ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านความโปร่งใส และความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในการประเมินระบบไข่ไก่ปลอดกรงของเอเชียปี 2025

ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำของเอเชียด้านความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในประเด็นสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มจากการที่บริษัทไทยเข้าร่วมการประเมินระบบไข่ไก่ปลอดกรงในเอเชียในสัดส่วนสูงที่สุดสะท้อนถึงการตื่นตัวของภาคธุรกิจต่อมาตรฐานระบบอาหารที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น

ความก้าวหน้าดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การทำงานของซิเนอร์เจียแอนนิมอล (Sinergia Animal) องค์กรพิทักษ์สัตว์ระดับนานาชาติซึ่งดำเนินงานเชิงรณรงค์อย่างต่อเนื่องในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคเอเชียส่งผลให้ภาคธุรกิจเริ่มขยับทั้งในด้านการกำหนดนโยบายจัดหาไข่ไก่ปลอดกรงการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะและการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นจากทั้งบริษัทเอกชนและภาคการเงิน

จากรายงานประจำปี 2025 ของซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ระบุว่า องค์กรสามารถผลักดันให้เกิดคำมั่นสัญญาใหม่จากภาคธุรกิจรวม 23 แห่งทั่วโลกเพื่อช่วยลดความทุกข์ของสัตว์ โดยในจำนวนนี้เป็นคำมั่นสัญญาเกี่ยวกับการใช้ไข่ไก่ปลอดกรงถึง 16 แห่ง ครอบคลุมภาคอาหาร บริการ และค้าปลีก คำมั่นสัญญาเหล่านี้เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ละตินอเมริกา และยุโรป สะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในระดับสากล

ประเทศไทยกับบทบาทศูนย์กลางความก้าวหน้าในภูมิภาค

ในปี 2025 ประเทศไทยมีบทบาทโดดเด่นในการขับเคลื่อนประเด็นความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ โดยซิเนอร์เจีย  แอนนิมอล ได้เผยแพร่รายงานจัดอันดับนโยบายไข่ไก่ปลอดกรงของผู้ค้าปลีกไทยฉบับแรก ซึ่งประเมินบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ อาทิ 7-Eleven, Lotus’s และ Big C รายงานฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความโปร่งใสของภาคค้าปลีก ซึ่งมีบทบาทโดยตรงต่อการเข้าถึงสินค้าที่มีมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ของผู้บริโภคและส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโดยรวม

ประเทศไทยยังมีบทบาทสำคัญใน Asia’s Cage-Free Tracker ฉบับที่ 6 ซึ่งประเมินบริษัทจำนวน 56 แห่งในภาคธุรกิจโรงแรม บริการอาหาร การผลิตค้าปลีกและการท่องเที่ยว โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีระดับการเข้าร่วมของภาคธุรกิจสูงที่สุดในภูมิภาค สะท้อนถึงการยอมรับว่าคำมั่นสัญญาไข่ไก่ปลอดกรงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านจริยธรรมแต่เป็นประเด็นทางธุรกิจที่ไม่อาจมองข้ามได้

ความคืบหน้าในภาคการเงินและการรณรงค์สาธารณะ

ความเปลี่ยนแปลงยังขยายไปสู่ภาคการเงินของประเทศไทย โดยธนาคารพาณิชย์ชั้นนำหลายแห่งซึ่งเคยได้รับคะแนนประเมินเป็นศูนย์จากการขาดการเปิดเผยข้อมูลด้านสวัสดิภาพสัตว์ได้เริ่มเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะผ่านโครงการ Banks for Animals ส่งผลให้คะแนนประเมินของธนาคารกสิกรไทยปรับเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 12% หรืออันดับ 2 ของเอเชียหลังการรณรงค์ในพื้นที่สาธารณะ

ในปีเดียวกันซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมรณรงค์ต่อสาธารณะ 30 ครั้ง และแคมเปญป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ 4 แห่งในพื้นที่ที่มีผู้สัญจรหนาแน่น เช่น หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งสื่อสารกับกลุ่มบริษัทชั้นนำในภาคธุรกิจอาหารและการบริการ อาทิ เครือโรงแรม Marriott, Wyndham และ Inspire Brands (ดังกิ้นโดนัท) เพื่อผลักดันประเด็นสวัสดิภาพสัตว์เข้าสู่พื้นที่สาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม

การทำงานในประเทศไทยยังเชื่อมโยงประเด็นสวัสดิภาพสัตว์เข้ากับความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านการเข้าร่วม Bangkok Climate Action Week เป็นครั้งแรก และการเสวนาเรื่อง Just Transition ขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกประเทศไทยและองค์กรภาคประชาสังคมอื่นๆ

“ในระดับประเทศแรงขับเคลื่อนยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องแม้จะมีความก้าวหน้าที่สำคัญเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องผลักดันต่อไป – เราจะยังคงทำงานอย่างใกล้ชิดกับบริษัทที่ให้คำมั่นสัญญาไว้ พร้อมทั้งติดตามความคืบหน้าของบริษัทที่ยังไม่แสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ” ศนีกานต์ รศมนตรี ผู้อำนวยการ ซิเนอร์เจีย แอนนิมอลประเทศไทย กล่าว

ความท้าทายและโอกาสของระบบอาหารไทย

แม้จะมีพัฒนาการเชิงบวกแต่การเปลี่ยนผ่านของระบบอาหารไทยยังคงขับเคลื่อนโดยความสมัครใจของภาคธุรกิจเป็นหลักควบคู่กับกรอบนโยบายของภาครัฐ โดยในปี 2020 ประเทศไทยได้ประกาศแผนเพิ่มการผลิตไข่ไก่ปลอดกรงปีละ 10 ล้านฟอง และมีกฎหมายเปิดโอกาสให้องค์กรด้านสวัสดิภาพสัตว์มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจระดับนโยบายขณะที่การกำกับดูแลการใช้กรงตับยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

ด้วยบริบทดังกล่าว คำมั่นสัญญาจากภาคธุรกิจยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง แม้ไข่จะเป็นอาหารหลักในชีวิตประจำวันของคนไทย แต่กระบวนการผลิตเบื้องหลังยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง งานรณรงค์ในปี 2025 จึงมุ่งเพิ่มการรับรู้ของสาธารณชนต่อประเด็นสวัสดิภาพสัตว์และความเชื่อมโยงกับความปลอดภัยทางอาหารสุขภาพของประชาชนและความยั่งยืนของระบบอาหาร

ในฐานะผู้ส่งออกไข่รายใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งผลิตไข่ประมาณ 480 ล้านฟองในปี 2025 (มกราคม–พฤศจิกายน) ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลก มาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ที่สูงขึ้นจึงเริ่มกลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่สอดคล้องกับความคาดหวังของตลาดโลก และความต้องการด้านความโปร่งใสที่เพิ่มขึ้นภายในประเทศ

แรงขับเคลื่อนระดับภูมิภาคและทิศทางปี 2026

• ในระดับภูมิภาค Asia’s Cage-Free Tracker ได้ประเมินบริษัท 95 แห่งทั่วเอเชีย ตอกย้ำบทบาทของความโปร่งใสในการติดตามคำมั่นสัญญา และกระตุ้นการเปิดเผยข้อมูลของภาคธุรกิจ การมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม เช่น ONYX Hospitality Group ให้คำมั่นเปลี่ยนมาใช้ไข่ไก่ปลอดกรงในเครือโรงแรมทั่วไทย ลาว มาเลเซีย และศรีลังกา

• ด้านการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภค: โครงการ Nourishing Tomorrow มีสถาบันเข้าร่วม 24 แห่ง ให้คำมั่นลดการจัดซื้อผลิตภัณฑ์จากสัตว์ 20% และจัดเมนูอาหารจากพืชอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง คำมั่น ดังกล่าวคาดว่าจะช่วยทดแทนการใช้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ได้เกือบ 2.6 ล้านมื้อต่อปี สะท้อนบทบาทของภาคสถาบันในการขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืนมากขึ้น

• ในปี 2026 ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล จะยังคงเดินหน้าลดความทุกข์ของสัตว์ในระบบอาหาร พร้อมเสริมสร้างการรณรงค์ที่ครอบคลุมในประเทศกลุ่ม Global South โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบัน สนับสนุนภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบปลอดกรง และทำงานร่วมกับผู้กำหนดนโยบายบนฐานข้อมูลที่ชัดเจน

“เราภูมิใจในความคืบหน้าที่เกิดขึ้นในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง แม้ความท้าทายข้างหน้ายังคงมีอยู่ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าการทำงานอย่างต่อเนื่องสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจ สนับสนุนการกำหนดนโยบาย และช่วยลดความทุกข์ของสัตว์ได้ในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม” แคโรลินา กาลวานี ผู้อำนวยการบริหาร ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล กล่าว