โดย นางสาวกนกกมล เลาหบูรณะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด
ในช่วงปีที่ผ่านมา โลกต่างเผชิญกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง บวกกับนโยบายกีดกันทางการค้าที่ผันผวน และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กรไทย ในยุคที่ “การตัดสินใจต้องรวดเร็วและแข่งกับเวลา ควบคู่ไปกับความอยู่รอดขององค์กร” เป็นความท้าทายใหม่ที่ต้องรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว
นอกจากสถานการณ์โลกที่ปั่นป่วนและท้าทายทางด้านธุรกิจแล้ว การสร้างผลกระทบทางธุรกิจจากการใช้ AI นับเป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตามอง เพราะ AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนวัตกรรมยุคใหม่ ที่ช่วยเร่งความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ เพิ่มประสิทธิผล และนวัตกรรม ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 ที่มุ่งขับเคลื่อนประเทศด้วยเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานความรู้
ปี 2025: ปีแห่งการเร่งลงทุนด้าน AI
จากผลสำรวจของฟูจิตสึในปี 2025 พบว่า 77% ขององค์กรมีแผนเพิ่มการลงทุนด้าน AI โดยองค์กรกว่า 98% ได้นำ Generative AI มาใช้แล้ว ซึ่งมี 26% นำไปใช้ทั่วทั้งองค์กร และ 35% นำไปใช้เพียงบางหน่วยงาน
อย่างไรก็ตาม องค์กรยังเผชิญความท้าทายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ความกังวลเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลองค์กร (53%) การขาดบุคลากรด้าน AI (50%) ความเสี่ยงของการละเมิดลิขสิทธิ์เนื้อหา (47%) โซลูชัน AI ที่ยังขาดความพร้อมในการใช้งานจริงในระดับองค์กร (47%) และความไม่เชื่อมั่นในผลลัพธ์ของ AI (31%)
ด้านรายงานของ McKinsey & Company หัวข้อ The State of AI: How Organizations Are Rewiring to Capture Value, March 2025 ระบุว่า ปัจจุบันองค์กรกว่า 75% ใช้ AI แล้ว แต่มีเพียง 25% เท่านั้นที่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง ช่องว่างนี้เป็นผลจากการขาดแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดขององค์กรเข้าด้วยกัน เพื่อใช้ในการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่สุดของการนำ AI มาใช้ได้อย่างสำเร็จตามเป้าหมาย
แนวทางปลดล็อกธุรกิจสู่การนำ AI ไปใช้งานจริง
ฟูจิตสึ ได้นำเสนอแนวทางที่ช่วยให้องค์กรสามารถนำ AI ไปใช้ได้ดีอย่างมีประสิทธิผล โดยก้าวข้ามจากขั้นตอนของ “การสำรวจเทคโนโลยี (Exploration)” ไปสู่ “การนำไปใช้งานจริง (Realization)” เพื่อสร้างผลกระทบทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งแนวทางดังกล่าวประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
· โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล (Data Foundation): การวางรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่งด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลากหลายระบบที่เคยแยกส่วนกัน (Siloed Data) ให้สามารถเข้าถึงและบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบพร้อมรองรับการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ร่วมกับ AI อย่างมีประสิทธิภาพ
· ข้อมูลที่เชื่อถือได้ (Trusted Data): การยกระดับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของข้อมูล ผ่านกระบวนการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) อย่างเป็นระบบ เพื่อลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์จาก AI
· AI ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ (Secured & Trusted AI): การออกแบบและนำ AI มาใช้งานในระดับองค์กรโดยคำนึงถึงความปลอดภัย การปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแล และการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการทางธุรกิจจริงได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน
ปัจจุบันแนวทางดังกล่าวได้ถูกรวมอยู่ในแพลตฟอร์ม Fujitsu Data Intelligence Platform as a Service (DI PaaS) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลจากหลากหลายแหล่งให้เป็นหนึ่งเดียวและประมวลผลเชิงลึกด้วย AI เพื่อช่วยให้ผู้บริหารในองค์กรสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและแม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตที่ต้องอาศัยการตัดสินใจอย่างรวดเร็วภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา
จากการบริหารข้อมูลมหาศาลสู่การตัดสินใจแบบเรียลไทม์
กรณีศึกษาที่สะท้อนความท้าทายดังกล่าวได้เด่นชัดที่สุด คือ ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งต้องบริหารจัดการโรงงาน 24 แห่ง สินค้ากว่า 100,000 รายการ และซัพพลายเออร์อีกมากกว่า 2,500 ราย เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานแห่งหนึ่งของซัพพลายเออร์หลัก ซึ่งก่อนใช้โซลูชันของฟูจิตสึ ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการประเมินผลกระทบ เพราะข้อมูลกระจายอยู่ในหลายระบบ แต่เมื่อองค์กรนำ DI PaaS มาใช้ การตอบสนองต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าดังกล่าวก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จุดเด่นของ DI PaaS ที่ต่างจากเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วไป คือ ความสามารถในการผสานข้อมูลจากหลายระบบเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบหลักขององค์กร พร้อมนำการวิเคราะห์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาช่วยสร้างมุมมองเชิงลึกที่พร้อมสำหรับการตัดสินใจ จากกรณีศึกษา องค์กรสามารถมองเห็นภาพรวมซัพพลายเชนทั่วโลกได้ภายในระยะเวลาอันสั้น เพิ่มกำไรต่อปีมากกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผ่านการวางแผนการผลิต การขาย และการบริหารสินค้าคงคลังที่แม่นยำ รวมถึงช่วยลดภาระงานและจำนวนทรัพยากรบุคคลที่ต้องใช้ลงอย่างมีนัยสำคัญ
ฟูจิตสึเผย 3 เสาหลักทรงพลัง ที่จะยกระดับองค์กรสู่การตัดสินใจด้วยข้อมูลอัจฉริยะอย่างเต็มประสิทธิภาพ
1. การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร
DI PaaS ช่วยสร้างมุมมองแบบรวมศูนย์ของระบบห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงลูกค้าปลายทาง ด้วยการผสานรวมข้อมูลจากระบบ ERP แพลตฟอร์มโลจิสติกส์ เครือข่ายซัพพลายเออร์ และข้อมูลการวิเคราะห์ตลาด ทำให้องค์กรสามารถตรวจพบคอขวด คาดการณ์สินค้าคงคลัง และรับมือกับสถานการณ์วิกฤตได้แบบเรียลไทม์
2. การตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วย AI Agent
DI PaaS ได้ผสานรวม Multi-agent AI สำหรับการทำงานอัตโนมัติ เมื่อสถานการณ์วิกฤต AI Agent เฉพาะทางจะวิเคราะห์หลายมิติพร้อมกัน ทั้งผลกระทบด้านต้นทุน ความเสี่ยงด้านคุณภาพ ข้อพิจารณาทางกฎหมาย และทางเลือกในการขนส่ง จากนั้น Orchestrator Agent จะรวบรวมและประมวลผลข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้เพื่อแนะนำแนวทางการตอบสนองที่เหมาะสมที่สุด
3. AI ที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ระดับองค์กร
การนำ AI มาใช้ในระดับองค์กรต้องมั่นใจได้ว่าปลอดภัยและเชื่อถือได้ โดยเฉพาะข้อมูลจาก McKinsey ระบุว่า 47% ขององค์กรประสบผลกระทบเชิงลบจาก GenAI โดยเฉพาะปัญหาความคลาดเคลื่อนของผลลัพธ์และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ DI PaaS ถูกออกแบบให้รองรับการใช้งาน AI ในระดับองค์กร ครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ Reliable (โปร่งใสและเชื่อถือได้) Responsible (มีความรับผิดชอบและจริยธรรม) และ Resilient (ยืดหยุ่นและปลอดภัย)
ฟูจิตสึพร้อมขับเคลื่อนองค์กรไทยสู่ยุค AI Realization
การนำ AI ไปใช้ให้ได้ผลจริงต้องอาศัยรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง ความปลอดภัยในระดับองค์กร และแพลตฟอร์มที่รองรับการ
วิเคราะห์แบบเรียลไทม์ DI PaaS ถูกออกแบบมาเพื่อให้องค์กรก้าวสู่ “การสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้” อีกทั้งยังช่วยให้สามารถสร้างโซลูชัน AI ที่ใช้งานได้จริงในระยะเวลาอันสั้น และตัดสินใจในช่วงเวลาวิกฤตได้อย่างมั่นใจ แม่นยำ และรวดเร็ว
ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและการให้บริการดิจิทัลระดับองค์กร ด้วยการได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัทในการยกระดับความสามารถในการสนับสนุนองค์กรไทยในเส้นทางสู่การปรับเปลี่ยนทางดิจิทัล การได้รับการรับรองครั้งนี้ ทำให้ฟูจิตสึสามารถทำงานร่วมกับองค์กรต่างๆ ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ไว้วางใจได้ พร้อมมอบบริการที่ช่วยให้องค์กรดำเนินกระบวนการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ได้รวดเร็ว ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังช่วยให้องค์กรสามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐได้มากขึ้น อาทิ เงินทุนสนับสนุนสูงสุดถึง 50% สำหรับโครงการด้านการปรับเปลี่ยนทางดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล และเทคโนโลยีทางด้าน AI ซึ่งเป็นหัวใจของการยกระดับศักยภาพองค์กรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
ด้วยประสบการณ์ระดับโลก ผสานความเชี่ยวชาญเชิงลึกในอุตสาหกรรมต่างๆ ฟูจิตสึพร้อมเดินหน้าเป็นผู้นำในการสนับสนุนองค์กรไทยให้สามารถนำนวัตกรรมมาขับเคลื่อนธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันตามยุทธศาสตร์ดิจิทัลแห่งชาติของประเทศไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ติดต่อนัดรับคำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญของฟูจิตสึ (ประเทศไทย) ได้ที่:https://www.fujitsu.com/th/en/about/resources/contact/enquiry.html
