ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิสำหรับปี 2563 จำนวน 17,181 ล้านบาท

ในปี 2563 การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างกว้างขวาง นับเป็นวิกฤตที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ภาคธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ด้วยการปิดเมืองและการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน ในช่วงไตรมาส 3 รัฐบาลได้คลายมาตรการปิดเมืองและออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศเริ่มปรับตัวดีขึ้น  อย่างไรก็ตามในช่วงปลายปี เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวได้ช้าลงเนื่องจากความต้องการบริโภคซึ่งสะสมมาจากช่วงที่มีการปิดประเทศค่อย ๆ หมดไป ประกอบกับเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่  อันอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหากเกิดการระบาดในวงกว้าง

เพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยประคับประคองและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยได้หารือกับสถาบันการเงินในการดูแลลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นระบบและเหมาะสมกับลูกหนี้แต่ละประเภท อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงต่อไปยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากความเสี่ยงของการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 มาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ประสิทธิผลและการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 รวมถึงช่วงเวลาของการเปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง  ธนาคารจึงยังคงติดตามสถานการณ์และดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด รวมถึงให้ความสำคัญในการดูแลกระบวนการอำนวยสินเชื่อและบริหารความเสี่ยงด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ ควบคู่กับการดำรงฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง

ธนาคารกรุงเทพต้อนรับธนาคารเพอร์มาตาเข้าเป็นสมาชิกใหม่ในกลุ่มธุรกิจการเงิน

ธนาคารกรุงเทพในฐานะที่เป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเป็นธนาคารขนาดใหญ่อันดับ 6 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อพิจารณาจากสินทรัพย์รวม ได้ต้อนรับธนาคารเพอร์มาตาในประเทศอินโดนีเซียเข้าเป็นสมาชิกใหม่ในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารในปี 2563 โดยธนาคารกรุงเทพได้เข้าถือหุ้นธนาคารเพอร์มาตาทั้งสิ้นร้อยละ 98.71 และได้ดำเนินการรวมสาขาของธนาคารกรุงเทพในประเทศอินโดนีเซียเข้ากับธนาคารเพอร์มาตาอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2563 ทำให้ธนาคารเพอร์มาตาเป็น 1 ใน 10 สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซียเมื่อพิจารณาจากสินทรัพย์รวม  นับเป็นการเสริมสร้างศักยภาพการให้บริการทางการเงินเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการดำเนินการในครั้งนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของธนาคารในการเสริมสร้างรากฐานเพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

กำไรสุทธิของธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยปี 2563 มีจำนวน 17,181 ล้านบาท

ในปี 2563 ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.4 จากปี 2562 มาอยู่ที่ 77,047 ล้านบาท เป็นผลจากการรวมรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารเพอร์มาตา โดยมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 2.25  ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิและรายได้จากการดำเนินงานอื่นลดลง สาเหตุหลักจากค่าธรรมเนียมจากการอำนวยสินเชื่อและรายได้จากเงินลงทุน จากการนำมาตรฐานกลุ่มเครื่องมือทางการเงิน
ฉบับใหม่ (ฉบับที่ 9) มาถือปฏิบัติกับงบการเงินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.0  หลัก ๆ จากการรวมค่าใช้จ่ายของธนาคารเพอร์มาตา และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการควบรวมสาขาในประเทศอินโดนีเซียเข้ากับธนาคารเพอร์มาตาในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ร้อยละ 55.6

ธนาคารตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 31,196 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ที่ร้อยละ 181.6 เป็นการเตรียมความพร้อมตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่หดตัวทั่วโลกจากผลกระทบของโควิด-19 ธนาคารกรุงเทพยังคงยึดมั่น
แนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ ควบคู่กับการดำรงฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินที่ยั่งยืน และเตรียมพร้อมรองรับการดำเนินธุรกิจตามบริบทใหม่ (New Normal)

ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2563 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,363,338 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.7 จากสิ้นปี 2562 หากไม่รวมธนาคารเพอร์มาตา เงินให้สินเชื่อเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 ส่วนใหญ่จากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 3.9  โดยธนาคารยังคงให้ความสำคัญในการดูแลกระบวนการอำนวยสินเชื่อและบริหารความเสี่ยง ควบคู่กับการดำรงค่าเผื่อผลขาดทุน
ด้านเครดิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ด้านเงินกองทุนและสภาพคล่อง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ธนาคารมีเงินรับฝากจำนวน 2,810,863 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.6 จากสิ้นปี 2562  หากไม่รวมธนาคารเพอร์มาตา เงินรับฝากเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.3 ส่วนใหญ่จาก
เงินรับฝากออมทรัพย์  สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ร้อยละ 84.1 สะท้อนถึงสภาพคล่องที่เพียงพอในการรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ในวันที่ 23 กันยายน 2563 ธนาคารออกตราสารหนี้ด้อยสิทธิที่สามารถนับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ของธนาคารภายใต้หลักเกณฑ์ Basel III จำนวน 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

เพื่อเสริมสร้างโครงสร้างเงินกองทุนของธนาคารให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2563 ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ร้อยละ 18.3 ร้อยละ 15.7 และร้อยละ 14.9 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

การนำมาตรฐานกลุ่มเครื่องมือทางการเงินฉบับใหม่มาถือปฏิบัติ

ธนาคารและบริษัทย่อยได้นำมาตรฐานกลุ่มเครื่องมือทางการเงินฉบับใหม่ (ฉบับที่ 9) มาถือปฏิบัติ
กับงบการเงินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป  โดยไม่ปรับงบการเงินเปรียบเทียบย้อนหลัง  การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ได้แก่  การจัดประเภทและการวัดมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินทางการเงิน
การคำนวณการด้อยค่าของสินทรัพย์ทางการเงินโดยใช้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss) การบัญชีป้องกันความเสี่ยง  และการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อโดยใช้วิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Interest Rate: EIR)