BAM ชูทรัพย์มหาชนฯ โมเดลธุรกิจใหม่ที่ลงตัว ปลดล็อกทั้งปมเศรษฐกิจและสังคม ประกาศความสำเร็จยอดขายทะลุเป้า เติมฝันคนอยากมีบ้านกว่า 1,000 ราย


ผลลัพธ์ความสำเร็จโครงการ ทรัพย์มหาชน เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ไม่ใช่แค่ยอดขายที่ทะลุเป้าหมาย 800 ล้านบาท แต่ยังเติมฝันคนอยากมีบ้าน ผ่านการส่งมอบบ้านไปแล้วกว่า 1,000 ครัวเรือน ซึ่ง BAM จะยึดเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาทั้งเศรษฐกิจและสังคม


โมเดลธุรกิจแบบใหม่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและสังคม

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM มองว่า ทรัพย์มหาชนฯ คือการสร้างโมเดลใหม่ของการทำธุรกิจที่ผสมผสานระหว่างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างดี ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิรูประบบการเงินในวงกว้าง โดย BAM จะนำบทเรียนจากโครงการมาปรับรูปแบบให้ตอบโจทย์มากขึ้น ผ่านการนำ Key Success มาต่อยอดอายุ จัดโปรโมชัน ขยายสู่ทรัพย์มหาชนฯ เฟสสอง ที่จะพัฒนาแนวทางให้เหมาะสมกับบริบทกลุ่มลูกค้าที่มีหลากหลายความต้องการ

แนวคิด Opportunities for All ของ BAM ถูกนำมาต่อยอดสู่โครงการทรัพย์มหาชนฯ โดยคัดทรัพย์จำนวนกว่า 15,000 รายการ ทั้งบ้าน, ห้องชุดพักอาศัย, อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า มูลค่ารวมกว่า 14,000 ล้านบาท กระจายอยู่ทั่วประเทศ กลายเป็นโซลูชันที่สร้างโอกาสใหม่ให้สังคมไทยเข้าถึงสิทธิ์ในการมีบ้านหลังแรกได้จริง ควบคู่การทำธุรกิจ และลดการตั้งสำรองตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อระบาย Port Folio ที่ถือครองมานานด้วย


ยอดขายทะลุเป้า กว่า 50% ลูกค้าซื้อเงินสด

กระแสตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ภายในระยะเวลา 4 เดือน (ก.ย.-ธ.ค. 2568) ขายทรัพย์ไปแล้วมูลค่ารวมกว่า 800 ล้านบาท โดยห้องชุดพักอาศัย หรือคอนโดมิเนียม มาแรงเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 477 รายการ มูลค่า 186 ล้านบาท ตามมาด้วยทาวน์เฮ้าส์ จำนวน 236 รายการ มูลค่า 260 ล้านบาท และบ้านเดี่ยว จำนวน 231 รายการ มูลค่า 318 ล้านบาท รวมถึงทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ทั้งนี้ ข้อมูลอัปเดท ณ วันที่ 20 มกราคม 2569 ยอดขายรวมขยับมาอยู่ที่ 972 ล้านบาท จากผู้สนใจจำนวน 6,722 ราย

หนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจของผู้ซื้อทรัพย์คือ กว่า 50% ซื้อเงินสด สะท้อนว่าทรัพย์มหาชนฯ ไม่ใช่แค่โอกาสของคนตัวเล็กที่อยากมีบ้าน แต่ยังรวมถึงนักลงทุนอีกด้วย BAM จึงเตรียมขยายเงื่อนเวลาและขอบบนของราคาทรัพย์จาก 3 ล้านบาท เป็น 5 ล้านบาทในเฟสสอง ซึ่ง ดร.รักษ์ อธิบายว่า ข้อดีของการซื้อเงินสด ทำให้ผู้ซื้อได้ทรัพย์ที่ดีในราคาต่ำกว่าราคาตลาดราว 20% จึงเป็นมุมที่หลายคนมองถึงการลงทุนเพื่อนำไปขาย หรือปล่อยเช่า


ความสำเร็จคือ Win-Win เดินต่อยอดสู่เฟสสอง

“ทรัพย์มหาชน เป็นการนำทุกขเวทนาของ BAM ที่ต้องโดนตั้งสำรองในการถือครองทรัพย์ยาวนาน มาเป็นตัวตั้งในการทำงานครั้งนี้ ซึ่งความสำเร็จคือ Win – Win นอกจากเราไม่ต้องตั้งสำรองแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจำนวนหลักร้อยล้านต่อปี มีทั้งค่าภาษี ค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพย์ และค่านิติอีกด้วย ในมุมนี้เป็นการพลิกทรัพย์ร้างให้กลายเป็นทรัพย์สร้างคุณค่า โดย BAM เชื่อว่าทรัพย์มือสองยังเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากราคา ทำเลที่ตั้ง ตอบโจทย์ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน” ดร.รักษ์ กล่าว

การต่อยอดความสำเร็จสู่ทรัพย์มหาชน เฟสสอง BAM จะเพิ่มกลุ่มเป้าหมายเป็นบุคคลทั่วไปให้สามารถเข้าถึงทรัพย์ได้ง่ายขึ้น โดยจะปรับเงินทำสัญญา และขยายราคาป็น 5 ล้านบาท มีทรัพย์มากกว่า 21,000 รายการ ประกอบด้วย บ้าน, ห้องชุดพักอาศัย, อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า มูลค่ารวมกว่า 32,000 ล้านบาท ซึ่งทรัพย์ไฮไลต์จะอยู่ในย่านกรุงเทพฯชั้นใน (CBD1-2) และคอนโดมิเนียมใกล้ระบบขนส่งมวลชน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ทั้งพนักงานออฟฟิศและข้าราชการระดับซี 5 ขึ้นไป

“ในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายไม่สูงมากนักราว 3,000 – 3,500 ยูนิต คิดเป็นเม็ดเงินรวม 2,500 -2,800 ล้านบาท เพราะความผันผวนของเศรษฐกิจเหวี่ยงแรงกว่าปีที่แล้วมาก อาจนำมาสู่การปิดกิจการของธุรกิจเพิ่มเติม และเป็นอีกหนึ่งสาเหตุทำให้ลูกค้าในกลุ่มนี้หดหายไป รวมถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้น ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอาจส่งผลกระทบให้คนผ่อนไม่ไหว แต่ลูกค้า BAM จะไม่กระทบมาก เพราะเราให้ผ่อนตามความไหวของแต่ละคนไม่เหมือนกับแบงก์”


พร้อมลุยโปรเจ็กใหม่ขาย “คอนโดพร้อมผู้เช่า”

จากข้อมูลพบว่า ปัจจุบันมีกลุ่มคนที่มีต้องการซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่าเป็น Passive Income ประมาณ 70,000 – 100,000 คน ทำให้ BAM มองเห็นโอกาสใหม่เตรียมเปิดขาย “คอนโดพร้อมผู้เช่า” ในปลายไตรมาสแรกของปีนี้ โดยร่วมกับพันธมิตรที่เป็นนายหน้าอยู่แล้ว ช่วยหาผู้เช่าเข้ามาอยู่ในทรัพย์ของ BAM เพื่อขายพร้อมสัญญาเช่า โดยจะนำร่อง 100 ยูนิต นอกจากนี้ ยังเตรียมขยายโมเดลทรัพย์มหาชนไปสู่รูปแบบอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้ในลูกค้ากลุ่มที่ไม่เคยรู้จักตัวตนของ BAM ได้เป็นอย่างดี

ส่วนการแก้ปัญหาทรัพย์ร้างนั้น ดร.รักษ์มองว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือ เปลี่ยนมุมมองของคน Generation Rent ที่เน้นเช่ามากกว่าซื้อบ้านมาเป็นภาระ โดยนำ NPA เข้ามาเป็นหนึ่งในสมการของการลงทุน เพราะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ซึ่งมาร์จินในการถือครอง NPA จะอยู่ประมาณ 17% ต่อปี

BAM ภายใต้การขับเคลื่อนของ ดร.รักษ์ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา มุ่งนำปัญหาของลูกหนี้มาบริหารจัดการ เพื่อสร้างการเติบโตไปด้วยกัน พร้อมพยายามสร้างแรงบันดาลให้กับ AMC อื่น ๆ ว่าหนี้เสียไม่ใช่คำสาป และหนี้เสียสามารถทำให้กลับมาเป็นหนี้ดีได้