พลังซอฟต์พาวเวอร์! เกาหลีใต้ส่งออก ‘รามยอน’ พุ่งทะลุ 4.7 หมื่นล้านบาท โต 22% จากกระแสซีรีส์-K pop

ถ้าพูดถึงหนึ่งในประเทศที่ผลักดันเรื่อง Soft Power จนประสบความสำเร็จประเทศหนึ่งของโลกคงหนีไม่พ้น เกาหลีใต้ เพราะความนิยมในตัวคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์, ซีรีส์ และวงการ K-Pop ได้ช่วยเผยแพร่วัฒนธรรม K-Food จนทำให้ยอดส่งออกสินค้าเกี่ยวกับอาหารเติบโตต่อเนื่อง 

ส่งออก K-Food+ พุ่งเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลจากกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทระบุว่า ยอดส่งออกในหมวด K-Food+ (ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารและอุตสาหกรรมเกษตร) พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.36 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2025 โดยโตขึ้น +5.1% จากปีก่อนหน้า และเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 แล้ว โดยพระเอกของงานนี้คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือ รามยอน ที่ยอดส่งออกกระโดดขึ้นเกือบ +22% ไปแตะที่ 1.52 พันล้านดอลลาร์ ทำให้กลายเป็นหมวดอาหารประเภทเดี่ยวชนิดแรกที่มียอดขายต่างประเทศทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์

โดยเฉพาะรามยอนเผ็ดรสชีสและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ กลายเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาผู้บริโภคทั้งในจีน สหรัฐอเมริกา รวมถึงตลาดเกิดใหม่อย่างเอเชียกลางและตะวันออกกลาง โดยทางกระทรวงฯ ระบุในรายงานช่วงปลายปี 2025 ว่า “ความต้องการบะหมี่เกาหลีทั่วโลกยังคงขยายตัว และบริษัทต่าง ๆ ได้เพิ่มกำลังการผลิตรวมถึงบริหารจัดการซัพพลายเชนให้มีความเสถียรเพื่อตอบสนองความต้องการนี้”

นอกจากนี้ สินค้าหมวดอื่นก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เช่น ซอสเกาหลี ที่ได้อานิสงส์จากเทรนด์รสชาติเผ็ดหวาน รวมถึงยอดส่งออกไอศกรีมและผลไม้ที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วย

อาศัยกระแส K-pop ช่วยดัน

แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้วัฒนธรรมการกินของเกาหลีใต้โด่งดังไปทั่วโลกก็คือ วัฒนธรรม ที่นักวิเคราะห์มองว่าถือเป็นตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะจากกระแสความนิยมอย่างล้นหลามของ K-pop และซีรีส์เกาหลีที่มีส่วนช่วยกระตุ้นความต้องการอย่างมาก เนื่องจากผู้ชมมักจะเห็นอาหารเหล่านี้ปรากฏอยู่บนหน้าจอตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตัวละครในซีรีส์ รายการวาไรตี้ หรือในโฆษณาที่นั่งกินรามยอนกันอย่างเอร็ดอร่อย

โอ จีวู นักวิเคราะห์จาก CGS International กล่าวว่า เช่นเดียวกับที่ค่ายเพลง K-pop พยายาม ขยายตลาดไปต่างประเทศ ผู้ผลิตอาหารเกาหลีโดยเฉพาะกลุ่มที่ขายรามยอนก็กำลัง คิดแบบเดียวกัน เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดในเกาหลีใต้อิ่มตัวแล้ว ตัวอย่างเช่น Nongshim เจ้าของแบรนด์ Shin Ramyun ครองส่วนแบ่งตลาดในเกาหลีสูงถึง 60% สินค้าหลักของพวกเขาถูกคิดค้นมาตั้งแต่ช่วงปี 1970-1980 และยังขายได้ต่อเนื่องทุกปีโดยแทบไม่ต้องเสียค่าการตลาดเลย

นอกจากนี้ ปัญหาประชากรเกาหลีที่ลดลงยังจำกัดการเติบโตในระยะยาวภายในประเทศ ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องหันไปพึ่งพาตลาดโลกแทน ด้วยการดึงเอาไอดอล K-pop มาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อสร้างแรงดึงดูด โดยแบรนด์ Nongshim ได้แต่งตั้งเกิร์ลกรุ๊ปวง aespa จากค่าย SM Entertainment เป็น Global Ambassadors ในช่วงปลายปี 2025 หลังจากที่เพิ่งร่วมงานกับ Netflix ออกบะหมี่คอลเลกชัน K-pop Demon Hunters หรืออย่างแบรนด์ Ottogi ก็ได้ตัว Jin จากวง BTS มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์ Jin Ramen

เศรษฐกิจไม่ดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยิ่งขายได้

อีกปัจจัยที่ดันให้การส่งออก K-Food เติบโตขึ้นเป็นเพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นในต่างประเทศ โดยรายงานจาก Macquarie เมื่อเดือนพฤศจิกายนระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทำให้ตลาดบะหมี่ในสหรัฐฯ ขยายตัว เพราะผู้บริโภคต้องการ อาหารที่ราคาประหยัดและสะดวก

“การออกไปกินข้าวนอกบ้านในอเมริกาหรือยุโรปนั้นแพงมาก ผู้บริโภคอยากประหยัดเงิน พอได้ลองกินรามยอน พวกเขาก็พบว่ามันทั้งอร่อยและราคาถูก”

แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อของอาหารนอกบ้านในสหรัฐฯ จะเริ่มชะลอตัวลงจากจุดสูงสุดที่ 8.8% ในปี 2023 แต่ตัวเลขล่าสุดก็ยังอยู่ที่ 4.1% ซึ่งถือว่ายังสูงอยู่

นอกจากเรื่องตลาดที่อิ่มตัวแล้ว ผู้ผลิตบะหมี่ในเกาหลีใต้ยังต้องเจอกับการควบคุมราคาจากรัฐบาล ทำให้ปรับราคาขึ้นเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้ยาก ในขณะที่ตลาดต่างประเทศเปิดโอกาสให้บริษัทตั้งราคาขายเฉลี่ยได้สูงกว่า โดยในจีนและเอเชีย ราคาเฉลี่ยอาจสูงกว่าในเกาหลี 30-50% ส่วนในสหรัฐฯ ราคาอาจพุ่งสูงถึงเกือบสองเท่า

Macquarie ระบุว่า แบรนด์ดังจากญี่ปุ่นและเกาหลีได้ประโยชน์จากพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป เพราะเน้นที่ “นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์พรีเมียม” โดยเฉพาะ Samyang Foods ที่ถูกมองว่าเป็นผู้รับผลประโยชน์รายใหญ่ โดยคาดว่าส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นจาก 11.4% เป็น 23.9% ภายในปี 2028 ทั้งนี้ Samyang เป็นที่รู้จักจากกลุ่มผลิตภัณฑ์บะหมี่เผ็ด “Buldak” (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไก่เผ็ด) ที่โด่งดังมาจาก “Fire Noodle Challenge” ในปี 2014 ที่ท้าให้คนมากินบะหมี่เผ็ดโดยไม่ดื่มน้ำ

Source