หากพูดถึงชื่อ หมู-อาซาว่า หรือ พลพัฒน์ อัศวะประภา เชื่อว่ามีน้อยคนที่จะไม่รู้จัก เพราะ หมู-อาซาว่า ถือเป็นดีไซเนอร์ผู้ทรงอิทธิพลและผู้ก่อตั้ง Asava Group อาณาจักรไลฟ์สไตล์ที่เติบโตมานานกว่า 18 ปี ดังนั้น Positioning จะพาไปพูดคุยถึงแนวคิดการทำธุรกิจให้อยู่รอดในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และก้าวต่อไปจากนี้
จากแบรนด์แฟชั่น สู่อาณาจักรไลฟ์สไตล์ครบวงจร
หมู-อาซาว่า เริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นอาณาจักรว่า ครั้งแรกที่ก่อตั้งแบรนด์ Asava คือ วันที่ 8 เดือน 8 ปี 2008 จากวันนั้นถึงวันนี้ 18 ปี ผ่านไป จากแบรนด์แฟชั่นก็ได้ขยายเป็นอาณาจักร Asava Group ประกอบด้วย 6 แบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอ ครอบคลุมธุรกิจแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และร้านอาหาร ได้แก่
- Asava: แบรนด์แฟชั่นที่ถือเป็นพี่ใหญ่ ปัจจุบันสร้างรายได้ราว 30% ของกลุ่ม
- ASV: น้องสาวคนรอง แต่มีการเติบโตโดดเด่นสุดในกลุ่ม คิดเป็นสัดส่วนรายได้ราว 20%
- Uniform by Asava: แบรนด์ผู้ผลิตชุดยูนิฟอร์ม คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 30% เป็นอีกแบรนด์ที่ยังมีโอกาสเติบโต
- White Asava: แบรนด์จัดชุดเจ้าสาว – เพื่อนเจ้าสาว และลูกค้าที่ต้องการชุด Customize ไว้ใช้ในโอกาสพิเศษ
- MOO: แฟชั่นผู้ชายสไตล์สตรีท เพิ่งเติบโตได้แค่ 4 ปี และเปิดมาในช่วง COVID-19 ทำให้ปัจจุบันพึ่งค้นทางเจอว่ากลุ่มลูกค้าผู้ชายมองหาอะไร
- Sava All Day Dining: ธุรกิจร้านอาหาร ปัจจุบันมี 2 สาขาที่เอ็มโพเรียม และเซ็นทรัล ชิดลม แม้จะมีแค่ 2 สาขา แต่สามารถสร้างรายได้ถึง 20% ของทั้งกลุ่ม
ต่างแบรนด์ก็ต่างโจทย์ที่ต้องแก้
หมู-อาซาว่า ยอมรับว่า ในปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ท้าทาย เพราะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งภาวะเศรษฐกิจ สงคราม ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีโจทย์ที่ต้องแก้ เริ่มจาก Asava แบรนด์พี่ใหญ่ที่ต้องปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เปลี่ยนไป
“ตอนนี้ไม่ใช่แค่ไทย แต่สถานการณ์ทั่วโลก หลายประเทศเจอปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งมันส่งผลต่อธุรกิจรวมแฟชั่น จะเห็นว่าซูเปอร์แบรนด์ทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 15 แบรนด์ ขยับดีไซเนอร์หมด แต่เรายังถือว่าโชคดี แม้จะไม่เป็นไปตามเป้า ที่วางไว้เมื่อ 5 ปีก่อน แต่ก็เติบโตทุกปี”
โดยในปีนี้ Asava จะปรับปรุง Headquarter ที่สุขุมวิท 45 และจะเปิด Flagship store ใหม่ในรูปแบบ Stand-alone ใจกลางเมือง เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มองหา “Journey & Experience” พวกเขาต้องการสัมผัสตัวตนของแบรนด์ ต้องการคอมมูนิตี้ อีกทั้งต้องการยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความเป็น Global luxury
“ประเทศรอบนอกเราพยายามพาแบรนด์แฟชั่นในประเทศเป็น Global luxury เราก็ต้องไปทางนั้น และตอนนี้ ผู้บริโภคคนไทยอยากเดินร้านที่มีมิติ ไม่ใช่ Shop in Shop แบบในห้างฯ ซึ่งเหมาะกับกลุ่มนักท่องเที่ยวมากกว่า”
นอกจากนี้ กำลังมองหาโอกาสการเติบโตใหม่ ด้วยการขยายไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในตะวันออกกลาง เพราะมีกำลังสูง และเดินทางมาไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ
ASV น้องสาวคนรอง ต้องปรับให้จับต้องง่ายขึ้น
ในส่วนของแบรนด์ ASV เป็นอีกแบรนด์ที่เติบโตมากที่สุด ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen Z และ Millennials โดยปีนี้ แบรนด์จะมีการ ปรับราคา ให้เข้าถึงง่ายขึ้น จากเดิมเริ่มต้นที่ 2,000 บาท อาจจะปรับเหลือ 1,000 ปลาย ๆ และจะเน้นที่ Concept, Mood Tone มากขึ้น
“พอพูดถึง Gen Z-Millennial ยังมีปัญหาเรื่องราคาอยู่ และลูกค้ากลุ่มนี้ ไม่วิ่งตามกระแสแฟชั่น แต่หาไวบ์ หาลุคที่ต้องการ ดังนั้น การสร้างไวบ์เป็นสิ่งสำคัญ หาของที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ กับไวบ์ที่ต้องการพรีเซ็นต์ตัวเอง ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปที่ความสบาย ความรีแล็กซ์ ดังนั้น แบรนด์เราต้องเปลี่ยนไปตามกลุ่มลูกค้าที่หวัง”
Uniform ยังไปได้ แต่กังวลแรงงานที่ลดลง
ในส่วนของ Uniform by Asava ถือเป็นอีกธุรกิจเด่นของกลุ่ม โดย หมู-อาซาว่า มองว่า จุดแข็งของ Uniform by Asava ที่ทำให้หลายบริษัทเลือกใช้บริการ คือ การที่เป็น Service Identity Design ให้กับแบรนด์นั้น ๆ เข้าไปช่วยองค์กรสร้างอัตลักษณ์ผ่านตัวพนักงาน ตั้งแต่การวางคอนเซ็ปต์กับทีมการตลาด ออกแบบให้สะท้อนภาพลักษณ์องค์กร
“ย้อนไป 15 ปีก่อน เราถือเป็นเจ้าแรก ๆ ที่เป็นดีไซเนอร์แบรนด์มาทำยูนิฟอร์ม จนตอนนี้สถาบันการเงินเกือบทุกแห่งในไทยเป็นลูกค้าเรา และเราก็พัฒนาเป็น One-stop Shop ที่ครบวงจร ลูกค้าสามารถวัดตัวออนไลน์ได้ สั่งซื้อออนไลน์ได้ เรามีไซส์ 200 ไซส์ ทั้งบนและล่าง”
อย่างไรก็ตาม หมู-อาซาว่า เองยอมรับว่า ธุรกิจนี้กำลังเผชิญความท้าทายด้าน ความยั่งยืน เนื่องจากโลกที่เปลี่ยนไป คนก็ลดลง หลายองค์กรปรับลดจำนวนพนักงาน ดังนั้น เขาเองก็เริ่มมองหาธุรกิจอื่น ๆ มาเสริม
“ลูกค้าเราส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่ต้องสัมผัสหรือติดต่อกับลูกค้า ต้องเป็น Front line เช่น ธุรกิจโรงแรม ธนาคาร โรงพยาบาล ไม่ใช่พนักงานโรงงานทั่วไป ซึ่งนี่ก็เป็นอีกความท้าทายของเราในอนาคต”
ร้านอาหารไม่ได้ทิ้ง ยังเป็นลูกรัก
ในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร SAVA THAI THAI FLAVOUR ทาง หมู-อาซาว่า บอกว่าก็เป็นอีก ลูกรัก และมองถึงโอกาสในการขยายสาขา โดยต้องการเปิดแบบ Stand-alone แต่ด้วย ราคา ที่จับกลุ่มลูกค้ากลุ่มกลาง-บน ทำให้หาทำเลที่เหมาะสมได้ยาก ในส่วนของการขยายไปต่างประเทศ มีวางแผนไว้ โดยคุยกับพาร์ทเนอร์ที่จีน, ไต้หวัน และฮ่องกง แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจของโลก มองว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของธุรกิจอาหาร นอกเหนือจาก SAVA THAI THAI FLAVOUR แล้ว ทาง หมู-อาซาว่า ก็ได้ร่วมกับ ยูกิ-ศรีกาญจนา เจ้าของแบรนด์ NARA Thai Cuisine ในการเปิดแบรนด์ Co-Limited (โค ลิมิเต็ด) ร้านอาหารอีสานและสตรีทฟู้ดพรีเมียม ซึ่งในส่วนของแบรนด์ Co-Limited กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดต่างประเทศ ทั้งฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และอินโดนีเซีย และมีแผนจะขยายสาขาเพิ่มอีก
เข้าสู่ธุรกิจบันเทิง ด้วยแพชชั่นที่ไม่เคยใช้
แม้ว่า Asava Group จะมีแบรนด์ถึง 6 แบรนด์ในเครือ แต่ หมู-อาซาว่า ก็ยังไม่หยุดที่จะหา ธุรกิจใหม่ โดยล่าสุด เขาได้สยายปีกสู่โลกแห่งคอนเทนต์และบันเทิง ด้วยบทบาท ผู้จัดละคร ภายใต้บริษัท Asava Studio และธุรกิจบริหารศิลปินภายใต้บริษัท MJ Management อย่างไรก็ตาม 2 บริษัทนี้จะไม่ได้อยู่ใน Asava Group
“พี่ชายเป็นประธาน MONO29 และเราก็เป็นกรรมการ แต่ช่องเขาไม่มีละครวัยรุ่น เพราะตอนนี้คนที่จ่ายเงินให้แพลตฟอร์มจะดูซีรีส์วาย ดูซีรีส์วัยรุ่น เพราะโตขึ้นไปไม่ค่อยจ่าย ชินกับการดูฟรี ถ้าจะให้ช่องโต ต้องมีซีรีส์วัยรุ่นช่วยขับเคลื่อน แต่ในช่องไม่มีคนที่ถนัดกลุ่มนี้ เน้นเรื่องบู๊ ผี เขาเลยโยนให้เราทำ”
การทำซีรีส์ไม่ใช่แค่โอกาสทางธุรกิจ เพราะตอนนี้ตลาดซีรีส์แนว Y และ Yuri ที่กำลังเป็นที่ต้องการของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและกลุ่มผู้ชมรุ่นใหม่ แต่ หมู-อาซาว่า อธิบายว่า มันคือการกลับมา หยิบแพชชั่นที่เคยฝังไว้มาใช้
“เรามองว่าเราชอบ เพราะจบการแสดง เป็นหนึ่งในแพชชั่นที่ไม่ได้ใช้ ประกอบกับโอกาสที่เข้ามา เลยมองว่าเป็นอีกช่องทางที่เราทำได้ ทุกธุรกิจที่เราทำ ไม่ใช่ว่าทำเพื่อให้พอร์ทโต แต่ทำเพราะอยากทำ ชอบ”
โดย หมู-อาซาว่า มองว่า ในปีนี้จะผลิตคอนเทนต์ประมาณ 3-4 เรื่อง ป้อนช่อง MONO29 และขายไปญี่ปุ่น ไต้หวัน
ความยากคือ บาลานซ์ความชอบและการเติบโต
จากธุรกิจแฟชั่น สู่อาณาจักรไลฟ์สไตล์ และกำลังกระโดดสู่ธุรกิจบันเทิง สิ่ง หมู-อาซาว่า มองว่ายากที่สุดในการทำธุรกิจ คือ การบาลานซ์ระหว่างการเติบโตของธุรกิจกับความชอบส่วนตัวให้มันควบคู่กัน โดยที่ เราไม่ขยะแขยงงานตัวเอง
“สิ่งที่ถูกใจเรามันมีมูลค่าทางธุรกิจด้วย ดังนั้น เราต้องบาลานซ์ เราเอาความชอบเรานำไม่ได้ หรือพนันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต้องคิดถึงลูกน้อง ความมั่นคงของลูกน้อง”
สุดท้าย หมู-อาซาว่า มองว่า Asava Group ไม่ได้ต้องการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเหมือนในอดีต แต่ต้องเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่องทุกปีก็พอ
“ตอนนี้เป็นช่วงต่อยอดแล้ว ผ่านช่วงวิ่งไล่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาแล้ว เราต้องการโตอย่างมั่นคงมากกว่า เพราะโอกาสพลาดพลั้งน้อย ดำเนินธุรกิจด้วยความไม่ประมาท มีสติมากขึ้น บริหารความเสี่ยงต่อบริษัท อะไรเสี่ยงมาก เราก็ต้องคิดให้หนัก” หมู-อาซาว่า ทิ้งท้าย








