Tops – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 02 Apr 2026 01:04:21 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ยลโฉม ‘No Brand’ สาขาแรกเซ็นทรัล บางนา! ขนสินค้าเกาหลี ‘ราคาต่ำร้อย’ รับเทรนด์คุ้มค่ามาก่อนชื่อแบรนด์ https://positioningmag.com/1567381 Wed, 01 Apr 2026 14:52:30 +0000 https://positioningmag.com/?p=1567381 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เซ็นทรัล รีเทล ก็มาถูกจังหวะ โดยการเปิดตัวร้าน No Brand แบรนด์สินค้าราคาคุ้มค่าจากเครือ Emart ห้างยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ มาเปิดร้านสแตนด์อโลนแห่งแรกในประเทศไทยที่ เซ็นทรัล บางนา เพื่อตอบโจทย์    ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ ‘ความคุ้มค่า’ มากกว่าชื่อแบรนด์

No Brand เป็นใคร

ถ้าไม่เคยไปเที่ยวเกาหลีใต้ หรือเป็นติ่งเกาหลี อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อของ No Brand มาก่อน ซึ่งแม้จะชื่อว่า No Brand (ไม่มีชื่อแบรนด์) แต่กลับเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดย No Brand ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์สินค้าจากเครือ Emart ห้างยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ โดยเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2015 ในคอนเซ็ปต์ว่า ไม่เน้นแบรนด์ เน้นคุณภาพ เพื่อให้สามารถทำราคาออกมาให้ดีที่สุด

หรือก็คือ แทนที่จะต้องเจียดงบการตลาดไปสร้างแบรนด์ ก็เอางบทั้งหมดจะไปลงทุนที่สินค้าเป็นหลัก สื่อสารให้ลูกค้ารู้กันชัด ๆ ไปเลย และถ้าของดีลูกค้าจะบอกต่อกันเอง ดังนั้น สินค้าของ No Brand จะมีแพ็กเกจจิ้งที่จะตรงไปตรงมา เน้นฟังก์ชันนอล แต่ก็ยังจดจำได้ด้วย โทนสีเหลืองสดใส

จากตอนแรกที่มีสินค้าเพียง 9 รายการ ภายใน 16 เดือนสามารถขยายเป็น 300 รายการ และเพียงปีเดียวสามารถทำยอดขาย 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และภายใน 5 ปีพุ่งแตะ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แบรนด์มีรายได้เติบโตสูงถึง 60 เท่า มีลูกค้าสะสมกว่า 310 ล้านคน สินค้ามากกว่า 1,600 รายการ พันธมิตรซัพพลายเออร์กว่า 650 ราย และออกสินค้าใหม่กว่า 300 รายการต่อปี ก่อนขยายสู่กว่า 20 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ลาว และมองโกเลีย

Byoung-Kan Roh Head of No Brand Division, Emart

 

ถูกจังหวะกว่าที่คิด

แม้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่ากระแส K-Culture เริ่มซาลงหรือไม่ เพราะตอนนี้คนไทยหลายคนหาทางข้ามกำแพงเมืองจีนไม่ไหว แต่ในภาพใหญ่ มูลค่าตลาด K-Content และ K-Products ทั่วโลกปัจจุบันอยู่ที่กว่า 76,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2.7 ล้านล้านบาท) และคาดว่าจะขยายตัวเกือบเท่าตัวแตะ 143,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.1 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030

และจากตัวเลขการ นำเข้าสินค้าเกาหลีสู่ไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมายังเติบโตเฉลี่ย +8.3% ต่อปี และในปีล่าสุดเติบโตถึง 2 หลัก สะท้อนว่าดีมานด์ยังคงแข็งแกร่ง ดังนั้น ธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล มองว่า เทรนด์ K-Culture ในไทยยังไปได้

นอกจากนี้ ธนวัตร มองว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ทั้งผลกระทบจากความขัดแย้งระดับโลกที่กดดันต้นทุนวัตถุดิบและค่าพลังงาน ไม่ได้เป็นอุปสรรค แต่กลับเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจเรื่อง คุ้มค่า มากกว่าแบรนด์ สะท้อนจากข้อมูลวิจัยของ NIQ ที่ระบุว่าผู้บริโภคไทยถึง 79% ให้ความสำคัญกับราคาเพิ่มขึ้น 6 points จากปีที่แล้ว และอีก 91% ยินดีจ่ายเพิ่มหากได้คุณภาพที่ดีขึ้นในราคาที่สมเหตุสมผล ขณะที่ 69% ต้องการประสบการณ์ใหม่ในการช้อปปิ้ง

ธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล

พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นจากตัวเลขที่ว่า ผู้บริโภคกว่า 51% สามารถ จดจำราคาสินค้า ส่วนใหญ่ได้และรับรู้ทุกการเปลี่ยนแปลง สอดคล้องกับเทรนด์ Smart Shopper ที่กำลังเติบโตในไทย ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ได้มองหาของถูก แต่มองหาของที่ ดีและคุ้มค่า ซึ่งเป็นจุดที่ No Brand ตอบโจทย์ได้ตรงจุด

“ปัญหาเศรษฐกิจคือโอกาสของ No Brand เพราะไม่ใช่แค่กระแสเกาหลี แต่เป็นเรื่อง Smart Value ที่ผู้บริโภคใส่ใจมากขึ้น คนเริ่มอ่านฉลาก เปรียบราคา และตัดสินใจซื้อด้วยข้อมูลมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ไม่ได้ต้องการแค่ซื้อของ แต่ต้องการประสบการณ์ที่ดี มาผ่อนคลาย และได้รับสิ่งใหม่ ๆ กลับไปด้วย” ธนวัตร กล่าว

พิสูจน์แล้วในไทย ก่อนกล้าลงทุนเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม การเปิดสาขาสแตนด์อโลนในครั้งนี้ไม่ใช่การลองตลาด แต่เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จที่พิสูจน์มาแล้วกว่า 3 ปี โดย จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม เล่าว่า เซ็นทรัล รีเทล เริ่มนำสินค้า No Brand เข้ามาวางจำหน่ายใน TOPS ตั้งแต่ปลายปี 2022 ครอบคลุมกว่า 170 สาขา และยอดขายเติบโตกว่า 1.5 เท่า ในช่วงปี 2023–2025

แม้ว่าจะมีการเปิด No Brand แบบสแตนด์อโลน แต่ จักรกฤษณ์ มองว่า ไม่ได้ทับซ้อน กับสินค้าที่วางขายใน TOPS ในปัจจุบัน แต่สินค้าใน TOPS จะยิ่งช่วยสร้าง Awareness ให้กับ No Brand ในวงกว้าง

“ความร่วมมือนี้เป็น Win-Win เพราะ TOPS ช่วยขยาย Visibility ให้ No Brand ขณะที่ No Brand ดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่เข้าสู่เครือข่ายของเซ็นทรัล รีเทล” จักรกฤษณ์ กล่าว

ทั้งนี้ รูปแบบการร่วมมือของ เซ็นทรัล รีเทล คือการ ซื้อมาสเตอร์แฟรนไชส์ No Brand จาก Emart โดย Emart รับผิดชอบด้านการจัดหาและซัพพลายสินค้า ถ่ายทอดแนวทางการออกแบบและก่อสร้างร้าน รวมถึงการจัดวางสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานแบรนด์ระดับสากล ขณะที่ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในด้านโมเดลธุรกิจ การคัดสรรสินค้า กลยุทธ์การตลาด และการเลือกทำเล

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการนำ House Brand ของเซ็นทรัล รีเทล ไปวางจำหน่ายในเครือ Emart ต่างประเทศ ต่อยอดจากที่เคยส่งออกสินค้า Own Brand ไปยังสิงคโปร์และหลายประเทศมาแล้ว

No Brand ในไทยไม่ได้เหมือนเกาหลี 100%

สำหรับ No Brand ที่เลือกเซ็นทรัล บางนาเป็นสาขาแรก เนื่องจากต้องการจับกลุ่มลูกค้ากลุ่มครอบครัว มีกำลังซื้อระดับ B+ และ TOPS ที่สาขาเซ็นทรัล บางนา ยังติด Top 5 ของสาขาที่ทำรายได้สูงสุดของเครือ

โดย No Brand สาขาเซ็นทรัล บางนา ได้ออกแบบในคอนเซ็ปต์ Daily Korea Flavor Destination หรือร้านที่ลูกค้าสามารถแวะได้ทุกวัน บนพื้นที่ประมาณ 250 ตารางเมตร ในสไตล์มินิมอล เข้าง่าย ออกง่าย เปิดให้บริการทุกวัน 09.00–21.00 น.

ภายในร้านมีสินค้ากว่า 2,200 รายการ แบ่งเป็นสินค้าเกาหลี 70% และสินค้าไทย 30% โดยมีสินค้า No Brand แท้ 390 รายการ และสินค้านำเข้าตรงจากเกาหลีอีก 170 รายการ ครอบคลุมทั้งกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม ของสด Health & Beauty และของใช้ในบ้าน นอกจากนี้ยังมีสินค้า SME ไทยประมาณ 20% ที่หาซื้อได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น

จุดที่แตกต่างจาก No Brand ในเกาหลีอย่างชัดเจน คือการเพิ่ม Street Food และกาแฟ ซึ่งเป็น Exclusive เฉพาะในไทย เพื่อตอบโจทย์วัฒนธรรมการกินของคนไทยและสร้างประสบการณ์ที่ครบครัน ขณะที่สินค้าบางรายการยังมีการปรับสเปกและรสชาติให้เหมาะกับผู้บริโภคชาวไทยโดยเฉพาะ

ด้านราคาสินค้ากว่า 45% มีราคาต่ำกว่า 100 บาท สินค้าราคาสูงสุดอยู่ที่ หลักพันบาท ครอบคลุมตั้งแต่ของกินไปจนถึงกระทะและเครื่องสำอาง

แผนขยายและช่องทางออนไลน์

เซ็นทรัล รีเทล ตั้งเป้า เปิดสาขาที่ 2 ช่วงปลายไตรมาส 3 ปีนี้ และขยายให้ครบ 10 สาขา ทั่วประเทศภายใน 3 ปี โดยเน้นทำเลศักยภาพสูงที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ส่วนขนาดร้านในอนาคตอาจปรับให้ใหญ่กว่า 250 ตารางเมตร โดยขึ้นอยู่กับการตอบรับของลูกค้าและเทรนด์ตลาด เนื่องจาก No Brand มีรูปแบบสาขาที่หลากหลายตั้งแต่ 250–1,000 ตารางเมตร

สำหรับช่องทางออนไลน์ ขณะนี้ยังเน้นหน้าร้านเป็นหลัก แต่จะมีสินค้าบางส่วนที่จำหน่ายผ่าน TOPS ออนไลน์ควบคู่กันไปด้วย

]]>
1567381
ไม่ใช่ประเพณีแต่เป็นการลงทุน! ‘Tops’ ประเมิน ‘ตรุษจีน’ นี้เงินสะพัดทะลุ 5 หมื่นล้าน โต 5-10% เพราะมีปีละครั้งต้องใช้ ‘ของดี’ https://positioningmag.com/1557081 Wed, 28 Jan 2026 13:37:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1557081 Tops เผยผลสำรวจพฤติกรรมนักช้อปตรุษจีนยุคใหม่ พบ 5 เทรนด์สำคัญ เน้นคุณภาพมากกว่าราคา วางแผนการใช้จ่าย และลดขยะอาหาร ขณะที่ตลาดโมเดิร์นเทรดคาดเติบโต 3.7% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ตลาดตรุษจีนทะลุ 5 หมื่นล้านบาท คาดโต 5-10%

แม้ว่าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจะไม่ได้ดีนัก ผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่าย แต่ จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล มองว่า ช่วง เทศกาลตรุษจีน ปี 2026 ตลาดมีโอกาสเติบโตได้ถึง 5-10% มีมูลค่าเงินสะพัดทะลุ 50,000 ล้านบาท เนื่องจากไม่ใช่แค่เป็นวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกของคนไทยเชื้อสายจีน แต่ยังเป็นเรื่องของ ความเชื่อและความหวัง ในการไหว้ขอพร

“ตรุษจีนปีก่อนเงินสะพัด 51,781 ล้านบาท เติบโต 4.5-4.6% ดังนั้น ปีนี้ด้วยโมเมนตัมของเทศกาลที่มีเพียงปีละครั้ง กำลังซื้อที่ยังคงมีอยู่ การจับจ่ายช่วงตุรษจีนยังเติบโต”

จักรกฤษณ์  จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล

ผู้หญิง Gen X-Y ผู้กุมบังเหียนการจับจ่าย

จากผลสำรวจพบว่า การจับจ่ายที่มากที่สุดในช่วงตรุษจีนเป็น Gen X (48%) และ Gen Y (30%) และเป็น  ผู้หญิง (75%) ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มรายได้ระดับ กลางถึงบน อาศัยในพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล (80%) โดย 96% เป็นการซื้อผ่านช่องทาง Offline เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อเป็นของสด ทำให้ผู้บริโภคต้องการเห็นและเลือกด้วยตนเอง 

44% ให้ความสำคัญกับการไหว้แบบเคร่งครัด โดยต้องทำความสะอาดบ้านก่อน เตรียมเสื้อผ้าใหม่ เลือกซื้อสินค้าไหว้ให้ถูกต้องตามประเพณี จัดวางโต๊ะไหว้ให้ถูกทิศ และพูดแต่สิ่งดี ๆ เป็นมงคลเท่านั้น

มองตรุษจีน = ลงทุน

84% ยืนยันว่าต้องซื้อผลไม้และเลือกผลไม้ที่เป็นมงคล ขณะที่ 55% ยังคงซื้อแม้ไม่มีโปรโมชั่น เพราะมองว่าตรุษจีนมีปีละครั้ง เป็นการ “ลงทุน” ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั่วไป โดยปัจจัยตัดสินใจซื้อ คือ 

  • ความสด (Freshness) 
  • คุณภาพ (Quality) 
  • ราคา (Price) 

วางแผนสั่งล่วงหน้าเพื่อการันตีได้ของครบ

แม้ราคาจะไม่ใช่ส่วนที่ใช้ในการตัดสินใจเป็นอันดับแรก ๆ แต่ 40% มีการวางแผนล่วงหน้า โดย 57% กลัวเรื่องราคาสินค้าที่อาจปรับขึ้น ดังนั้น การวางแผนช่วยให้ควบคุมงบประมาณได้ดีขึ้น ได้สินค้าครบถ้วน หลีกเลี่ยงความเครียดในนาทีสุดท้าย และใช้ประโยชน์จากโปรโมชั่น Pre-order โดย งบประมาณเฉลี่ยต่อครั้งการไหว้อยู่ที่ 2,500-3,000 บาท

นอกจากนี้ 63% ของลูกค้าเริ่มซื้อให้พอดีกับการบริโภค ซื้อให้เหมาะกับขนาดครอบครัว และบริหารจัดการให้ไม่เกิด Food Waste โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials ที่มีจิตสำนึกเรื่องความยั่งยืนสูง สุดท้าย 67% มองว่าโมเดิร์นเทรดเป็น Destination สำคัญ เพราะ มาที่เดียวครบ จบทุกอย่าง ตอบโจทย์คนทำงานที่ไม่มีเวลามาก ไม่ต้องไปหลายที่ และประหยัดเวลา

วิเคราะห์พฤติกรรม 3 วันทองตรุษจีน

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ “วันจ่าย” เป็นวันพีคที่สุด ยอดขายเติบโต 188% เมื่อเทียบกับวันธรรมดา และ Basket Size เพิ่มขึ้น 64% วันที่ 16 กุมภาพันธ์ “วันไหว้” ผู้บริโภคซื้ออาหารสดในนาทีสุดท้ายเพื่อความสดใหม่ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ “วันตรุษจีน/วันเที่ยว” รับประทานอาหารนอกบ้านและพาครอบครัวไปเที่ยว

โดยการกระจายงบประมาณช่วงตรุษจีน พบว่า อาหารและเครื่องดื่ม 52% เป็นหมวดใหญ่สุด ทั้งรับประทานนอกบ้านและซื้อวัตถุดิบมาทำกินเอง ตามด้วยซองอั่งเปา 29% สำหรับแจกให้ลูกหลานและคนในครอบครัว และ อื่น ๆ 19% ได้แก่ของตกแต่ง ของประดับ และเสื้อผ้าใหม่

สำหรับกลุ่มสินค้ายอดนิยม Top 3 คือ 

  • Cleaning Products (ซื้อล่วงหน้า) 
  • Fresh Food (ซื้อใกล้วันเทศกาล) 
  • Cooking Ingredients 

แก้ 4 Pain Points ลูกค้า ดันยอดโต 20%

จากการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคมี 4 ความกังวลหลัก ซึ่งเป็นโอกาสในการพัฒนากลยุทธ์ ได้แก่

  1. ความกลัวทำผิดประเพณี – ไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไร ต้องตั้งโต๊ะหันทิศไหน วางอะไรตรงไหน
  2. ความยุ่งยาก – ต้องซื้อของหลายที่ สิ้นเปลืองเวลาและพลังงาน
  3. ความกังวลเรื่องงบประมาณ – ผลจากสภาพเศรษฐกิจปี 2025 ไม่แน่ใจว่าจะควบคุมการใช้จ่ายได้หรือไม่
  4. ข้อจำกัดด้านเวลา – คนทำงานไม่มีเวลามาก ต้องการความสะดวก รวดเร็ว จบในที่เดียว

สำหรับตรุษจีนปีที่ผ่านมา Tops มียอดขายเติบโต 2 หลัก โดยปีนี้ Tops ตั้งเป้าเติบโตที่ 20% โดยจะใช้กลยุทธ์ A.C.E. ประกอบด้วย

A = Assortment (สินค้าครบ ถูกต้อง มีคุณภาพ) โดย อาจารย์ช้าง ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์และฮวงจุ้ย ช่วยคัดเลือกสินค้าที่เป็นมงคล มีครบทุกหมวด ตั้งแต่ Cleaning Products, Fresh Food, Cooking Ingredients, Decorative Items ไปจนถึงซองอั่งเปา จัดเซตสำเร็จรูป ตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ Product Labeling ตามความหมายมงคล เช่น Wealth (ส้มโชคใหญ่), Health (ปลาสด), Love (เชอร์รี่แดง), Prosperity (หัวหมูครบชุด) นอกจากนี้ ยังเพิ่มสินค้ามงคลใหม่ ๆ เช่น กุ้งล็อบสเตอร์, ไข่ปลาคาเวียร์

C = Connect & Customer Empowerment นำ AI มาผสานกับ Data Ecosystem เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เฉพาะบุคคล เช่น ฟีเจอร์ AI Recommendation สำหรับสินค้าไหว้ คำแนะนำตามดวงชะตา/ปีเกิด และการจัดวางโต๊ะไหว้ที่ถูกต้อง 

E = Experience (ประสบการณ์ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง) ครอบคลุมทุกจุดสัมผัส ตั้งแต่ก่อนซื้อ (ให้ความรู้ Planning Tools) ระหว่างซื้อ (จัดวางชัดเจน บริการให้คำปรึกษา) หลังซื้อ (คู่มือการจัดวาง Tips & Tricks)

“AI ช่วยให้เรารู้ว่าใครเป็นลูกค้าเรา และเราควรจะขายอะไรให้เขา ทำให้เราใช้งบการตลาดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการแข่งขันในทุกวันนี้ ชนะกันที่รู้และโดนใจลูกค้า หมดยุคแมส ต้องเพอเซอนอลไรซ์ เพราะถ้าไม่ส่งข้อเสนอที่รู้ใจ เขาก็จะไม่สนใจแอปฯ เราเลย”

เศรษฐกิจฟื้นตัว-ตลาดค้าปลีกเติบโต 3.7%

แม้ปี 2025 อุตสาหกรรมค้าปลีกจะเผชิญกับสิ่งที่ผู้บริหาร Tops เรียกว่า “Perfect Storm” จากปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามระหว่างประเทศ ความขัดแย้งภายในประเทศ ภัยพิบัติธรรมชาติ และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังและชะลอการจับจ่ายใช้สอย

แต่สำหรับปี 2026 ที่เป็นปีม้าไฟ คาดว่าจะเป็น “Perfect Year” เพราะคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าปีที่ผ่านมา โดยตลาดค้าปลีกคาดการณ์เติบโต 3.7% ตามการคาดการณ์ของ SCB EIC (บริษัทวิจัยตลาด) ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตมาจาก 3 เสาหลัก ได้แก่ สินค้าจำเป็น ที่ผู้บริโภคยังต้องซื้ออย่างต่อเนื่องแม้จะระมัดระวังการใช้จ่าย E-commerce ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและแข่งขันสูง และ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค      ที่ปรับตัวสู่รูปแบบใหม่

]]>
1557081
เจาะแคมเปญ ‘สะสมแสตมป์’ จาก ‘ท็อปส์’ ที่ยังใช้ซื้อใจลูกค้าได้เสมอ https://positioningmag.com/1473929 Thu, 16 May 2024 07:18:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1473929 หากพูดถึงแคมเปญ สะสมแสตมป์ เพื่อใช้แลก ของพรีเมียม เป็นอีกกลยุทธ์ที่มักจะเห็นได้บ่อย ๆ จากเชนร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ต ล่าสุด ท็อปส์ (Tops) ก็ออกแคมเปญสะสมแสตมป์กลับมาทำตลาดอีกครั้ง พร้อมกับมาเล่าให้ฟังว่าทำไมแคมเปญถึงได้ผลเสมอ

อินไซต์บอกเองว่าลูกค้าชอบ

จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาดประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จํากัด ได้เล่าว่า จากการทำสำรวจลูกค้าท็อปส์พบว่ากว่า 39% ชื่นชอบโปรโมชั่น และกว่า 25% ชื่นชอบแคมเปญการสะสมแต้มเพื่อแลกของรางวัล

โดยท็อปส์เคยทำแคมเปญสะสมแสตมป์ในปี 2013 ก่อนจะทำอีกครั้งในปีที่ผ่านมา โดยนำคาแรกเตอร์จาก KAKAO FRIENDS มาทำเป็นของพรีเมียมให้แลก ซึ่งสามารถกระตุ้นยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 10% สามารถกระตุ้นจำนวนการซื้อเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4% และเพิ่มจำนวนชิ้นของสินค้าได้เฉลี่ย 9%

แบรนด์ได้ลอยัลตี้

ไม่ใช่แค่ฝั่งลูกค้าที่ชื่นชอบ แต่ แบรนด์ เองก็ชอบกลยุทธ์นี้เช่นกัน เพราะถ้าสินค้าของแบรนด์นั้น ๆ แจกแสตมป์ ก็จะช่วยจูงใจลูกค้าให้ซื้อง่ายกว่า และเป็นไปได้ว่าจะซื้อในปริมาณมาก ๆ ซึ่งก็จะช่วยให้เกิดอยัลตี้ และเปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่นยากมากขึ้น และลูกค้ายินดีที่จะจ่ายมากขึ้น

“แน่นอนว่ามีผู้บริโภคกลุ่มที่ชอบส่วนลด แต่แบรนด์มองว่าเขาสามารถให้ส่วนลดเองได้ ไม่จำเป็นต้องร่วมกับเราก็ได้ แต่พอเป็นการสะสมแสตมป์มันช่วยเรื่องลอยัลตี้ เพราะพฤติกรรมลูกค้าเขาจะดูเลยว่า สินค้าไหนให้แสตมป์เยอะ เขาก็จะซื้อสินค้านั้น ๆ ดังนั้น ตัวเลขการเติบโตของจำนวนสินค้า 9% เป็นแค่ค่าเฉลี่ย บางสินค้าโตได้ถึง 50%”

ของพรีเมียมตัวดึงฐานลูกค้าใหม่ ๆ

เพราะลูกค้าในปัจจุบันมองหา ความคุ้มค่า และ ความเอ็กซ์คลูซีฟ ดังนั้น ของพรีเมียมที่จะดึงดูดให้ลูกค้าสะสมต้องตอบโจทย์ความต้องการตรงนี้ได้ ดังนั้น ของพรีเมียมของท็อปส์จะต้อง ใช้ได้จริง คุณภาพดี และมีความเอ็กซ์คลูซีฟ ดังนั้น สินค้าทั้งหมดจะมีจำนวนจำกัด แต่มั่นใจว่าเพียงพอ

อีกส่วนสำคัญที่จะช่วยดึงดูด ลูกค้าใหม่ ๆ ก็คือ ศิลปิน ที่จะจะช่วยดึงฐานแฟนคลับให้มาสะสม โดยปีที่ผ่านมา ท็อปส์ได้คาแรกเตอร์จาก KAKAO FRIENDS แต่ปีนี้ท็อปส์เลือกจะใช้คาแรกเตอร์จาก 3 ศิลปินไทย โดยมีเป้าหมาย ดึงดูดลูกค้านิวเจน เนื่องจากฐานลูกค้าของท็อปส์ในปัจจุบัน 75.2% อยู่ในช่วงกลุ่ม Gen X และ Gen Y (25-54 ปี) 44% เป็นพนักงานออฟฟิศ โดยลูกค้าผู้หญิงเป็นสัดส่วนถึง 71.8% และผู้ชายมีสัดส่วน 28.2%

มั่นใจศิลปินไทยมั่นใจลูกค้าได้

จักรกฤษณ์ อธิบายว่า ที่ปีนี้ท็อปส์เลือกจับมือกับศิลปินไทยเพราะต้องการ สนับสนุนคนไทย ส่งเสริมความยั่งยืน อีกทั้งต้องการสร้างความแตกต่างจากตลาด และ 3 ศิลปินที่เลือกมาก็คัดแล้วว่ามีฐานแฟนคลับ มีความน่าสนใจ และมีความแตกต่างกันชัดเจน โดยจะมีทั้งความน่ารัก โฉบเฉี่ยว และอาร์ตในตัวเอง ได้แก่

  • Painterbell : เจ้าของผลงาน John Lulu and Friends ที่บอกเล่าเรื่องราวของคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนที่ร่วมมือร่วมใจกันใช้ชีวิตที่คํานึงถึงสิ่งแวดล้อมและเพื่อนร่วมโลก ผสมผสานกับลวดลายที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย
  • Nui Wonderland : เจ้าของนิทรรศการ Nui in Wonderland ที่มีแรงบันดาลใจในการถ่ายทอดความเป็นจริงของโลกที่กําลังเปลี่ยนแปลงและก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วในทุกๆ มิติ มีการสอดแทรกเอกลักษณ์ความเป็นไทยในคาแรกเตอร์ประจําตัวที่มีความยูนีค
  • ARTSTORY by Autistic Thai : กลุ่มศิลปินออทิสติกทั้ง 5 คน ที่ร่วมนําเสนอมุมมองที่แตกต่างในคอนเซ็ปต์ “The town of Galaxtica ประยุกต์ผลงานให้สะท้อนแนวคิดความยั่งยืน

มั่นใจดันยอดโต 2 หลัก และขยายฐาน Gen Z

สำหรับแคมเปญในครั้งนี้ ท็อปส์มองว่าจะช่วยสร้างการเติบโตได้ 2 หลัก และช่วยดึงลูกค้าใหม่ในกลุ่ม Gen Z มาเอนเกจกับแบรนด์มากขึ้น อีกทั้ง แคมเปญนี้จะมาช่วยเพิ่มความตื่นเต้น ความสนุก ให้กับช่วงไตรมาส 2 ที่ถือเป็นช่วงโลว์ซีซั่น เนื่องจากผู้บริโภคจับจ่ายในช่วงสงกรานต์ รวมถึงต้องประหยัดเงินเพื่อใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม

“ช่วงนี้ถือว่าท้าทาย ดังนั้น เราจะทำอย่างไรเพื่อรักษาและขยายฐาน เพิ่มความตื่นเต้น ความสนุกในช่วงนี้ จึงเป็นที่มาของแคมเปญนี้”

สำหรับแคมเปญนี้ ท็อปส์ทุกสาขาเข้าร่วมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Tops, Tops Daily, Tops Food Hall และ Tops Fine Food โดยลูกค้าที่เป็นสมาชิก The1 ช้อปครบทุก 100 บาทต่อใบเสร็จ รับ e-stamp 1 ดวง หรือรับแสตมป์เพิ่มเติม ได้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม – 6 สิงหาคม 2567 และสามารถแลกของสะสมได้ถึงวันที่ 13 สิงหาคม 2567

โดยแบ่งระยะเวลาแลกสินค้าคอลเลกชันของศิลปินเป็น 3 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 แลกซื้อสินค้าคอลเลกชันจากศิลปิน Painterbell ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม – 13 สิงหาคม 2567 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด รอบที่ 2 แลกซื้อสินค้าคอลเลกชันจากศิลปิน Nui Wonderland ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน – 13 สิงหาคม 2567 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด และรอบที่ 3 แลกซื้อสินค้าคอลเลกชันจากศิลปิน ARTSTORY by Autistic Thai ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม – 13 สิงหาคม 2567 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

]]>
1473929