ล้วงลึกอิทธิพลเครื่องสำอางญี่ปุ่นที่มีต่อสาวไทย

นอกจากเกาหลีแล้ว ญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศแห่งเครื่องสำอางคุณภาพของเอเชีย ซึ่งความนิยมไม่จำกัดแค่หมู่สาวญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังฟีเวอร์ไปทั่วโลก

เหตุผลหลักๆ คือ คุณภาพ มาตรฐาน มีอุตสาหกรรมค้นคว้า วิจัย และพัฒนาขนาดใหญ่มารองรับ ทั้งยังเป็นหนึ่งในตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางชั้นนำของโลก ในปี 2560 อุตสาหกรรมความงามในประเทศมีรายได้มากกว่า 3.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยหมวดดูแลผิว ครอบคลุมทั้งสกินแคร์ ไลฟ์สไตล์ต่างๆ มีส่วนแบ่งตลาดเกือบ 50% เพราะสาวญี่ปุ่นพิถีพิถันในการดูแลผิว

ทำให้เทคนิคการดูผิวแบบสาวญี่ปุ่น มีการแยกย่อยหลายขั้นตอน และทำให้ต้องมีผลิตภัณฑ์ที่ออกมารองรับความต้องการของผู้บริโภคครอบคลุมเกือบทุกด้าน และท้ายที่สุดก็เผยแพร่อิทธิพลนี้ออกไปทั่วโลกรวมถึงสู่สาวไทยด้วย

ลองไปดูกันว่า สาวญี่ปุ่นเขามีวิธีการดูแลผิวอย่างไรบ้าง แล้วได้เปลี่ยนการดูแลผิวหน้าสาวไทยจากเช็ด ล้าง บำรุง แค่ 3 ขั้นตอนแบบเบสิกๆ ไปสู่กระบวนการบำรุงที่เพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมความงามอย่างไรบ้าง

1. ใช้คลีนซิ่งออยล์ ล้างเครื่องสำอาง (Oil cleansing)

สาวญี่ปุ่นมักนิยมเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมันสกัดจากธรรมชาติ ทั้งน้ำมันสกัดจากสมุนไพร ไปจนถึงน้ำมันสกัดจากดอกคามีเลีย (Camellia) เพราะเป็นสิ่งที่บรรดาเกอิชาใช้ทำความสะอาดใบหน้า

ปัจจุบันบรรดาแบรนด์เครื่องสำอางชื่อดังของญี่ปุ่น จึงมักจะใช้น้ำมันเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอาง หรือเมกอัพรีมูฟเวอร์ ( Make up Remover) แม้บางคนจะกลัวอุดตัน แต่สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว ถือว่าคลีนซิ่งออยล์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำความสะอาด เพราะมีผลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหน้า

โดยก่อนการล้างหน้าแต่ละครั้ง จำเป็นต้องล้างเครื่องสำอางออกด้วยรีมูฟเวอร์ก่อนแล้ว ค่อยล้างหน้าอีกครั้งด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าโดยเฉพาะ แบรนด์ดังจากญี่ปุ่นที่มีคลีนซิ่งออยล์เป็นตัวเด่น เช่น คลีนซิ่งออยล์จาก DHC หรือ Balancing oil จาก THREE แบรนด์ออร์แกนิกระดับไฮเอนด์ที่เพิ่งมาทำตลาดในบ้านเราได้ไม่นาน

เทคนิคการใช้ เวลาหยดเมกอัพรีมูฟเวอร์ลงบนแผ่นสำลี ให้ใช้บนใบหน้าทีละส่วน โดยเริ่มจากดวงตา และริมฝีปาก ในขณะที่ใช้สำลีลูบไปบนหน้าแล้ว ควรใช้ออยล์สำหรับทำความสะอาดลูบเบาๆ ไปพร้อมกัน อย่าถูแรงเพราะจะเป็นสาเหตุให้ริ้วรอยมาก่อนวัยอันควร

2. ล้างหน้าให้สะอาดหมดจดด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้า

พอลบเครื่องสำอางออกหมดแล้วก็ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเพื่อเปิดรูขุมขน ซึ่งอุณหภูมิโดยเฉลี่ยที่เหมาะสมก็ประมาณ 32 องศา อาจจะมีตาข่ายช่วยตีโฟมล้างหน้าให้ได้ฟองโฟมนุ่มละเอียด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำความสะอาดและอ่อนโยนต่อผิว เป็นการหลีกเลี่ยงมือสัมผัสกับผิวหน้าโดยตรงอีกด้วย

ตาข่ายตีโฟม ที่เริ่มมีจำหน่ายมากขึ้นในไทยก็เป็นอิทธิพลที่ได้รับมาจากขั้นตอนการล้างหน้าของสาวๆ ญี่ปุ่นเช่นกัน

ส่วนผลิตภัณท์ที่เลือกใช้ก็มีมากมายให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน ถ้าต้องการเรื่องความสะอาด ขจัดสิ่งสกปรกได้หมดจด น่าจะคุ้นเคยกันดีกับ Perfect Whip ของ SENKA ที่ติดอันดับ Best Seller ทั้งญี่ปุ่นและตลาดไทย

แต่ถ้าคนผิวแพ้ง่าย ต้องการความอ่อนโยน โฟมเต้าหู้หรือในชื่อ SANA Nameraka Honpo Cleansing Foam ซึ่งเข้ามาขายในบ้านเรา จากเดิมที่คนไทยไม่เคยคิดถึงเต้าหู้กับการล้างหน้ามาก่อน ตัวนี้ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและ mineral oil + ไม่ผสมสี

3. ใช้โทนเนอร์ปรับสภาพผิว

หลังล้างหน้าทุกครั้ง สาวญี่ปุ่นต้องมีการปรับสภาพผิวด้วยโทนเนอร์ เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดและด่าง พร้อมทั้งช่วยเติมน้ำให้ผิว แล้วเมื่อผิวชุ่มชื้นดีแล้วจะช่วยดูดซึมเซรั่มหรือครีมบำรุงที่เตรียมลงในขั้นตอนต่อไปได้ดี

โทนเนอร์ก็มีหลายยี่ห้อให้เลือกใช้ ที่เด่นๆ ก็อย่างเช่น Muji Light Toning Water ที่ใช้น้ำแร่จากจังหวัดอิวะเทะ มาเป็นส่วนประกอบ โดยจะแบ่งสูตรไปตามแต่ละสภาพผิว ทั้งสูตรออร์แกนิก สูตรผิวแพ้ง่าย และสูตรลดเลือนริ้วรอย

4. ใช้น้ำตบ

“น้ำตบ” หรือเอสเซนส์บำรุง (Essense / Moisturizing Lotion) ซึ่งเอสเซนส์นั้น มีส่วนผสมระหว่างโทนเนอร์และเซรั่มเข้มข้น เทลงบนฝ่ามือแล้วตบๆ เบาๆ ให้ทั่วทั้งใบหน้า ใช้หลังจากทำความสะอาด ซึมซาบง่าย ตัวที่เด่นในไลน์นี้ในบ้านเรามีขายตามวัตสันและห้างชั้นนำทั่วไป อย่างเช่น Hatomugi Skin Conditioner ซึ่งติดอันดับสินค้าขายดีอันดับ 1 ของเว็บไซต์ญี่ปุ่น ส่วนผสมหลักของน้ำตบตัวนี้คือสกัดจากลูกเดือยและสารสกัดจากธรรมชาติ ที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื่น ช่วยกระชับรูขุมขน ที่สำคัญราคาไม่แพง ใช้ได้คุ้ม

5. บำรุงผิวอย่างล้ำลึกด้วยเซรั่ม และมอยส์เจอไรเซอร์

เซรั่มเป็นสารสกัดเข้มข้นที่สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่าเป็นสารที่มีเนื้อบางเบา สามารถซึมซับเข้าสู่ผิวได้ง่าย เนื่องจากมีโมเลกุลขนาดเล็ก ทำให้ออกฤทธิ์และมีประสิทธิภาพดีกว่าผลิตภัณฑ์และครีมบำรุงผิวโดยทั่วไป

เวลาลงเซรั่ม ให้ลงตอนผิวชุ่มชื้น จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นและช่วยลดเลือนริ้วรอย ให้ใบหน้ากระจ่างใส ไร้รูขุมขน และตบท้ายด้วยครีมทีมีเนื้อหนักที่สุดนั่นคือ มอยส์เจอไรเซอร์ ตัวที่โดดเด่นและมาแรงตอนนี้คือ น้ำมันม้าสกัดแบบเข้มข้นจาก แบรนด์ Loshi อันดับ 1 ของญี่ปุ่นจากฮอกไกโด น้ำมันม้ามีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ตามธรรมชาติที่ใกล้เคียงกับเซลล์ผิวของมนุษย์มากที่สุด ทำให้เมื่อทาแล้วผิวจะเกิดความชุ่มชื่นและสามารถซึมลึกเข้าสู่ชั้นผิวหนังได้ดี

ขั้นตอนที่กล่าวมานี้ แม้จะดูหลายขั้นตอน แต่ก็เป็นเพียงขั้นตอนพื้นฐานของสาวญี่ปุ่น ซึ่งในแต่ละสัปดาห์ยังมีการบำรุงผิวเสริมอีกไม่ว่าจะเป็นการใช้แผ่นมาสก์ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อต้องการฟื้นฟูผิวและดูแลผิวโดยเร่งด่วน ซึ่งก็มีแยกย่อยออกไป อาทิ มาสก์เพื่อความชุ่มชื้น ลดริ้วรอย หรือเพื่อผิวกระจ่างใส หรือการใช้สครับขจัดเซลล์ผิวอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง  ช่วยให้เซลล์ที่ตายหลุดลอกและทำให้ใบหน้ากระจ่างใส

พูดได้ว่า โดยภาพรวมแล้วเทรนด์ความงามของบ้านเรา จะรับมาจากทั้งตะวันตกและตะวันออก แต่ในช่วงหลังการดูแลผิวแบบศาสตร์ตะวันออกมาแรง ไม่ว่าจะเป็นการใช้อินฟลูเอนเซอร์ หรืออิทธิพลของบิวตี้บล็อกเกอร์ สื่อต่างๆ รวมถึงปัญหาต่างๆ ทั้งสภาพสีผิว และลักษณะผิวพรรณ ใกล้เคียงกับสาวเอเชียมากกว่า จึงไม่แปลกใจแต่อย่างใดที่เรานิยมใช้เครื่องสำอางจากโซนตะวันออกนี้ด้วยเช่นกัน

โดยแหล่งที่อ้างอิงที่น่าเชื่อถือในวงการบิวตี้บล็อกเกอร์สายญี่ปุ่นก็มักจะมาจาก เว็บไซต์ @cosme (แอ็ทคอสเม่) สื่อออนไลน์ที่ให้บริการรีวิวและจัดอันดับผลิตภัณฑ์ (Ranking) รายใหญ่ของญี่ปุ่น รวมทั้งยังเป็นเจ้าของเครือข่ายร้าน Cosmetic Multi-brands Store ชื่อ @cosme store ที่มีสาขากระจายไปทั้งในญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ และล่าสุดคือประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีการขยาย Store มาเป็นลำดับที่ 5 และเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการวิเคราะห์ Big Data ที่มีอยู่ในฐานข้อมูลซึ่งเก็บรวบรวมจากทุกแพลตฟอร์มที่มีอยู่ทั้งข้อมูลการรีวิว จนกลายเป็นแหล่งความงามอันน่าเชื่อถือที่ทรงพลังจากทั้งญี่ปุ่นและประเทศแถบเอเชีย ซึ่งในแต่ละปีจะมีการจัดอันดับเครื่องสำอางที่เป็น The Best ที่ผู้บริโภครีวิวว่าดี การันตีให้หามาใช้ตามนั่นเอง

สรุปได้ว่า แม้จะมีผลิตภัณฑ์ดี ก็ต้องมีฐานข้อมูลที่ดีพร้อม รวมทั้งการจัดอันดับที่น่าเชื่อถือสำหรับการอ้างอิงที่ดี ถึงจะครบสูตรที่จะทำให้การเผยแพร่อิทธิพลความงามทั้งขลังและสร้างมูลค่าจากการขยายตลาดไปได้พร้อมๆ กัน

ถ้าอยากรู้ว่าตลาดอุตสาหกรรมความงามขยายไปแค่ไหน ลองสำรวจจากโต๊ะเครื่องแป้งของคุณดูก็ได้ว่า จากผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพื้นๆ ปัจจุบันยังมีใครที่จะใช้ผลิตภัณฑ์เดียวในขั้นตอนเดียวอยู่อีกบ้าง เพราะสาวๆ ส่วนใหญ่ล้วนถูกโปรแกรมไปแล้วว่า สะอาดหมดจด สวยสดใส ต้องผ่านการกระบวนการทำความสะอาดหมดจด และบำรุงลึกกว่าเดิมอีกกี่ขั้นตอน.

ที่มา : https://asia.nikkei.com/Economy/Japan-s-cosmetics-industry-coming-off-another-bumper-year