· ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายศาสตร์ร่วมชี้ ระบบสุขภาพไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน และ HealthTech จะไปต่อได้ ต้องอาศัยการบูรณาการทั้งแพทย์ เทคโนโลยี และการจัดการ
ในวันที่ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งสังคมสูงวัย ภาระโรคเรื้อรัง และทรัพยากรที่จำกัด คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “จะรักษาอย่างไรให้ทัน” แต่คือ “จะออกแบบอนาคตการดูแลสุขภาพอย่างไรให้ยั่งยืน” เวที CMMU HealthTech Forum 2025 จึงถูกเปิดฉากขึ้นในฐานะพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดระหว่างแพทย์ นักเทคโน โลยี และนักบริหารระดับแนวหน้า เพื่อถอดรหัสนวัตกรรมการแพทย์ยุคใหม่ ตั้งแต่ AI ทางการแพทย์ หุ่นยนต์ผ่าตัด เทคโนโลยีกระตุ้นสมอง ไปจนถึง 3D Printing เพื่อการรักษาเฉพาะบุคคล พร้อมชวนตั้งคำถามว่า เมื่อ การแพทย์ เทคโนโลยี การจัดการ เดินไปด้วยกัน ระบบสุขภาพไทยจะเปลี่ยนโฉมไปไกลแค่ไหน
สำหรับความน่าสนใจของ CMMU HealthTech Forum 2025 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “เปิดประตูสู่อนาคตแห่งนวัต กรรมการดูแลสุขภาพ” โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับแถวหน้าของเมืองไทย ได้แก่ รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศรองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมบริการเเละคุณค่าองค์กร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล รศ.ดร.กภ.จารุกูล ตรีไตรลักษณะ คณบดีคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.นท.ดร.นพ.สรยุทธ ชำนาญเวช อาจารย์แพทย์สาขาวิชาประสาทศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และ รศ.ดร.พชรพิชญ์ พรหมอุปถัมภ์ อาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ CTO บริษัท ออสซีโอแล็บส์ จำกัด (OsseoLabs) มาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์พร้อมนำเสนอตัวอย่างนวัตกรรมล้ำสมัยที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าระบบสุขภาพไทย
รองศาสตราจารย์ ดร.ปรารถนา ปุณณกิติเกษม คณบดีวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเปิดงานโดยชี้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพครั้งใหญ่จากการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ที่มาพร้อมกับภาระโรคเรื้อรังที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ทรัพยากรด้านสาธารณสุขกลับมีจำกัด การรับมือกับความท้าทายนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการแพทย์หรือเทคโนโลยี แต่ต้องอาศัย “การจัดการ” ที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปด้วยโดย HealthTech คือ สะพานเชื่อมระหว่างนวัตกรรมกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ขณะที่การจัดการที่ดี จะช่วยแปลงองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้กลายเป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริง สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ตั้งแต่ระดับบุคคล สังคม ไปจนถึงระบบสุขภาพโดยรวมของประเทศ ซึ่งสอดคล้องตามวิสัยทัศน์ของ CMMU ที่มุ่ง “Transform Lives, Transform Organizations, Transform Society”
· ศิริราช เผย 21 ปี บนเส้นทางพัฒนา จาก R2R สู่ 5G Smart Hospital พร้อมเตรียมขึ้นแท่นฮับสตาร์ทอัป ขับเคลื่อน Medical AI
รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ นำเสนอภาพรวมความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทยที่กำลังเผชิญสังคมสูงวัย ต้นทุนสุขภาพที่พุ่งขึ้น และภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมถ่ายทอดเส้นทางการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพตลอด 21 ปี ที่ยกระดับศิริราชจากโรงพยาบาลแบบดั้งเดิมสู่ Smart Hospital ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ขับเคลื่อนงานทุกระดับ โดยชี้ว่า ประเทศไทยมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าครอบคลุมประชากรกว่า 99.8% ของประเทศ และมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มสูงอย่างรวดเร็วจาก 4.5% ของ GDP ปี 2021 เป็น 5.35% ปี 2022 และในอีก 10 ปีข้างหน้า ไทยจะมีผู้สูงอายุ 29% ของประชากร ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอาจพุ่งเป็น 1.4–1.8 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์อาจเพิ่มไม่ทันความต้องการ ซึ่งต้องมีการเตรียมการรับมือที่ไม่ใช่แค่ “รักษาให้ได้มากขึ้น” แต่ต้อง “สร้างคุณค่าภายใต้ทรัพยากรจำกัด” หรือ “Value-Driven Care Model”
“ศิริราชใช้เวลา 21 ปีพัฒนานวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เริ่มจากปี 2547 ริเริ่ม โครงการ R2R (Routine to Research) ที่ปลูกฝังให้บุคลากรมอง “ปัญหาคือของขวัญ” โดยนำปัญหาจากงานมาศึกษาและแก้ไขด้วยกระบวนการวิจัย ปัจจุบันมีโครงการ R2R เกือบ 8,000 โครงการ ภายใต้ 11 เครือข่ายความร่วมมือจากทั่วประเทศ ต่อมาในปี 2551 ได้นำแนวคิด Lean “เปลี่ยนความสูญเปล่า (Waste) ให้เป็นคุณค่า (Value) มาใช้” โดยตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออกเพื่อลดขั้นตอน เพิ่มประสิทธิภาพ และความรวดเร็วในการให้บริการ เช่น พัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับลงทะเบียน–ชำระเงิน–เช็กคิวได้แบบออนไลน์, Telepharmacy, Robot Pharmacy,บริการเจาะเลือดแบบ Drive–Thru และบริการเจาะเลือดที่บ้าน ส่งผลให้ศิริราชคว้า Thailand Lean Award ระดับGolden Award และ Diamond Award เป็นโรงพยาบาลแรกของไทย
นอกจากนี้ ยังพัฒนา “Siriraj Innovation Lab” เพื่อสร้างนวัตกรรมร่วมกับสตาร์ทอัปและภาคเอกชนภายใต้โครงการ 5G Smart Hospital โดยนำข้อมูลและ AI เข้ามาสร้างบริการสุขภาพเฉพาะบุคคลทั้งป้องกัน รักษา รวมถึงสร้าง Patient Journey ให้เป็นดิจิทัลและอัตโนมัติมากขึ้น และทำให้ผู้ป่วยสามารถรับบริการได้จากทุกที่ ภายใต้แนวคิด “Healthcare Everywhere” ตัวอย่างเช่น ระบบไลฟ์สตรีมจากรถพยาบาลให้แพทย์ติดตาม สัญญาณชีพและให้คำแนะนำการรักษาได้แบบ Realtime เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉิน, ระบบ NFC–Blockchain ดึงข้อมูลผู้ป่วยข้ามโรงพยาบาลเก็บใน Health Wallet, คลินิกที่แพทย์ตรวจผู้ป่วยผ่าน IoT ได้ทุกที่ และ Medical AI สำหรับอ่านฟิล์มเอกซเรย์ คัดกรองเบาหวานขึ้นจอประสาทตา และทำนายยาที่แพทย์จะสั่ง”
รศ.นพ.เชิดชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า โจทย์ใหญ่ถัดไปคือทำให้ AI ใช้จริงได้ทั่วประเทศผ่านExternal Validation หรือการทดสอบกับโรงพยาบาลชุมชนและต่างจังหวัด ด้วยวิธี Federated Learning ก่อนเข้าสู่การทดลองทางคลินิก เพื่อพิสูจน์ว่า AI ช่วยเพิ่มผลลัพธ์การรักษาได้จริง โดยร่วมมือกับ Taiwan ITRI (Industrial Technology Research Institute) ในการตรวจสอบมาตรฐานโมเดล และร่วมมือกับ NVIDIA และ Siam AI เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐาน การประมวลผลมาตรฐานระดับโลก ซึ่งจะทำให้มหิดลกลายเป็น Hub สตาร์ทอัปด้านสุขภาพทั้งในไทยและต่างประเทศ สามารถเข้ามาทดสอบหรือพัฒนา Medical AI ได้ในอนาคต
· รามาธิบดีนำเสนอทิศทางศัลยกรรมประสาทดิจิทัล โชว์ 4 เทคโนโลยีผ่าตัดสมองขั้นสูง พร้อมเน้นการบูรณาการข้ามศาสตร์
รศ.นท.ดร.นพ.สรยุทธ ชำนาญเวช นำเสนอทิศทางใหม่ของศัลยกรรมประสาทยุคดิจิทัล โดยชี้ว่าการผ่าตัดสมอง และไขสันหลังในปัจจุบันมีความซับซ้อนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้วงการแพทย์ต้องปรับจาก “ศาสตร์เดี่ยว” ไปสู่ “การบูรณาการข้ามศาสตร์” และใช้แนวคิด Translational Medicine เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และคลินิกเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
รศ.นท.ดร.นพ.สรยุทธ กล่าวถึงแนวทางการพัฒนานวัตกรรมด้านศัลยกรรมประสาท 4 หมวดสำคัญประกอบด้วย
การพัฒนา Robotic Surgery เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการผ่าตัด โดยทีมวิจัยได้พัฒนาต้นแบบแขนหุ่นยนต์ 3 แกน ที่เชื่อมกับภาพเอกซเรย์ เพื่อระบุตำแหน่งเป้าหมายที่จะผ่าตัดได้อย่างแม่นยำ สามารถลดเวลา ในการเข้าถึงจุดผ่าตัดเหลือเพียง 15 นาที แม้โครงการนี้จะยังไม่ได้พัฒนาต่อด้วยข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ และมาตรฐานทางการแพทย์ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมผ่าตัดสมองในประเทศไทย
วัสดุชีวภาพ โดยได้พัฒนาเนื้อเยื่อทดแทนสังเคราะห์ (Artificial Substitute Tissue) สำหรับใช้ในงานศัลยกรรมสมองและไขสันหลัง เพื่อลดการเปิดแผลซ้ำในร่างกายเมื่อต้องนำเยื่อหรือพังผืดจากอวัยวะอื่นมาทดแทนซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อและหลีกเลี่ยงการใช้เนื้อเยื่อข้ามสายพันธุ์ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์ยังต้องอาศัยงบประมาณเพิ่มเติม
AI และระบบอัจฉริยะ ซึ่งถูกพัฒนาให้ช่วยงานได้ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนผ่าตัด ระหว่างผ่าตัด และหลังผ่าตัด เช่น การใช้ AI ประเมินโครงสร้างร่างกาย โดยเฉพาะการวัดแนวกระดูกสันหลัง (Spine Alignment) ซึ่งให้ผลใกล้เคียงการประเมินของแพทย์ แต่เร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญอีกทั้งมีศักยภาพพัฒนาในการต่อยอดเป็นเครื่องมือช่วยแพทย์ในทางคลินิก รวมถึงการใช้ Mixed Reality และ Smart Device เพื่อการเรียนรู้กายวิภาคซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาระบบนำทางการผ่าตัดในอนาคต นวัตกรรมอุปกรณ์การแพทย์ โดยได้พัฒนา ‘เข็มอัจฉริยะ’ (Smart Needle) ที่มีคุณสมบัติแข็งเมื่ออยู่ในอุณหภูมิห้องแต่จะอ่อนตัวลงเมื่อสอดเข้าไปในร่างกาย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการทำอันตรายต่อผนังหลอดเลือดและเนื้อเยื่อต่างๆ อีกทั้งยังพัฒนา Hydrogel Polymer สำหรับปิดแผลที่หนังศีรษะ ซึ่งจะเปลี่ยนสถานะตามอุณหภูมิ ช่วยให้ปิดแผลได้แนบสนิทแม้ผมจะหนามาก ลดการปนเปื้อน และเพิ่มความสะดวกในการดูแลหลังผ่าตัด
“แพทย์ยุคใหม่ต้องทำหน้าที่มากกว่า ‘ผู้รักษา’ แต่ต้องเป็น Change Agent ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเป็น Systems Integrator ที่เข้าใจทั้งข้อจำกัดเชิงปฏิบัติการ เทคโนโลยี และหลักการบริหารจัดการเพื่อแปลงไอเดียให้เป็นจริง และเป็น Innovation Leader ที่เป็นผู้นำในการคิดค้นพัฒนานวัตกรรมเพื่อสุขภาพ และต้องทำงานร่วมกับวิศวกร นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด บูรณาการความเป็นเลิศทางคลินิก เทคโนโลยี และการจัดการเข้าด้วยกัน เพราะแม้นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด แต่หากขาดการบูรณาการร่วมกันก็ไม่อาจทำให้นวัตกรรมนั้นยั่งยืนหรือเกิดประโยชน์ต่อระบบสุขภาพได้ในระยะยาว”รศ.นท.ดร.นพ.สรยุทธ กล่าวทิ้งท้าย
· คณะกายภาพ มหิดล สะท้อนบทบาทการแพทย์ยุคใหม่ เทคโนโลยีต้องเดินคู่ความเข้าใจผู้ป่วย
รศ.ดร.กภ.จารุกูล ตรีไตรลักษณะ คณบดีคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของวิชาชีพกายภาพบำบัดในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งโครงสร้างประชากร เทคโนโลยี ความคาดหวังของผู้ป่วย ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชากร พร้อมชี้ว่ากายภาพบำบัดไม่ใช่แค่การรักษาอาการเจ็บปวดหรือความผิดปกติเท่านั้น แต่เป็นศาสตร์ที่ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลป้องกัน การส่งเสริมสมรรถภาพ ไปจนถึงการฟื้นฟูอย่างครบวงจร เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาวะที่ดีในทุกช่วงวัย
“โลกกายภาพบำบัดกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ โดยมี 4 แนวโน้มสำคัญ ได้แก่ การมุ่งเน้นการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพมากขึ้น เช่น การประเมินความเสี่ยงและออกแบบโปรแกรมออกกำลังกายเฉพาะบุคคล การเปิดทางให้ผู้ป่วยเข้าถึงนักกายภาพบำบัดได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านแพทย์ก่อน รวมทั้งการให้บริการในชุมชนและที่บ้าน การทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพร่วมกับแพทย์–พยาบาล–นักจิตวิทยาเพื่อดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม และการดูแลแบบผสมผสาน (Hybrid Care Models) ที่ผสานการพบในคลินิกกับการบำบัดทางไกล”
รศ.ดร.กภ.จารุกูล กล่าวเสริมว่า คณะกายภาพบำบัด มหิดล กำลังพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ Tele-rehabilitation & Remote Monitoring ผ่านแพลตฟอร์ม HeaRTS ที่ช่วยให้ผู้ป่วยที่อยู่ห่างไกลติดตามความก้าวหน้าการรักษาแบบเรียลไทม์ ลดการเดินทางมาโรงพยาบาล AI & Predictive Analytics วิเคราะห์รูปแบบการเคลื่อนไหว คาดการณ์ความเสี่ยงการหกล้ม และออกแบบแผนการรักษาเฉพาะบุคคล Wearable Technology & Sensors เครื่องมือติดตามการเคลื่อนไหวความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ท่าทาง และกิจกรรมประจำวันของผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้นักกายภาพบำบัดสามารถปรับแผนการรักษาได้ทันท่วงทีและกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตนเอง และ Virtual & Augmented Reality สร้างสภาพแวดล้อมการฝึกที่น่าสนใจและปลอดภัย สำหรับฝึกการทรงตัว การเดิน การเคลื่อนไหวแขนขา และกิจกรรมที่ใช้ทักษะทางสมอง ผลวิจัยแสดงว่า VR ช่วยเพิ่มแรงจูงใจและทำให้ผู้ป่วยมีความมุ่งมั่นในการรักษามากขึ้น
ยังกล่าวถึงความก้าวหน้าด้านเทคนิคการรักษาที่นำมาใช้ในงานกายภาพบำบัด ได้แก่ Regenerative Rehabilitation ที่ผสานเซลล์ต้นกำเนิด ปัจจัยการเจริญเติบโตและการฝึกเฉพาะบุคคลเพื่อกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่, Robotics-Assisted Therapy ที่ใช้หุ่นยนต์ช่วยฝึกการเคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำ, Neuroplasticity-Focused Interventions ที่กระตุ้นการสร้างเส้นทางประสาทใหม่เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคประสาท และ Personalized Treatment ที่ใช้ข้อมูลพันธุกรรมเพื่อออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล พร้อมชูเทคโนโลยีการกระตุ้นสมองด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS/rTMS) ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของวงจรประสาทที่บกพร่อง และการกระตุ้นสมองด้วยกระแสไฟอ่อนๆ (tDCS) เพื่อปรับสมดุลการทำงานของสมองฟื้นฟูการเคลื่อนไหว และการทรงตัว
“แม้เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้อย่างมาก แต่หัวใจสำคัญของกายภาพบำบัดยังคงอยู่ที่ ‘ความเป็นมนุษย์’ นักกายภาพบำบัดต้องเข้าใจบริบทชีวิต ความกังวล และความคาดหวังของผู้ป่วยแต่ละคนเพราะการฟื้นฟูที่แท้จริงไม่ได้วัดเป็นตัวเลขหรือความสามารถทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการกลับมา มีส่วนร่วมในสังคมอย่างมั่นใจและมีศักดิ์ศรี ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของคณะกายภาพบำบัดที่ต้องการผสาน “เทคโนโลยี นวัตกรรม และความเป็นมนุษย์” เพื่อให้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนให้ดีขึ้นได้จริง” รศ.ดร.กภ.จารุกูล กล่าวทิ้งท้าย
· CTO – OsseoLabs แชร์ประสบการณ์ นำงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้างด้วยแนวคิด Product-Market Fit
รศ.ดร.พัชรพิชญ์ พรหมอุปถัมภ์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ CTO ผู้ร่วมก่อตั้ง OsseoLabs ถ่ายทอดประสบการณ์นำงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์และช่วยเหลือผู้ป่วยได้จริง ผ่านการพัฒนานวัตกรรมการผ่าตัดกระดูกด้วย 3D Printing และ AI พร้อมชูแนวคิด Product-Market Fit (PMF) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตลาดต้องการจริง ๆ
โดยรศ.ดร.พัชรพิชญ์ ชี้ว่า หัวใจของการสร้างนวัตกรรม ไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือการค้นหา Product–Market Fit หรือ “สิ่งที่ตลาดต้องการอย่างแท้จริง” เพราะผู้พัฒนามักหลงรักเทคโนโลยีของตนเองจนคิดว่าตลาด ต้องอยากได้ ทั้งที่ “เทคโนโลยีใหม่ ≠ ผลิตภัณฑ์ที่ดี” และผลิตภัณฑ์ที่ดีก็ไม่จำเป็นต้องเหมาะกับทุกตลาดเสมอไป ซึ่งผู้พัฒนาจำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่าลูกค้าต้องการอะไร มีกำลังซื้อเท่าไร และกำลังมองหาโซลูชันอะไรที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ซึ่งเป็นหลักคิดของ OsseoLabs ที่พัฒนาเทคโนโลยีโดยเริ่มจากโจทย์ความต้องการของคนไข้ ก่อนออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของแพทย์และโรงพยาบาลควบคู่กันไป
“ความสำเร็จของ HealthTech ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการเข้าใจปัญหาจริงของผู้ป่วย การสร้างคุณค่าที่วัดผลได้ และการนำผลงานออกจากห้องแล็บสู่การใช้งานจริงในระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่อเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และตลาดเดินไปในทิศทางเดียวกัน”
รศ.ดร.พัชรพิชญ์ กล่าวเพิ่มว่า OsseoLabs ได้พัฒนาเทคโนโลยีผ่าตัดและผลิตชิ้นส่วนกระดูกเทียมเฉพาะบุคคลด้วย 3D Printing โดยมี 3 เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ OsseoMatrixโครงสร้างรองรับกระดูกที่ออกแบบด้วยหลักการ Triply Periodic Minimal Surface เพิ่มการเจริญของกระดูกได้ถึง 60% เมื่อเทียบกับวิธีเดิม, Advanced Two-step Topology Framework เทคโนโลยีการออกแบบชิ้นส่วนทดแทนด้วยหลักชีวกลศาสตร์ ซึ่งดีกว่าวิธีเดิมที่ใช้แท่งโลหะเชื่อมต่อกระดูก และ OsseoVision ระบบวางแผนผ่าตัดด้วย AI ลดเวลาเตรียมเคสจาก 38 ชั่วโมงเหลือ 4 ชั่วโมง เร็วขึ้น 90% ลดต้นทุนอุปกรณ์ 53% และลดต้นทุนผ่าตัด 17% ช่วยผู้ป่วยกลับมาเดินได้ภายในไม่ถึงปี
รศ.ดร.พัชรพิชญ์ ยังได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้พัฒนานวัตกรรมและต้องการแหล่งทุนสนับสนุนว่าแต่ละช่วงของการพัฒนามีแหล่งทุนที่เหมาะสมต่างกัน เริ่มตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน การพัฒนาต้นแบบ (Prototype Development) ไปจนถึงต่อยอดเชิงพาณิชย์ ซึ่งการเข้าใจระบบนิเวศของแหล่งทุนและการเลือกใช้แหล่งทุนที่เหมาะสมกับแต่ละระยะจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นวัตกรรมเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่อง แต่ที่สำคัญ ต้องไม่มองแค่ภาพระยะสั้น แต่ควรวางแผนให้เห็นภาพรวมทั้งหมด และมีภาพปลายทางชัดเจนว่าจะเติบโตไปในทิศทางใด แล้วค่อยเริ่มลงมือทำจากจุดเล็กๆ
และสำหรับผู้ที่สนใจเริ่มต้นกำลังมองหาตลาดใหม่หรือต้องการขยายธุรกิจด้าน Health & Wellness วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ในฐานะสถาบันการศึกษาด้านการจัดการชั้นนำของประเทศที่มีเครือข่ายด้านสุขภาพและการแพทย์เข้มแข็งอย่างโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้เปิดสอนหลักสูตรไทยสาขาการจัดการธุรกิจดูแลสุขภาพ (Healthcare Business Management: HBM) และหลักสูตรนานาชาติ สาขาการจัดการธุรกิจสุขภาพแบบองค์รวม (Healthcare and Wellness Management: HWM) เพื่อตอบโจทย์ผู้นำธุรกิจสุขภาพยุคใหม่ครบทุกมิติ โดยสาขา HBM มุ่งสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับระบบสุขภาพและอุตสาหกรรมสุขภาพ ครอบคลุมบริบททางธุรกิจ แนวโน้มตลาด และโอกาสการเติบโตในอนาคต ขณะที่สาขา HWM เน้นการพัฒนาความรู้เชิงกลยุทธ์ ทักษะการบริหาร และภาวะผู้นำ เพื่อยกระดับการดูแลคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและสร้างนักบริหารมืออาชีพที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสุขภาพในระดับสากล โดยทั้ง 2 หลักสูตรได้ผสาน 3 องค์ประกอบสำคัญของธุรกิจสุขภาพอย่างครบถ้วน ได้แก่ องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพแบบรอบด้าน การจัดการธุรกิจสุขภาพ แบบมืออาชีพ นวัตกรรมและเทคโนโลยีการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีกับธุรกิจสุขภาพ เพื่อเสริมศักยภาพผู้เรียนให้สามารถบริหารและขับเคลื่อนธุรกิจสุขภาพในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลรามาธิบดีในการร่วมพัฒนาหลักสูตร
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ วิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล หรือ ซีเอ็มเอ็มยู (CMMU) โทรศัพท์ 02-206-2000 หรือเพจเฟซบุ๊ก CMMU Mahidol (https://www.facebook.com/CMMUMAHIDOL)






