ดูแลสุขภาพได้ด้วยตัวเองผ่านข้อมือคุณ ด้วย Samsung Galaxy Watch3 สมาร์ทวอทช์แฟลกชิปสุดล้ำที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีด้านสุขภาพชั้นนำ

‘การป้องกันดีกว่าการรักษา’ คือหนึ่งในแนวคิดของคนยุคใหม่ ที่สะท้อนให้เห็นถึงที่มาของเทรนด์ด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน โดยคนส่วนใหญ่ได้หันมาใส่ใจตนเองกันมากขึ้น ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ รวมถึงอาหารการกิน พร้อมทั้งยังใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อตรวจดูสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมออีกด้วย

ซึ่ง ‘สมาร์ทวอทช์’ ก็ถือเป็นหนึ่งในดีไวซ์ที่ถูกใจคนรักสุขภาพเป็นอย่างมาก จากความสามารถที่เป็นได้ทั้งเครื่องมือสื่อสาร เพื่อนออกกำลังกาย รวมถึงตัวช่วยด้านสุขภาพในเครื่องเดียวโดย Samsung Galaxy Watch3 คือสมาร์ทวอทช์แฟลกชิปของซัมซุงที่ผสมผสานความสามารถในการทำงานแบบสมาร์ทโฟนกับเทคโนโลยีด้านสุขภาพชั้นนำเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งสมาร์ทวอทช์รุ่นนี้จะคุ้มค่าแก่การลงทุนแค่ไหน มีฟีเจอร์ด้านสุขภาพที่โดดเด่นอย่างไรบ้าง ไปลองดูกัน

การวัดค่าออกซิเจนในเลือด (Blood Oxygen Measurement)

หนึ่งในฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดของ Samsung Galaxy Watch3 ที่หลายคนให้ความสนใจในปัจจุบัน คือ การวัดค่าออกซิเจนในเลือด โดยสมาร์ทวอทช์รุ่นนี้ ทำงานโดยใช้ LED สีแดงกับรังสีอินฟราเรด ที่มีความยาวคลื่นแสงต่างกัน เพื่อประมาณค่าระดับ SpO2[1][2][3]หรือปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด ซึ่งเหตุผลที่ต้องใช้ LED กับรังสีอินฟราเรดเนื่องด้วยเลือดที่มีระดับออกซิเจนปกติและเลือดที่ขาดออกซิเจนจะมีการดูดซึมแสงที่แตกต่างกัน โดยเลือดที่มีออกซิเจนจะดูดซับแสงอินฟราเรดได้มากกว่าเลือดที่ขาดออกซิเจนที่จะให้แสงผ่านเข้าไปได้มากกว่า ทั้งนี้ หากเปอร์เซ็นต์ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนปรากฏมากกว่า 95% แสดงว่าร่างกายอยู่ในภาวะปกติ แต่หากว่าผลลัพธ์แสดงที่ 92% หรือน้อยกว่านั้น อาจจะแสดงถึงภัยเงียบบางอย่างที่เกิดขึ้นในร่างกาย ซึ่งผู้ใช้ควรไปปรึกษาแพทย์ในลำดับต่อไป

การวัดคุณภาพการนอนหลับ (Sleep Tracking)

การนอนหลับนั้นมีความสำคัญมากกว่าที่คิด เพราะการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยเติมพลังให้สมอง ลดความหงุดหงิด เพิ่มสมาธิระหว่างวัน สร้างความผ่อนคลายให้ร่างกาย รวมถึงซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่เสียหาย อย่างไรก็ตามการที่เรานอนหลับนานเกินไปก็ไม่ดีกับสุขภาพด้วยเช่นกัน โดยจำนวนเวลาที่ดีที่สุดในการนอนหลับคือประมาณ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งคุณสามารถทำให้ช่วงเวลาการนอนเหล่านั้นมีคุณภาพได้ ด้วย Samsung Galaxy Watch3 ที่จะคอยมอนิเตอร์และบันทึกประวัติการนอน ทั้งในช่วงของวงจร REM (Rapid Eye Movement) หรือช่วงหลับฝัน, เวลาในการหลับลึก และเวลารวมของการนอนหลับ เพื่อคิดเป็นคะแนน ซึ่งจะทำให้คุณสามารถประเมิน และพัฒนาคุณภาพการพักผ่อนได้[4]

โดยซัมซุงได้ร่วมมือกับมูลนิธิการนอนแห่งชาติ หรือ National Sleep Foundation ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ไม่หวังผลกำไรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีในด้านการนอนหลับ ในการสร้างคอนเทนต์ให้ความรู้และ
เคล็ดลับการนอนหลับต่างๆ ไว้ในสมาร์ทโฟน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจและยกระดับการนอนหลับไปอีกขั้น

การตรวจจับอัตราการเครียด (Stress Management)

ความเครียดเป็นสิ่งที่เราต้องพบเจอทุกวัน ไม่ว่าจะจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกระทันหัน หรือแม้กระทั่งจากการทำงานในชีวิตปกติ ซึ่งอาการนี้สามารถส่งผลกระทบได้ทั้งต่อร่างกายและจิตใจ จนทำให้การตรวจจับอัตราความเครียดได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์สำคัญในสมาร์ทวอทช์ในปัจจุบัน

โดย Samsung Galaxy Watch3 เป็นสมาร์ทวอทช์เรือธงที่มาพร้อมเซนเซอร์ถึง 8 จุด เพื่อเพิ่มการตรวจวัดค่าที่แม่นยำขึ้น และเหนือขึ้นไปอีกระดับด้วยการตรวจวัดระดับความเครียด โดยจะวัดความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจระหว่างวัน Heart Rate Variability [HRV] ซึ่งแตกต่างจากการวัดอัตราการเต้นของหัวใจตามปกติ ทั้งนี้ หากผู้ใช้กำลังอยู่ในภาวะเครียด Galaxy Watch3 ก็ได้มีการจัดเตรียมคำแนะนำสำหรับการจัดการความเครียด ด้วยการฝึกหัดหายใจพร้อมด้วยเครื่องมือช่วยทำสมาธิรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ความเครียดลดลงอีกด้วย

การวิเคราะห์การวิ่ง

หลายคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง อาจจะเคยพบเจอกับอาการบาดเจ็บจากการวิ่งโดยไม่รู้สาเหตุ ซึ่ง Samsung Galaxy Watch3 ได้รับการออกแบบมาเพื่อเอาใจเหล่านักวิ่งโดยเฉพาะ ด้วยโปรแกรมฝึกการวิ่งที่จะคอยแนะนำเคล็ดลับในแต่ละก้าววิ่ง โดยอัลกอริทึมที่ทันสมัยจะวิเคราะห์วิธีที่คุณเคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาฟอร์มการวิ่ง และวิเคราะห์ท่าทางการวิ่งที่ถูกต้องแบบเรียลไทม์ (Real Time Running Form Analysis) เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บต่างๆ ที่ช่วยยิ่งไปกว่านั้นคุณยังสามารถวัดค่า VO2 Max เพื่อให้คุณประเมินสภาพร่างกาย และตั้งเป้าเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้มากขึ้น ไม่ว่าจะในแต่ละวัน สัปดาห์ พร้อมสามารถแจ้งเตือนผ่านสมาร์ทโฟนได้[5]

สำหรับผู้ที่รักการออกกำลังกายที่บ้าน Samsung Galaxy Watch3 ก็สามารถตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ได้ด้วยเช่นกัน ผ่านโปรแกรม Home Training ในแอปพลิเคชัน Samsung Health ที่มาพร้อมกับวิดีโอสอนการออกกำลังกายกว่า 120 รายการ  พร้อมตรวจเช็คอัตราการเต้นของหัวใจได้แบบเรียลไทม์ขณะออกกำลังกาย ให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามการออกกำลังกายผ่านสมาร์ทวอทช์ได้อย่างง่ายดาย[6] หรือสามารถดูท่าจากสมาร์ทโฟนซึ่งจะเชื่อมต่อกับ Samsung Galaxy Watch3 หรือสามารถเชื่อมต่อไปที่สมาร์ททีวีเพื่อให้เห็นท่าได้ชัดเจนขึ้น

มาเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างง่ายๆ ด้วย Galaxy Watch3 สมาร์ทวอทช์ที่ล้ำสมัยที่สุดของซัมซุง ซึ่งผสมผสานความสามารถในการทำงานแบบสมาร์ทโฟนกับเทคโนโลยีด้านสุขภาพชั้นนำเอาไว้ในอุปกรณ์พรีเมียมสุดคลาสสิกเครื่องเดียว วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วที่ samsung.com, Samsung Experience Store และร้านค้าที่ร่วมรายการ โดย

–    Galaxy Watch3 Stainless Steel รุ่นขนาดหน้าปัด 45 มม. วางจำหน่ายในราคา 13,900 บาท (BLT) และราคา 16,900 บาท (LTE) มาในตัวเรือนสี Mystic Black และ Mystic Silver ในขณะที่รุ่นขนาดหน้าปัด 41 มม. ราคา 12,900 บาท (BLT) และราคา 15,900 บาท (LTE) มาในตัวเรือนสี Mystic Black และ Mystic Silver

–    Galaxy Watch3 Titanium รุ่นขนาดหน้าปัด 45 มม. วางจำหน่ายในราคา 21,900 บาท มาในตัวเรือนสี Mystic Black

พิเศษสุด สำหรับตลอดเดือนพฤษภาคม 2564 ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อ Samsung Galaxy Watch3 ทุกรุ่น พร้อมรับส่วนลดพิเศษถึง 3,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.samsung.com/th/watches/galaxy-watch/

[1] *SpO2 คือค่าความเข้มข้นของออกซิเจนที่วัดจากตรงผิวหนัง ซึ่งระดับค่าที่พบในคนปกติ จะอยู่ที่ประมาณ 95-100% โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆที่มีผลให้ค่าที่อ่านมีปริมาณลดลงได้ เช่น การ
ออกกำลังกายที่หนักหน่วง, ปริมาณออกซิเจนในอากาศ, ระดับความสูงที่คุณอยู่ และสุขภาพของร่างกายของคุณในขณะนั้น

[2] คุณลักษณะดังกล่าวไม่รองรับในประเทศญี่ปุ่น, แองโกลา, แอฟริกาใต้, ไทย, อิหร่าน, ลิเบีย, ฝรั่งเศส, แอลจีเรีย และบราซิล

[3] สินค้าที่วางจำหน่าย อาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศหรือภูมิภาค

[4] ฟังก์ชันการจัดการการนอนหลับ (วงจร REM, การหลับลึก และเวลารวมของการนอนหลับ) สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใด ๆ แต่แนะนำให้ทำการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้ในการดูคะแนนสำหรับการนอนหลับ ส่วนข้อมูลเชิงลึกนั้นสามารถดูได้ด้วยการจับคู่กับสมาร์ทโฟนเท่านั้น

[5] สามารถดูแผนผังข้อมูลแบบละเอียดได้เฉพาะในสมาร์ทโฟนที่จับคู่กับอุปกรณ์เท่านั้น

[6] การติดตามสุขภาพด้วยนาฬิกาสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องเชื่อมกับอุปกรณ์ใด แต่นาฬิกาอาจแสดงผลข้อมูลที่เก็บไว้อยู่ในนาฬิกาได้เพียงบางส่วนเท่านั้นเมื่อผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ แนะนำให้จับคู่กับสมาร์ทโฟนเพื่อเก็บข้อมูลทั้งหมดเอาไว้ โปรแกรมการออกกำลังกายที่มีให้บริการอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศหรือภูมิภาค