยการนำเสนอคอนเทนต์ที่เนียน และไม่ดู Hard Sale เพื่อให้การขายผสมผสานไปกับไลฟ์สไตล์อย่างเป็นธรรมชาติ และหันไปเน้นงานด้าน Production Quality และการสร้าง Brand Image/Awareness แทน

ส่วน Micro/Nano Influencers แม้จะเป็นที่ต้องการในตลาด แต่ก็แข่งขันสูง ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหา    คาแรกเตอร์และตัวตนที่ชัดเจน และมองหาช่องว่าง ในตลาดที่ยังไม่มีใครทำได้ดี เพื่อให้แบรนด์สามารถระบุตัวตนและตัดสินใจเลือกมาทำงานด้วยได้ง่ายขึ้น

]]>
1551079
Influencer Marketing ไทยยังเฟื่องฟู ถ้าหนุนยอดขายได้จริง แบรนด์ยอมจ่ายสูงสุด 5 แสนบาท/ดีล https://positioningmag.com/1532534 Tue, 05 Aug 2025 09:47:20 +0000 https://positioningmag.com/?p=1532534 Influencer Marketing ในไทยไม่ใช่แค่เรื่องไวรัลอีกต่อไป!

ครึ่งปีแรกของปี 2568 ชี้ชัดว่า วงการนี้เข้าสู่ “มาตรฐานใหม่” แล้วเรียบร้อย แบรนด์ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อยอดไลก์หรือความปังชั่ววูบอีกต่อไป แต่หันมาลงทุนกับ KOL ที่มีระบบวางแผน-วัดผลได้จริง

ดีลเฉลี่ยแตะ 100,000 บาท – KOL ไม่ใช่ของเล่น แต่คือโครงสร้างการขายยุคดิจิทัล

จากข้อมูลของ IdeasLabs ผู้เชี่ยวชาญด้าน MarTech Ecosystem สัญชาติไทย พบว่า

  • แคมเปญที่ใช้ Publisher Services และ KOL ทำยอดขายเติบโตเฉลี่ย 46% บางเดือนพุ่งถึง 70%
  • มูลค่าแต่ละดีลอยู่ที่ 20,000–500,000 บาท โดยเฉลี่ยประมาณ 100,000 บาทต่อดีล
  • ช่วงครึ่งปีแรกนี้ มีการปิดดีลกว่า 400 แคมเปญ

3 กลุ่มอุตสาหกรรม ใช้ Influcer-KOL มากสุด

ทั้งนี้ มี 3 กลุ่ม Influencer Marketing ที่ตอบโจทย์ธุรกิจของลูกค้าและเติบโตอย่างโดดเด่น ในช่วงครึ่งปี    ที่ผ่านมา จนคิดเป็นสัดส่วน 62.48% ของรายได้จาก Publisher Services ทั้งหมดได้แก่

1.อาหารและเครื่องดื่ม (F&B) – 30.47%

2.ค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ (Retail & Lifestyle) – 19.84%

3.ความงามและสุขภาพ (Beauty & Wellness) – 12.17%

วิเคราะห์เทรนด์: วัดผลได้ = ได้เปรียบ

ในยุคที่คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 91% และมีบัญชีโซเชียลถึง 51 ล้านบัญชี

แนวโน้มชัดเจนว่าแบรนด์ที่ “วางแผนล่วงหน้า + มีระบบ Tracking + วัด Conversion ได้” จะเหนือกว่า อย่างชัดเจน เพราะสามารถเปลี่ยนยอด Engagement เป็นยอดขายจริงได้

โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีแบบ API กับ Line OA หรือ Tracking Systems ต่าง ๆ ที่ช่วยให้แบรนด์ไม่ใช่แค่ “จ้างคนดังรีวิว” แต่ “ขับเคลื่อนยอดขาย” ได้จริง

Influencer

Q3–Q4: ใครวางแผนก่อน คนนั้นชนะ

IdeasLabs ฟันธงว่า ช่วงครึ่งปีหลังจะดุเดือด โดยเฉพาะกลุ่ม

  • F&B ยังคงเติบโตสูงสุด ด้วยจำนวนแคมเปญที่ปิดดีลมากกว่า 100 รายการ โดยเร่งใช้ KOL กระตุ้น “ซื้อทันที” ทั้งออนไลน์-ออฟไลน์
  • Retail & Lifestyle เติบโตจากคอนเทนต์ที่มีความ “สมจริง” และเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค โดยเฉพาะในหมู่ Gen Z และวัยทำงานรุ่นใหม่
  • Beauty & Wellness ยังเน้นรีวิวแบบมีประสบการณ์ เพื่อความน่าเชื่อถือ

“องค์กรเริ่มวางกลยุทธ์ Influencer ตั้งแต่ไตรมาส 3 เพราะจะทำให้ได้เปรียบในการบริหารต้นทุน สร้างยอดขาย และแปลง Engagement เป็น Conversion ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ดังนั้น ยุคใหม่ของ Influencer ไม่ใช่คนดัง = ยอดขาย แต่เป็น “KOL + ระบบที่วัดผลได้ = โครงสร้างการเติบโตที่แท้จริง”

]]>
1532534
เทรนด์คลิปสั้น – AI มาแรง ดันยอดแคมเปญโต 50% ต่อเดือน https://positioningmag.com/1517616 Tue, 08 Apr 2025 06:01:08 +0000 https://positioningmag.com/?p=1517616 นางสาวตวงพร เชื้อสำราญ ผู้ก่อตั้ง และ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้าระดับสูงบริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) ผู้ดำเนินธุรกิจด้าน MarTech Solution เปิดเผยว่า เทรนด์การตลาดดิจิทัลในไทย ปี 2568 กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดย “คลิปสั้น” บนแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง TikTok, Instagram Reels และ YouTube Shorts เป็นตัวขับเคลื่อนการตลาดในปีนี้

สถิติจากหน่วยธุรกิจ Publisher ของ IdeasLabs พบว่า แคมเปญที่ใช้ KOL และ Influencers ในการสร้างคอนเทนต์รูปแบบ รีวิวจากผู้ใช้จริง (Real User Reviews) มีอัตราการเติบโตของแคมเปญเฉลี่ยถึง 50% ต่อเดือน สร้างความน่าเชื่อถือ และการเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมจากนักการตลาดสูงสุดในปัจจุบัน

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดเทรนด์ดังกล่าว คือ การใช้เครื่องมือ AI ในการทำการตลาด อาทิ การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค เพื่อนำมาปรับกลยุทธ์ให้ตรงตามความต้องการที่แท้จริง แทนที่จะใช้แค่ข้อมูลพื้นฐานอย่างเดิม ๆ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ Social Listening Tools และ Influencer Analytics ในการหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าผ่านช่องทางต่างๆ เช่น TikTok, Instagram Reels และ X (Twitter)

ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้แก่ การเพิ่มการเข้าถึง (Reach) ของแบรนด์อย่างก้าวกระโดด และยังสามารถเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วม (Engagement Rate) สูงถึง 20.78% ในช่วงเวลาแค่ 1 ปี

ขณะเดียวกัน ยังสามารถดึงดูดผู้บริโภคใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยรู้จักแบรนด์มาก่อนเข้าสู่กระบวนการ Conversion

โดยการใช้ AI-powered optimization เข้ามาช่วยในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง ผ่านการวิเคราะห์พฤติกรรม การเข้าถึงและปฏิสัมพันธ์กับคอนเทนต์ ช่วยเพิ่ม Conversion Rate และ Return on Ad Spend (ROAS)

อย่างไรก็ดี ในปีนี้นักธุรกิจและแบรนด์ ควรให้ความสำคัญกับ การใช้ AI และ Data Analytics ในการวิเคราะห์และกำหนดกลยุทธ์การตลาดที่มีความเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะในการทำการตลาดแบบ Personalized Marketing

นางสาวตวงพร เชื้อสำราญ ผู้ก่อตั้ง และ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้าระดับสูงบริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs)

การใช้ Social Listening Tools และ Influencer Analytics จะช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ลึกซึ้งมากขึ้นและสร้างแคมเปญที่มี Impact สูงสุด

วิดีโอสั้น และ Influencer Marketing ก็เป็นเทรนด์ที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะการเลือก Influencers ที่สามารถสร้างความเชื่อมั่น และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จริง ไม่ใช่แค่จำนวนผู้ติดตาม      แต่ต้องดูจาก Engagement และ Affinity กับแบรนด์

]]>
1517616