หญิงไทยหนึ่งเดียว ศิษย์เก่าดีเด่น 2569 Imperial College ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง ขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน “ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช”

ผู้หญิงไทยคนแรกในประเทศไทยที่ศึกษาฟิสิกส์นิวเคลียร์พลังงานสูง ศิษย์เก่าอิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน หนึ่งใน 5 มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำของโลก เป็นหนึ่งในผู้หญิงชาวเอเชียกลุ่มแรกๆ ที่ทำการทดลองที่เซิร์น (CERN) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

จากปริญญาเอกด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์ สู่ตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลไทย เส้นทางอาชีพของคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นั้นน่าทึ่งมาก ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เธอทุ่มเทอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ในประเทศไทย เป็นประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ อุทิศตนเพื่อปกป้องและพัฒนาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติของประเทศไทย ปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 20 ล้านต้น

ล่าสุด คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น 2569 Distinguished Alumni Award (ปริญญาเอก สาขาฟิสิกส์ ปี 2513) จาก Imperial Alumni รางวัลที่มอบให้แก่ศิษย์เก่าผู้มีผลงานโดดเด่นและได้รับการยกย่อง แสดงให้เห็นถึงความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านส่วนตัวและด้านอาชีพ เป็นผู้นำในสาขาของตน หรือสร้างผลกระทบอย่างสำคัญต่อสังคม

รางวัลศิษย์เก่าอิมพีเรียล จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จและยกย่องบัณฑิตอิมพีเรียลที่โดดเด่น ผู้สร้างผลกระทบอย่างยิ่งใหญ่ในโลก โดยปีนี้มีผู้ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นจำนวน 9 ท่าน ใน 3 ประเภทรางวัล ตั้งแต่พลังงานสะอาดและนวัตกรรมด้านสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการดูแลสุขภาพ การศึกษา และการเป็นผู้ประกอบการ ในฐานะผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่กำหนดนิยามใหม่ของสิ่งที่เป็นไปได้ เป็นผลงานที่จะสร้างอนาคตที่ยุติธรรมและยั่งยืนยิ่งขึ้นสำหรับชุมชนทั่วโลก

หนึ่งในนั้นคือ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช ศิษย์เก่าดีเด่นประจำปี 2569 สาขา Distinguished Alumni Award 

คำประกาศเกียรติคุณ : เธออุทิศทั้งชีวิตให้กับการเปลี่ยนความอยากรู้อยากเห็นทางวิทยาศาสตร์ให้เกิดผลกระทบในระดับชาติ จากวัยเด็กในชนบทของประเทศไทย สู่การกำหนดนโยบายของรัฐบาลและการสนับสนุนการปกป้องสิ่งแวดล้อม เธอได้กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดของประเทศไทยในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และความยั่งยืน

จากเด็กขายน้ำฝนสถานีรถไฟ

ไม่ว่าพิจารณาจากมาตรฐานใด เส้นทางชีวิตของกัลยาถือว่าไม่เหมือนใคร เกิดวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2483 เป็นลูกคนที่ 2 ในบรรดา 8 พี่น้อง ของครอบครัวพ่อค้าตระกูลพงศ์พูนสุขศรี ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา

เช่นเดียวกับเด็กชนบท ชีวิตในวัยเยาว์ของเธอไม่ได้สุขสบายเหมือนคนเมืองกรุง ไม่มีทั้งไฟฟ้าและน้ำประปา มีเพียงตะเกียงเจ้าพายุช่วยให้แสงสว่าง ต้องตักน้ำจากคลองมาใช้ ช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว ถ้าอยากได้ขนมหรือชุดใหม่ ต้องทำงานเอง จึงเริ่มขายน้ำฝนที่สถานีรถไฟในหมู่บ้าน

เด็กหญิงกัลยาเรียนจบประถมศึกษาจากโรงเรียนวัดใหม่ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนสีคิ้วสวัสดิ์ผดุงวิทยา ความที่เป็นเด็กเรียนเก่ง เธอได้เข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในกรุงเทพฯ และด้วยการสนับสนุนจากครูอาจารย์ เธอจึงได้รับโอกาสเรียนวิทยาศาสตรบัณฑิตที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสำเร็จปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิต(เกียรตินิยม) สาขาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ และไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท และปริญญาเอก สาขานิวเคลียร์ฟิสิกส์ ที่อิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ถามว่าอะไรเป็นแรงผลักดันให้เธอตัดสินใจก้าวไปข้างหน้า?

“ฉันคิดว่าบางทีอาจเป็นลักษณะเฉพาะของนักวิทยาศาสตร์” เธอกล่าว “ฉันอยากไปให้ไกลกว่านี้และเรียนรู้เพิ่มเติม”

ทลายกำแพงอุปสรรค

แม้ว่ากัลยาจะได้รับการตอบรับเข้าเรียนที่อิมพีเรียล ทว่า ด้วยภาษาอังกฤษที่ไม่ดี ความเหงา และสภาพอากาศที่หมอกลงจัดของอังกฤษ เธอยอมรับอย่างไม่อายว่า

“ฉันร้องไห้ ฉันไม่เข้าใจการบรรยาย สำเนียงและภาษาถิ่นที่แตกต่างกันจากทั่วสหราชอาณาจักร”

จนที่สุดสามารถก้าวผ่านไปได้อย่างเข้มแข็งและอดทน หกเดือนต่อมากัลยาตกลงใจสมัครเรียนปริญญาเอกและได้รับทุนการศึกษาเต็มจำนวน พร้อมทั้งทำงานเป็นผู้ช่วยในห้องปฏิบัติการเพื่อหารายได้เสริม บอกตัวเองว่าจะไม่กลับบ้านจนกว่าจะประสบความสำเร็จ

เมื่อหวนนึกถึงช่วงเวลาที่อิมพีเรียล เธอรู้สึกโชคดีที่ได้มาเรียนที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกดีๆ มิตรภาพระดับนานาชาติไปจนถึงการศึกษาค้นคว้าในยามค่ำคืนหน้าคอมพิวเตอร์

“ที่อิมพีเรียล ฉันโชคดีมากที่ได้ใช้ IBM 360” เธอกล่าว “ทั้งมหาวิทยาลัยใช้คอมพิวเตอร์เครื่องนี้เครื่องเดียว แต่เนื่องจากนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ต้องการหน่วยความจำจำนวนมาก ฉันจึงต้องใช้เวลาตอนกลางคืนเพื่อศึกษาการชนกันของอนุภาค”

กัลยาสำเร็จการศึกษาจากอิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน ในปี พ.ศ. 2513 หลังจากจบปริญญาเอก เธอกลับไปสอนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่สอนได้เพียงปีเดียวก็ต้องหยุดลง ก้าวเข้าสู่สถานภาพใหม่

เธอแต่งงานกับคุณโชติ โสภณพนิช ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ สำนักงานลอนดอน ทำให้เธอได้กลับไปลอนดอน ใช้เวลาอยู่ที่นั่น 5 ปี ก่อนจะย้ายครอบครัวไปฮ่องกงอีก 4 ปี จึงกลับมาตั้งรกรากที่เมืองไทยจวบจนปัจจุบัน โดยมีทายาทรวม 4 คนคือ โชติยา ชลิต สุภณา และกิติยา

ปลูกต้นไม้เพื่ออนาคต

ด้วยบทบาทใหม่ของการเป็นคุณแม่ ในตอนแรกเธอไม่ได้ทำงานประจำ กระทั่งได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นี่เองที่นำไปสู่บทบาทแรกของเธอในภาครัฐ ในปี พ.ศ. 2521 เมื่อเธอกลายเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม

กระนั้น เธอยังต้องการทำสิ่งที่มากไปกว่านั้น เมื่อหวนนึกถึงประสบการณ์เมื่อครั้งอยู่ในอังกฤษ กัลยาสังเกตว่าชาวอังกฤษรักต้นไม้มาก เมื่อตัดกิ่งไม้ก็ต้องใส่ยาทำแผลให้ หาฟางคลุมให้เมื่ออากาศหนาว จุดประกายให้เธอก่อตั้ง “มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์” ขึ้น ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี สถาบันปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 20 ล้านต้นทั่วประเทศ ส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

“เมื่อคุณปลูกต้นไม้ คุณกำลังปลูกอนาคต คุณกำลังฟื้นฟูป่าฝนที่เสียหาย การปลูกป่าชายเลนช่วยซ่อมแซมระบบนิเวศ และยังสร้างงานให้กับผู้คนสามารถนำเงินไปลงทุนในการศึกษาให้กับลูกหลานได้”

มูลนิธิแห่งนี้ดำเนินงานภายใต้ปรัชญาการสร้างป่าไม้โดยการพัฒนาผู้คน เน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างระบบนิเวศ สุขภาพ และมนุษย์ รวมทั้งส่งเสริมให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้ผ่านโครงการด้านการศึกษา

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง ในปี พ.ศ. 2529 กัลยาได้ใช้ความรู้ที่ได้จากช่วงเวลาที่ศึกษาอยู่ที่อิมพีเรียล ร่วมก่อตั้งศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความสำคัญต่อความก้าวหน้าทางดิจิทัลของประเทศไทย

ก้าวเข้าสู่การเมือง

ในปี พ.ศ. 2543 กัลยาตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้สมัครอิสระ โดยไม่มีพื้นฐานหรือความรู้ทางการเมืองใดๆ

“ฉันมีเพียงความคิดและหัวใจที่ต้องการทำให้กรุงเทพฯ เป็นสถานที่น่าอยู่ และพัฒนาโรงเรียนต่างๆ ที่นี่”

แม้ไม่ชนะการเลือกตั้ง แต่ก็ได้อันดับ 4 กัลยาได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มต้นการเป็นสมาชิกพรรคเป็นเวลา 25 ปี ที่ทำให้เธอได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2551-2553) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (2562-2566) ด้วยบทบาทรัฐมนตรีนี่เอง กัลยาได้ริเริ่มนโยบายที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง

ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กัลยาเป็นผู้นำนโยบายปฏิรูป “การเขียนโค้ดสำหรับทุกคน” จุดประสงค์เพื่อบูรณาการการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้เป็น “ภาษาที่สาม” ผลักดันเข้าสู่หลักสูตรการศึกษาแห่งชาติ โดยเริ่มตั้งแต่ระดับอนุบาล เพื่อเตรียมเยาวชนไทยให้พร้อมสำหรับยุคดิจิทัล ด้วยการตระหนักถึงทรัพยากรของโรงเรียนที่แตกต่างกัน เธอสนับสนุนแนวคิดการสอนที่ไม่พึ่งพาอุปกรณ์โดยตรง ซึ่งเธอเรียกว่า “unplugged coding”

คนส่วนมากเมื่อได้ยินคำว่า “Coding” มักนึกถึงคอมพิวเตอร์ อัลกอริทึม หรือเทคโนโลยี แต่สำหรับฉัน การเขียนโค้ดไม่ได้หมายถึงแค่เครื่องจักร แต่หมายถึงจิตใจของมนุษย์ วิธีการคิด วิธีการแก้ปัญหา และวิธีการสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่ละคนต่างมี “Code” อันทรงพลังอยู่ในตัว นั่นคือความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผล การกระทำอย่างมีเป้าหมาย และการเป็นผู้นำด้วยความเห็นอกเห็นใจ นี่คือปรัชญาที่ฉันเรียกว่า “unplugged coding” การเขียนโค้ดแบบไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ด้วยหวังว่าการเรียนรู้หลักพื้นฐานของการเขียนโค้ดจะช่วยให้ผู้คนสามารถแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้

“ยิ่งคุณเขียนโค้ดโดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์มากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งแก้ปัญหาได้มากขึ้นเท่านั้น และการแก้ปัญหาโดยใช้การทำงานของสมองส่วนบริหารจัดการจะทำให้สมองของคุณแข็งแกร่งขึ้น”

เธอยังให้ความสำคัญกับการบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่เด็กเล็ก ซึ่งก่อนหน้านี้จะสอนเฉพาะเด็กที่สนใจเท่านั้น

“เด็กทุกคนล้วนสนใจวิทยาศาสตร์” เธอกล่าว “ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลมหรือแสง ถ้าเด็กอายุ 4 ขวบถามเกี่ยวกับหัวใจมนุษย์หรือท้องฟ้า เราก็ต้องตอบสนอง”

นอกจากนี้ กัลยา ยังให้ความสำคัญกับศิลปะ โดยมีนโยบายส่งเสริมจินตนาการ วัฒนธรรม และความร่วมมือ

การชลประทานเพื่อการเกษตรของไทย

นอกเหนือจากเรื่องการเมืองแล้ว ความทุ่มเทของกัลยาต่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อมยังเห็นได้จากการเป็นผู้นำโครงการบริหารจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ เธอกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เราผลิตอาหารจำนวนมากให้กับโลก

“การเกษตรต้องการน้ำ แต่ระบบชลประทานของเราครอบคลุมพื้นที่เพียง 20% เท่านั้น ฉันมาจากชนบท อยากช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร”

กัลยาจึงให้ความสำคัญกับการศึกษาและการมีส่วนร่วมของชุมชน งานของเธอในโครงการชลกร (วิศวกรน้ำ) มุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างศักยภาพให้คนในท้องถิ่นมีทักษะในการจัดการทรัพยากรของตนเองอย่างยั่งยืน

“เรามีน้ำมากมาย แต่เรามีคนไม่เพียงพอที่จะจัดการน้ำ ตัวอย่างเช่น ในฤดูมรสุมเราสามารถกักเก็บน้ำได้เพียง 5% เท่านั้น”

นักเรียนในโครงการนี้จะได้เรียนรู้วิธีการหาสถานที่กักเก็บน้ำ การบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งการจัดการน้ำส่วนเกิน สร้างความตระหนักถึงประเด็นสำคัญต่างๆ เช่น ภัยแล้งและน้ำท่วม

“ตอนเด็กๆ ฉันไม่มีอะไรเลย ไม่มีไฟฟ้า มีแค่น้ำฝน ฉันอยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ เพราะไม่ว่าคุณจะเกิดที่ไหน คุณก็สามารถเลือกได้ว่าจะไปอยู่ที่ไหนถ้าคุณได้รับการศึกษา ฉันรู้สึกขอบคุณอิมพีเรียลมากสำหรับสิ่งนี้”

ความท้าทายบทใหม่-แคนดิเคตนายกรัฐมนตรี

ปัจจุบันงานของโครงการชลกร เน้นไปที่การช่วยเหลือคนรุ่นใหม่ เธอเป็นสมาชิกศิษย์เก่าอิมพีเรียลที่กระตือรือร้น แบ่งปันความเชี่ยวชาญและประสบการณ์มากมายให้กับชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

กัลยาได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นอัศวินชั้นสูงสุด (ชั้นพิเศษ) แห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก ซึ่งทำให้เธอได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “คุณหญิง” เครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้เป็นหนึ่งในเกียรติยศสูงสุดของประเทศไทย พระราชทานโดยพระมหากษัตริย์แก่บุคคลที่ได้ทำคุณประโยชน์อย่างยอดเยี่ยมแก่ประเทศชาติ

วันนี้ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ในวัย 85 ปี จับมือกับ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ก่อตั้งพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมเปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 ชูนโยบายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยีเพื่ออนาคตของเด็กไทย ด้วยพลังและความมุ่งมั่นอย่างเปี่ยมล้น

“ดิฉันอยากอุทิศชีวิตที่เหลือให้กับประเทศชาติ” เธอกล่าว “เพื่อยกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่ประชาชนชาวไทย เพื่อให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายในอนาคตได้”