SO สยามราชธานี รุกตลาด Technology IT Programmer จับเทรนด์ตลาดโตแบบก้าวกระโดด จบดีล M&A ตามแผน เดินหน้าลงทุน ADI Thailand

SO สยามราชธานีมาตามสัญญาจบปี 2564 ได้สวย เดินหน้าเต็มสูบ เซ็น MOU กับ ADI Thailand บริษัท Outsourcing บุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร หวังขั้นตอนการลงทุนในกิจการกับกลุ่ม ADI แล้วเสร็จไตรมาสแรกปี 2565 รองรับเทรนด์ตลาดในไทย ที่มีความต้องการกลุ่มงานโปรแกรมเมอร์และไอที มาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ อีกทั้งช่วยขยายฐานลูกค้าและเพิ่มความหลากหลายธุรกิจให้ SO สยามราชธานี เฉิดฉายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างแข็งแกร่ง

นายณัฐพล วิมลเฉลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) หรือ SO ผู้นำด้านธุรกิจการจ้างเหมาบริการครบวงจร (Outsourcing Services) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) วันที่ 29 พ.ย. 2564 ว่า บริษัทได้เซ็นบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (MOU) กับนายอมิต ลาล ซิงห์ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่กลุ่มบริษัท ADI Thailand ซึ่งประกอบธุรกิจกิจการเกี่ยวกับการบริการจัดหาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Staff Outsourcing) และให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Consulting Services) ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายธุรกิจและฐานลูกค้าของบริษัทให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท สยามราชธานี มีมติอนุมัติศึกษาขั้นตอนและความเป็นไปได้การลงทุนในกิจการ (M&A) กับกลุ่มบริษัท ADI ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมานั้น ดีล M&A ครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินตามแผนและเป้าหมายที่บริษัทได้ตั้งไว้ว่า ภายในสิ้นปี 2564 จะต้องมีการทำ MOU เพื่อยกระดับ การให้บริการ Outsourcing และเทคโนโลยี ที่ปัจจุบันมีความต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะ กลุ่มงานโปรแกรมเมอร์ อีกทั้ง SO สยามราชธานี มีแผนงานที่ต้องการขยายงานไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มความหลากหลาย อีกทั้งจะได้โอกาสเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่จากพันธมิตรต่างประเทศ รวมถึงสตาร์ทอัพต่างๆ ที่มีแนวคิดในการยกระดับการให้บริการ รวมไปถึง เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มนี้ไปด้วยกัน” นายณัฐพลกล่าว

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวต่อว่า ระหว่างนี้ SO สยามราชธานีจะดำเนินการเพื่อเข้าศึกษา ประเมินมูลค่า และตรวจสอบสถานะกลุ่มบริษัท ADI ซึ่งคาดว่าจะมีการดำเนินการเพื่อเจรจาและทำสัญญาที่เกี่ยวข้องต่างๆ ให้เสร็จภายในไตรมาส 1 ของปี 2565 นี้ โดยภายหลังการเข้าลงทุนในกลุ่มบริษัท ADI บริษัทในกลุ่ม ADI ที่เกี่ยวข้องที่บริษัทเข้าลงทุนอาจมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ซึ่งแม้บริษัทจะมีการเซ็น MOU ไปเบื้องต้นแล้ว แต่ถือว่ายังไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องมีการชำระเงินใดๆ ให้แก่ นายอมิต ลาล ซิงห์ ทั้งสิ้น ทว่า หากบริษัทจะมีการเข้าไปลงทุนในกลุ่ม ADI Thailand อย่างเป็นทางการเมื่อใด บริษัทจะมีการเปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าให้กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป

อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัท ADI ถือว่าเป็นที่ปรึกษาทางด้านไอทีที่มีการบริการหลายด้าน ตั้งแต่การดูแลเรื่องการจ่ายเงินเดือน การพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ การจัดหางานด้านโปรแกรมเมอร์ รวมทั้งสายงานด้านเทคโนโลยีอีกหลายตำแหน่ง ซึ่งมีสำนักงานหลักอยู่ที่ประเทศไทย และยังมีสำนักงานต่างๆ กระจายอยู่อีกหลายประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย โดย SO สยามราชธานีอยู่ในระหว่างขั้นตอนการศึกษาเพื่อลงทุนในกิจการ ประกอบไปด้วย 4 บริษัทที่เกี่ยวข้องคือ ADI Resourcing, ADI Recruitment, TP Consulting โดยทั้ง 3 แห่งมีสำนักงานอยู่ที่ประเทศไทย และอีก 1 แห่ง คือบริษัท ADI Consulting ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งการเซ็น MOU เพื่อลงทุนในครั้งนี้จะช่วยให้ SO สยามราชธานี ต่อยอดขยายการให้บริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในไทย และต่อยอดออกไปไกลสู่ต่างประเทศ เป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ พัฒนา และช่วยให้มีการแลกเปลี่ยนทางด้านเทคโนโลยีเพื่อมาเสริมการให้บริการ โดยเฉพาะในส่วนของ SO People และSO Next

นายณัฐพล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา SO สยามราชธานี ได้มีการปรับโครงสร้างการทำงานทั้งในส่วนงานที่มีอยู่เดิม พร้อมกับตั้งส่วนงานใหม่ขึ้นมา โดยมีการแต่งตั้งผู้อำนวยการแต่ละสายงานเข้ามาดูแลตามความเชี่ยวชาญต่างๆ อย่างชัดเจน  ทั้งนี้ เพื่อสามารถกำหนดกลยุทธ์แต่ละส่วนงานที่มีความเชี่ยวชาญและอยู่ในความรับผิดชอบให้ตรงกับกลยุทธ์ที่วางไว้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สายงานการตลาด สายงานซัพพอร์ต โปรแกรมเมอร์ (Develop & Support) สายงานที่ดูแลเรื่องลงทุนและการควบรวมกิจการ (M&A) และการร่วมลงทุน (Joint Venture) สายงานที่มาสนับสนุนและดูแลเรื่องโปรเจ็กต์แต่ละอย่างให้ชัดเจน และสายงานหาโปรเจ็กต์ใหม่ๆ เข้ามาภายในบริษัทมากขึ้น (Project & Next) ซึ่งทั้งหมดนี้เพื่อสอดรับกับนโยบายหลักของบริษัทที่ต้องการให้บริหารงานแบบกระจายศูนย์ (Decentralize) ที่ให้อำนาจผู้บริหารแต่ละส่วนสามารถบริหารจัดการงานเองได้ ที่ไม่ต้องผ่านซีอีโอหมดทุกเรื่อง พร้อมกันนั้น บริษัทยังพร้อมหาพันธมิตรไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่อยู่อุตสาหกรรมเดียวกันหรือสตาร์ทอัพที่มีโครงสร้างธุรกิจคล้ายกับ SO มาทำงานเพื่อสร้างโอกาสใหม่ด้วยกันอย่างต่อเนื่อง