M STUDIO – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 05 Feb 2026 12:12:11 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ‘M Studio’ ฉายภาพวงการ ‘หนังไทย’ เข้าสู่ยุคทอง จนทุนจากนอกอุตสาหกรรมหลั่งไหลเข้ามาร่วมวง! https://positioningmag.com/1558116 Thu, 05 Feb 2026 07:20:00 +0000 https://positioningmag.com/?p=1558116 หลายคนน่าจะเห็นข่าวที่ Big C บริษัทรีเทลรายใหญ่ของไทย ผนึกกับช่อ One 31 จัดตั้งบริษัทตั้ง บริษัท บิ๊ก วัน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (BIG ONE ENTERTAINMENT COMPANY LIMITED) เพื่อทำธุรกิจคอนเทนต์ แต่ไม่ใช่แค่ Big C เท่านั้น แต่ดูเหมือนตอนนี้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกลับกลายเป็นจุดหมายของนักลงทุนจากทุกอุตสาหกรรม ทาง M Studio ก็ได้มาฉายภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ที่ดูเหมือนกำลังเข้าสู่ ยุคทอง แบบสุด ๆ 

จุดเปลี่ยนสำคัญคือโควิด

สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม สตูดิโอ จำกัด (M STUDIO) ฉายภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยว่า นับตั้งแต่ปี 2022 ที่ บุพเพสันนิวาส 2 จากค่าย GDH ทำรายได้สูงกว่า 390 ล้านบาท ทั่วประเทศ และถือเป็นหนังไทยเรื่องเดียวในปีนั้นที่ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท จากนั้นก็มีหนังที่ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาทมาต่อเนื่อง บางปีมีถึง 5-8 เรื่อง

“อย่างในปี 2023 มีภาพยนตร์ 100 ล้านถึง 4 เรื่อง มาปี 2024 มีมากถึง 8 เรื่อง และในปี 2025 ที่แม้จะเผชิญกับความท้าทายทั้งจากภัยพิบัติ ภาวะสงคราม แต่ก็มีหนังไทยเกิน 100 ล้านถึง 5 เรื่อง ทำรายได้รวมกว่า 1,500 ล้านบาท”

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยคึกคักขึ้น สุรเชษฐ์ มองว่า เป็นเพราะ COVID-19 เพราะทั้ง ผู้บริโภคเองก็ได้ใช้เวลาเสพคอนเทนต์ไทยมากขึ้น ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ผลิตก็มีเวลาในการขัดเกลาบท พัฒนาโปรดักส์ ชั่น เมื่อคอนเทนต์ไทยดีขึ้น ผู้บริโภคก็กลับมาดู

“คนดูยุคนี้เราทิ้งเขาไม่ได้ เพราะเขาพร้อมทิ้งเรา ดังนั้น จะเห็นว่าหนังไทยสมัยนี้มีแต่จะเพิ่มงบ เน้นคุณภาพ จากเดิมงบทำหนังลดลงตามการเติบโตของเศรษฐกิจ”

ใคร ๆ ก็อยากเข้ามาเพราะเห็นโอกาส

จากการที่อุตสาหกรรมเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ในปี 2025 นี้ จะเริ่มเห็นธุรกิจจากอุตสาหกรรมอื่น ตบเท้าเข้ามาในอุตสาหกรรมบันเทิงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ค้าปลีก หรือ สื่อ เข้ามาร่วมลงทุนในภาพยนตร์มากขึ้น เป็นเพราะปัจจุบัน คอนเทนต์สามารถทำรายได้จาก หลายมิติ มากขึ้น ไม่ใช่แค่รายได้จากโรงภาพยนตร์เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการ ขายไปต่างประเทศ, การขายให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง รวมถึงใช้ Product Placement 

ปัจจุบัน M Studio มีพันธมิตรในประเทศที่ร่วมลงทุนประมาณ 9 ราย ได้แก่ ช่อง 3, ช่อง 7, Mono (โมโน), Workpoint (เวิร์คพอยท์), Plan B (แพลน บี), Kantana (กันตนา), T&B Media, CP Group และอื่น ๆ นอกจากนี้ กำลังพูดคุยกับพันธมิตรจากต่างประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

“เมื่อพวกเขาเชื่อว่าหนังไทยมีโอกาส พวกเขาก็ลงทุน ในทางตรงกันข้าม หากธุรกิจไหนเบาลง การลงทุนก็อาจจะน้อยลง นี่คือเทรนด์ ซึ่งหนังไทยตอนนี้มีโอกาสจากช่องทางจำหน่ายอื่น ๆ ค่อนข้างเยอะ”

ต่างชาติสนใจหนังไทยขึ้นมาก

“ปกติไปนัดเขาเป็นปีก็ยังไม่ให้เจอเลย แต่ตอนนี้เขาเปิดรับ” สุรเชษฐ์ เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของคอนเทนต์ไทย โดย สุรเชษฐ์ เล่าถึงความสำคัญในการเป็นพันธมิตรกับต่างชาติว่า การได้พันธมิตรระดับโลกอย่างเกาหลีและญี่ปุ่น สามารถช่วยเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้ ครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • เงินทุน
  • เรื่องสตอรี่และความคิดสร้างสรรค์
  • การพาหนังไทยเข้าสู่ตลาดโลคอล
  • การจัดจำหน่ายไปทั่วโลก

“มันช่วยทุกด้าน อย่างเกาหลีเขาก็มีจุดแข็งเรื่องบท เงินทุนเขาก็มี แต่ที่สำคัญคือ หนังไทยจะเข้าสู่ประเทศเขาได้ เพราะปกติญี่ปุ่นและเกาหลีมีตลาดภายในประเทศที่แข็งแรงมาก ยังไม่เคยมีหนังไทยเข้าไปฉายในญี่ปุ่นหรือเกาหลีทุกปีอย่างจริงจัง เราอยากได้โลคอลมาร์เก็ตที่แข็งแรงและใหญ่”

2026 หนังไทยทำรายได้มากกว่าหนังนอก

สำหรับภาพรวมปี 2026 นี้ มีโอกาสที่ หนังไทยจะมีสัดส่วนรายได้มากกว่าหนังต่างประเทศ เนื่องจากปีนี้มีภาพยนตร์ไทยลงโรงฯ กว่า 60 เรื่อง ซึ่งถือว่าเยอะกว่าปีก่อน ในส่วนของ M STUDIO เองวางแผนส่งภาพยนตร์เข้าฉายรวมกว่า 17 เรื่อง ได้แก่ 

1.กิ่งแก้ว (ร่วมทุนกับ MI GROUP และแม่เรียงฟิล์ม)

2.ราคี (ร่วมทุนกับ Be On Cloud)

3.GhostBoard กล่องผีสุ่มวิญญาณ (ร่วมทุนกับ สะดวกรัชโยธิน)

4.อ้ายต้าวเอวหวาน (ร่วมทุนกับ MONO Original)

5.ยายสปีด (ร่วมทุนกับ Media Studio ในเครือช่อง7)

6.เห้งเจีย แจ๊ส (ร่วมทุนกับ MONO Original)

7.เหมรุย 2 (ร่วมทุนกับแม่เรียงฟิล์ม)

8.สาปเมือง (ร่วมทุนกับ KLK Studio)

9.ของแขก 2 (ร่วมทุนกับมณวิจิตร)

10.สุขสุดท้าย (ร่วมทุนกับ ช่อง 3)

11.คำสารภาพของหมอผี (ร่วมทุนกับ MI Group และ The Ghost Radio)

12.God Skin (ร่วมทุนกับ Workpoint ในนาม คาร์แมนไลน์)

13.สมิงเขาขวาง (ร่วมทุนกับ ช่อง 3)

14.นาคี 3 (ร่วมทุนกับ ร่วมทุนกับ MONO Original)

15.EXCHANGE เรียน แลก ผี (ร่วมทุนกับ Plan B Media)

16.อีเรียมซิ่ง

17.Bitbybit (ร่วมทุนกับ Bitkub)

รัฐบาลสนับสนุนดีแล้ว แต่ต้องสานต่อ

เมื่อถามว่าอยากให้ รัฐบาลใหม่ ที่กำลังจะจัดตั้งในปีนี้สนับสนุนด้านไหน สุรเชษฐ์ มองว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลก็ถือว่าสนับสนุนอย่างดีแล้ว ตัวอย่างเช่น งาน Cannes Film Festival รัฐบาลสนับสนุนให้ไปสร้าง Thailand Pavilion โดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าบูธ และการทำ Pavilion ขนาดใหญ่ก็ทำให้ดึงดูดความสนใจได้มากกว่าบูธเล็ก ๆ กระจัดกระจาย นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังพยายามทยอยหามาตรการส่งเสริมสนับสนุนเรื่องการผลิต ดังนั้น อยากให้รัฐบาลใหม่สานต่อมากกว่า

“ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ให้ความรักและสนับสนุนคอนเทนต์ เรียกว่าดีมากแล้ว แต่ถ้าถามว่าอยากได้เพิ่ม ยินดีเลย อยากให้ครบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาถ่ายทำในไทย สนับสนุนด้านการตลาดและจัดจำหน่าย และสุดท้าย ด้านการศึกษา นี่คืออาจจะเป็นข้อแรกที่อยากได้มากที่สุด เพราะมองระยะยาวไกลๆ เกาหลีมันเกิดขึ้นมาได้ก็ต้องเริ่มจากคนก่อน”

ครองเบอร์ 1 หนังไทย 3 ปีซ้อน

ในปี 2025 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 1,518.25 ล้านบาท โดยรายได้ของ M STUDIO ที่รวมหนังไทยที่สตูดิโอรับจัดจําหน่ายรวมประมาณ 930.9 ล้านบาท ซึ่งครองสัดส่วนรายได้เป็น 61% ของตลาดรวม ส่งผลให้ M STUDIO เป็น สตูดิโอผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ไทยอันดับ 1 ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน 

“วันนี้หนังไทยไม่ได้แข่งกันแค่จำนวนเรื่อง แต่แข่งกันที่ ‘คุณค่าของคอนเทนต์’ และความสามารถในการต่อยอดในระยะยาว”

]]>
1558116
มองตลาด ‘หนังไทย’ ในช่วงขาขึ้น ที่ทำให้ ‘ช่อง 3’ กลับมาลงทุนอีกครั้งในรอบเกือบ 20 ปี https://positioningmag.com/1464441 Thu, 29 Feb 2024 05:20:44 +0000 https://positioningmag.com/?p=1464441 ขนาดในวงการ สตาร์ทอัพ ยังเคยล้อวงการ หนัง ว่ากู้เงินมาลงทุนยากพอ ๆ กัน เพราะความเสี่ยงสูง แต่ดูเหมือนว่าหลังช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา วงการ หนังไทย หรือ ภาพยนตร์ไทย ก็เริ่มกลับมาได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะปี 2023 ที่ผ่านมา สัดส่วนรายได้ของหนังไทยสามารถแซงหน้าหนังฮอลลีวูดที่ 55% : 45% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในวงการ 

โรงภาพยนตร์มากขึ้น ก็ทำรายได้มากขึ้น

ในช่วง 20 ปีมานี้ จำนวนหนังไทยที่ฉายต่อปีมีอยู่ราว 50 เรื่อง ส่วนภาพยนตร์จากต่างประเทศฉายประมาณ 200-300 เรื่อง ซึ่งถ้าเทียบกันแล้วหนังไทยถือว่ามีสัดส่วนน้อยมาก แม้จำนวนจะน้อยกว่าหลายเท่า แต่ปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีแรกที่สัดส่วนรายได้หนังไทยสูงกว่าหนังฮอลลีวูด ด้วยสัดส่วน 55 : 45 จากในอดีตที่สัดส่วนจะหนังฮอลลีวูดจะอยู่ที่ 80 : 20

โดยหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้รายได้ของหนังไทยเติบโตมากขึ้นก็เป็นผลมาจาก จำนวนโรงภาพยนตร์ ที่มีมากขึ้น สามารถกระจายไปถึงระดับชุมชน อย่างใน เครือเมเจอร์ฯ มีโรงภาพยนตร์ทั้งหมด 180 สาขา รวม 838 โรงภาพยนตร์ ส่วนเครือ SF มีโรงภาพยนตร์อยู่ในเครือ 66 สาขา รวม 400 โรงภาพยนตร์ ด้วยจำนวนโรงภาพยนตร์ที่มากขึ้น ก็ทำให้หนังไทยมีโอกาสทำรายได้ได้มากขึ้น ดังนั้น จะเห็นว่ามีหนังไทยหลายเรื่องทำรายได้หลัก 100 ล้านบาทในวันเดียว

“เราเริ่มเห็นเทรนด์ในหลายประเทศที่รายได้จากหนังโลคอลเริ่มมีแชร์สูงขึ้น เนื่องจากคุณภาพที่สูงขึ้น และคนโลคอลก็ยังสนับสนุนหนังของตัวเอง” สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร M Studio กล่าว

ผู้ชมเปิดใจกับภาพยนตร์โลคอล

การมาของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งไม่ได้เป็นคู่แข่งกับโรงภาพยนตร์ เพราะหลังจากหมด COVID-19 โรงภาพยนตร์ก็กลับมาอีกครั้ง เพราะโรงหนังเป็นการ ขายประสบการณ์ บางคนมาดูหนังกับเพื่อน กับแฟน กับครอบครัว นอกจากนี้ แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งก็มีส่วนช่วยให้คนเปิดใจรับชมโลคอลคอนเทนต์ หรือคอนเทนต์จากประเทศอื่น ๆ ไม่ใช่ฮอลลีวูดมากขึ้น

“เราจะเห็นว่าคอนเทนต์อันดับ 1 ในหลายแพลตฟอร์มไม่ใช่คอนเทนต์จากฝั่งฮอลลีวูด แต่มีทั้งเกาหลีใต้, ตุรกี, อเมริกาใต้ ผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มเปิดใจกับคอนเทนต์ของประเทศอื่น ๆ มากขึ้น”

ดังนั้น ทิศทางการเติบโตของหนังไทยก็มาจากการยอมรับของคนไทยที่เปิดใจมากขึ้นด้วย อาทิ ภาพยนตร์ สัปเหร่อ หรือ ของแขก ที่ดูเป็นภาพยนตร์เฉพาะกลุ่มแต่ก็สามารถประสบความสำเร็จได้

พลังนักแสดงและมีเดียของพาร์ตเนอร์

อีกปัจจัยที่ทำให้หนังไทยมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นก็คือ การที่บริษัทผู้ผลิตหนังได้ พาร์ตเนอร์ ที่แข็งแรง อย่างเช่น ช่อง 3 ที่เป็นพาร์ตเนอร์กับ M STUDIO ทำให้ภาพยนตร์ที่สร้างนั้น ๆ ได้ ศิลปิน ระดับแม่เหล็กของช่อง 3 รวมถึงได้ มีเดียของช่อง 3 ด้วย ซึ่งในส่วนนี่ก็จะช่วยดึงดูดกลุ่มแฟนคลับของศิลปิน ช่วยโปรโมตให้ภาพยนตร์เข้าถึงวงกว้าง รวมถึงการดึงแบรนด์มาเป็นสปอนเซอร์ได้อีกด้วย

ที่น่าสนใจคือ ช่อง 3 หรือ BEC world ได้ร้างราจากการลงทุนทำหนังไปเกือบ 20 ปี นับตั้งแต่บริษัทในเครืออย่าง ฟิล์มบางกอก ที่ผลิตภาพยนตร์คุณภาพ อาทิ ฟ้าทลายโจร, บางระจัน ได้ปิดตัวไปในปี 2005 จนมาปี 2022 ที่ช่อง 3 ได้ลงทุนในการทำหนังอีกครั้ง ผ่านการเป็นพาร์ตเนอร์กับ M Pictures ผลิตภาพยนตร์ บัวผันฟันยับ และในปี 2023 เรื่อง ธี่หยด

ไม่ใช่แค่ขาขึ้น แต่ทีวีต้องหาโอกาสใหม่ ๆ

การที่ผู้ผลิตหนังจะหาพาร์ตเนอร์จากทีวีถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากประโยชน์ที่ได้รับก็มีส่วนช่วยให้หนังประสบความสำเร็จง่ายขึ้น ขณะที่สื่อทีวีเองก็ต้องพยายามหารายได้ใหม่ ๆ เข้ามา เพราะ รายได้โฆษณาของทีวี ลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากผู้บริโภคย้ายไปอยู่บนออนไลน์ ขณะที่คอนเทนต์ที่เคยเป็นจุดเด่นของทีวีอย่าง ละคร ก็ไม่ได้เป็นคอนเทนต์หลักที่ใช้ดึงดูดผู้ชม กลายเป็นรายการ ข่าว ที่เป็นคอนเทนต์ที่ขายได้ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ช่อง 3 จะกลับมาลงทุนในธุรกิจภาพยนตร์อีกครั้ง เพื่อหาโอกาสสร้างรายได้ใหม่ ๆ

สำหรับปี 2024 นี้ ช่อง 3 ได้ร่วมลงทุนกับ M STUDIO ในการผลิตภาพยนตร์ 2 เรื่อง ได้แก่ ธี่หยด 2 และ มานะแมน โดย เทรซี แอนน์ มาลีนนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่ม บมจ.บีอีซี เวิลด์ เปิดเผยว่า ช่อง 3 จะร่วมทุนแบบ 50:50 กับบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์ และพร้อมจะร่วมทุนกับทุกค่ายถ้าภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ น่าสนใจ และช่อง 3 ก็มองว่า รายได้จากภาพยนตร์อาจเป็นขาสำคัญในอนาคต โดยปัจจุบันรายได้ 85% ของบริษัทมาจากโฆษณา อีก 15% มาจากอื่น ๆ รวมถึงภาพยนตร์

ปั้นจักรวาลภาพยนตร์ตามรอยฮอลลีวูด

สุรเชษฐ์ มองว่า อีกเทรนด์ที่เห็นของวงการหนังไทยก็คือ เริ่มเป็น แฟรนไชส์หรือจักรวาลภาพยนตร์ เช่น จักรวาลไทบ้าน เดอะ ซีรีส์ ดังนั้น การต่อยอดจากหนังที่ประสบความสำเร็จ ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะทำให้หนังไทยเติบโตได้ เหมือนกับหนังฮอลลีวูดที่เมื่อหนังประสบความสำเร็จก็จะทำเป็นแฟรนไชส์หรือจักรวาลภาพยนตร์ออกมา เพราะตอนนี้หนังไทยเริ่มสร้างแฟนคลับ ดังนั้น แนวคิดการทำภาพยนตร์จากนี้ต้องต่อยอดเป็นแฟรนไชส์ได้ด้วย

“อย่างธี่หยดที่ประสบความสำเร็จไป เราเลยทำธี่หยด 2 ซึ่งเราก็คาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จในระดับเดียวกันกับภาคแรกที่ทำรายได้แตะ 500 ล้านบาท ซึ่งเรามองว่ามันต่อยอดไปได้อีก เช่น สปินออฟของตัวละครในหนัง”

สุดท้ายกลับมาเรื่องคุณภาพ

สุรเชษฐ์ ทิ้งท้ายว่า ตอนนี้โอกาสของภาพยนตร์เปิดกว้างไม่ใช่แค่ฉายในไทย แต่สามารถนำไปขายในต่างประเทศรวมถึงแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งได้ หนังบางเรื่องสามารถขายได้ทุนคืนตั้งแต่ยังไม่ฉาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณภาพต้องดี ซึ่งถ้าหนังไทยในยุคที่ประสบความสำเร็จแบบนี้ก็จะยิ่งดึงดูดคนเก่ง ๆ ให้มาทำหนัง ดังนั้น มั่นใจว่ารายได้จากหนังไทยปีนี้จะมากกว่าหนังฮอลลีวูด อย่างในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2023 มีภาพยนตร์ 3 เรื่องที่มีคนดูมากกว่า 20 ล้านคน ทำรายได้รวมกันกว่าพันล้านบาท ได้แก่ สัปเหร่อ, ธี่หยด และ 4 King 2

“ตอนนี้หนังไทยเป็นที่ยอมรับในหลายประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน อย่างธี่หยดก็ขึ้นอันดับ 1 ในเวียดนาม ต่างประเทศยอมรับหนังไทยเนื่องจากเนื้อหาที่สดใหม่ มีความลึกซึ้ง ดังนั้น โจทย์แรกที่จะทำให้หนังไทยประสบความสำเร็จในตลาดโลกได้คือ ต้องเป็นคอนเทนต์คุณภาพ พอประสบความสำเร็จ ต่างชาติก็จะหันมาเสพผลงานของไทย”

]]>
1464441