‘ไทยซัมมิท’ ยักษ์ใหญ่ชิ้นส่วนยานยนต์ไทย อาจพิจารณาขายกิจการ หลังเผชิญแรงกดดันยุค EV และปัญหาผู้สืบทอด

Bloomberg รายงานว่า จากแหล่งข่าววงในได้เปิดเผยว่า ไทยซัมมิท กรุ๊ป (Thai Summit Group) ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของไทย กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการขายกิจการ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) สถานการณ์การเมือง และปัญหาการหาผู้สืบทอดธุรกิจภายในตระกูล จึงรุ่งเรืองกิจ

โดยธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลกหลายแห่งได้เสนอแผนขายกิจการให้แก่ครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ โดยคาดว่ามูลค่าอาจสูงถึง 1,500 – 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5 หมื่นล้านถึง 6.7 หมื่นล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีการแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินอย่างเป็นทางการ และการพูดคุยยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น

โดยทางธนาคารได้เสนอชื่อกลุ่มทุนข้ามชาติอย่าง CVC Capital Partners, Warburg Pincus และ Blackstone Inc. เป็นผู้ซื้อที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่มีการทาบทามอย่างเป็นทางการ

แม้ไทยซัมมิทจะมีรายได้ต่อปีมากกว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์ มีพนักงานกว่า 20,000 คน และมีฐานการผลิตทั้งในไทย จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย แต่การรุกคืบของรถยนต์ไฟฟ้า กำลังส่งผลกระทบต่อกำไรและมูลค่าบริษัทที่เคยถูกประเมินไว้สูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2024

โดยในปี 2025 แม้ยอดขายรถยนต์ในไทยพุ่งสูงสุดในรอบ 2 ปี แต่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กลับครองส่วนแบ่งตลาดถึง 45% ขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) คาดการณ์ว่ายอดผลิตรถยนต์ในปี 2026 จะอยู่ที่ราว 1.5 ล้านคัน ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

อีกปัจจัยที่ทำให้ไทยซัมมิทพิจารณาขายกิจการก็คือ นับตั้งแต่คุณพัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ เสียชีวิตในปี 2002 ครอบครัวยังประสบปัญหาในการวางตัวทายาทที่จะเข้ามาสานต่อธุรกิจอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่มีการเสนอขายนี้ประจวบเหมาะกับช่วงก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งคนในตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจมักถูกเชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองในไทย

อย่างไรก็ตาม ทางไทยซัมมิทเองยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นหรือตอบกลับใด ๆ เกี่ยวกับกระแสข่าวการขายกิจการในครั้งนี้