ยังไม่ตายนะจ๊ะ !! “เจ๊ฉอด” ยันวิทยุยังรอด

ยังไงก็ไม่ตาย!! “เจ๊ฉอด” การันตีว่าอีก 3-5 ปีวิทยุก็ยังอยู่รอด แค่ย้ายแต่ไม่ยุบ ไม่ซีเรียสถูกทักว่า “คลื่นหลุดอีกแล้ว” ย้ำชัดๆ ว่าเป็นคนคืนคลื่นเอง แฮปปี้ตอนนี้มี 2 คลื่นกับ 1 วิทยุออนไลน์อยู่ในมือ พร้อมดึงข้อเด่น “ชิลเอฟเอ็ม” เสริมทัพ “104.5 อีเอฟเอ็ม”
เล่นเอาคนฟังช็อกไปตามๆ กันเมื่อเจ้าแม่คลื่นวิทยุ “เจ๊ฉอด สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา” ประกาศคืนคลื่น 94 แล้วโยก “อีเอฟเอ็ม” ไปอยู่ที่หน้าปัด 104.5 จนทำให้ “ชิล เอฟเอ็ม” ที่เพิ่งครองหน้าปัดตัวเลขนี้อยู่ได้ไม่ทัน 2 เดือนก็ต้องระเห็จไปอยู่ออนไลน์แทน งานนี้ “เจ๊ฉอด” ออกโรงเคลียร์ว่าตนเองเต็มใจคืนคลื่น เพราะเวลาออนแอร์ของ 104.5 ค่อนข้างจะดีกว่า 94 และย้ำไม่ซีเรียสหากคนจะทักว่า “คลื่นหลุดอีกแล้ว” รับนิสัยคนฟังเปลี่ยนไป และในยุคใหม่คอนเซ็ปต์ “อีเอฟเอ็ม” ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย เล็งเอาข้อดีของ “ชิล เอฟเอ็ม” มาเสริมทัพ พร้อมโชว์ข้อดี 104.5 มีเวลาออนแอร์มากกว่า 94 "20 ปีที่แล้วเรารู้ว่าโลกมันเปลี่ยนไป ความเป็นโลกยุคดิจิทัลมันก้าวเข้ามา เรื่องออนไลน์มันก้าวเข้ามา ในตอนนั้นเราทำวิทยุไปพร้อมกับออนไลน์ มีการสร้างแอปลิเคชั่น มีการออกอากาศออนไลน์แบบเรียลไทม์ มาถึงตรงนี้คิดว่าน่าจะถึงเวลาอันสมควรแล้วที่จะก้าวไปสู่การเป็นวิทยุออนไลน์เต็มตัว ซึ่งเราจะเป็นคลื่นแรกที่การทำวิทยุออนไลน์แบบนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา เราจะมีคลื่นวิทยุที่ออนแอร์ด้วยกัน 2 คลื่นก็คือ กรีนเวฟ 106.5 เอฟเอ็มกับเราย้ายอีเอฟเอ็มจาก 94 มาเป็น 104.5 และเปลี่ยนจากคลื่นชิล เอฟเอ็ม มาเป็นชิล ออนไลน์ ซึ่งคลื่นวิทยุของเอไทม์จะกลายเป็นคลื่นวิทยุ 2 คลื่น และออนไลน์ 1 คลื่น” “และที่เลือกให้ชิล มาเป็นวิทยุออนไลน์ เพราะเราดูจากสถิติที่ผ่านมาว่าคนที่มีไลฟ์สไตล์ที่ฟังคลื่นชิล จะเป็นแบบกิน เที่ยว ช้อป ฟังเพลง ทำให้รู้สึกว่ามันเหมาะกับการที่มาเป็นออนไลน์ โดยคลื่น 104.5 มีเวลาที่ออนแอร์ยาวกว่าคลื่นอื่นๆ เราเลยเลือกเก็บ 104.5 ไว้ แล้วคืนคลื่น 94 ไป" “ถามว่าการเปลี่ยนแปลงของอีเอฟเอ็มในครั้งนี้ทำให้เปลี่ยนกลุ่มคนฟังไปอย่างชัดเจนเลยไหม ต้องบอกก่อนว่าใน ณ วันนี้กลุ่มคนฟังเริ่มแปรรูปไปจากเมื่อก่อนแล้ว เมื่อก่อนเราพูดถึงเรื่องอายุ ว่าผู้ใหญ่ฟังแบบนี้ไลฟ์สไตล์แบบนี้เหมาะกับอายุ แต่พอมาวันนี้มันมีกลุ่มคนที่เรียกว่าเป็นเจนซีเกิดขึ้น คือคนสมัยนี้ไม่ได้มีการสื่อสารแค่ทางใดทางหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นคนวันนี้ไม่ได้แบ่งด้วยอายุแล้ว มันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเยอะมาก คลื่นวิทยุที่เราทำอยู่ในตอนนี้เรามีการไหลรวมที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องอายุอีกต่อไปแล้ว” “อีเอฟเอ็มเมนหลักยังเป็นอีเอฟเอ็มอยู่ แต่เราแค่เอาส่วนดีของอีเอฟเอ็มและชิลที่มันลงตัวกันเอามารวมกัน เช่นการรวมตัวของดีเจ. หรือกิจกรรมที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ รวมถึงพวกทอล์กโชว์ของอีเอฟเอ็มที่ขึ้นชื่ออยู่ ก็ยังอยู่ครบ ส่วนตัวชิลที่เป็นออนไลน์ เราก็เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับการเป็นออนไลน์เข้ามาใส่ตรงนี้มากขึ้น ในส่วนที่เป็นเรื่องของข่าว ความบันเทิง ของอีเอฟเอ็มก็ยังอยู่” ไม่แคร์คำว่า “คลื่นหายไปอีกแล้ว” ยันเอไทม์ขอคืนคลื่นเอง เพราะสมัยใหม่ต้องไปวิ่งไปประมูลคลื่น มีแต่คนแย่งจะคืนกันทั้งนั้น และคิดไม่ผิดที่ไม่ต้องสัญญาเพราะถ้าปล่อยเวลาต่อไป อาจจะทำให้เสียฐานคนฟัง “ต้องบอกตรงนี้ก่อนว่า เราเป็นคนที่เลือกจะคืนคลื่นเองนะ ไม่ได้ถูกเรียกคืนนะ ต้องบอกก่อนว่าชีวิตมันเปลี่ยนไปแล้ว สมัยก่อนความตื่นเต้นของวงการวิทยุคือการวิ่งไปประมูลคลื่นแล้วแย่งกัน แต่สมัยนี้ผู้ผลิตไม่เยอะ ไม่ตื่นเต้นแล้ว เพราะไม่มีใครมาแย่งชิงกันเหมือนสมัยก่อน แต่ ณ ตอนนี้สิ่งที่เอไทม์เป็น มันเป็นเรื่องจากการที่เรารู้สึกว่ามันต้องไปสู่โลกยุคใหม่ ไม่ได้เกี่ยวกับการลดคลื่น คืนคลื่น เพราะมันมีคลื่นเท่าเดิม แต่แค่ว่ามันถึงเวลาแล้ว อย่างที่บอกว่าเราทำงานออนไลน์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ก่อนคนอื่นมาตั้งนานแล้ว โดยความเข้าใจว่ามันต้องไปสู่โลกยุคนี้แน่นอน แต่ว่ามันแค่บ่มเพาะแล้วก็รอเวลา” “จริงๆ แล้วในส่วนของคลื่นมันหมดสัญญาตอนสิ้นปี ถ้าเราต่อสัญญา ต้องต่อไปอีก 2 ปี ถ้าเราจะทำอะไร ต้องรอไปอีก 2 ปี มันช้าไป จึงตัดสินใจคงต้องเป็นช่วงเวลานี้ที่ต้องคืนคลื่นไป ส่วนขั้นตอนที่ว่าชิลเปลี่ยนมาเป็น 104.5 เอฟเอ็มไม่เท่าไหร่ ก็ย้ายอีเอฟเอ็มมาแทน แล้วเอาชิลไปเป็นออนไลน์ คือต้องบอกก่อนว่า จริงๆ เรามีคุยไว้แล้ว แต่เรื่องของการพูดคุยกันกับทางเจ้าของสัมปทานที่ยืดเวลา 94 เอฟเอ็มให้เราต่อจากสัญญามา ทำให้มันเกิดขั้นตอนหลายสเต็ป ในตอนนั้นเราตัดสินใจแต่แรกแล้วว่าเราจะคืนคลื่น 89 และ 94 เอฟเอ็ม แต่ด้วยทุกอย่างมันไม่พอดีกัน มันเลยต้องมีช่วงเวลาของมัน” เชื่อว่าวิทยุยังไม่ตาย แต่แค่ออนไลน์สะดวกแก่คนฟังมากขึ้น เพราะยังไงวิทยุก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีของคนแต่ละคนอยู่
“ถ้าถามส่วนตัว เชื่อว่า 3 ปี 5 ปี คลื่นวิทยุก็ยังอยู่ แต่ในส่วนของออนไลน์เราแค่ให้ความสะดวกกับคนฟังว่าเขาต้องการฟังแบบไหน สนุกกับวิถีแบบไหนมากกว่า ไม่ได้หมายความคลื่นวิทยุมันจะหายไป หรือเลิกไปเลย ในวันนี้เรายังมีการพูดกันถึงเรื่องวิทยุกันอยู่ มันยังไม่ถึงขนาดที่ว่า ในวันนี้เราไม่ต้องมีคลื่นวิทยุก็ได้ เพราะยังมีคนอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นจำนวนมากที่ยังบริโภคคลื่นวิทยุอยู่ ด้วยวิถีชีวิตของแต่ละคน”
ที่มา : http://manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9600000036047