ร้านค้า OTOP ภาคกลางพิสูจน์แล้วว่า ‘ความเป็นมืออาชีพ’ ผสาน ‘เอกลักษณ์ท้องถิ่น’ สร้างธุรกิจยุคดิจิทัลได้จริง
ในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซปีที่ผ่านมา ภาคกลางของไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของการปรับตัวของร้านค้า OTOP จากเครื่องดื่มรังนกพรีเมียมที่เคยขายผ่านร้านค้าเท่านั้น วันนี้ขายผ่านไลฟ์สดสร้างยอดขายสูงสุดเจ็ดหลัก จากกระเป๋าใส่เอกสารที่เคยเป็นแค่ของฝาก ตอนนี้กลายเป็นสินค้าขายดีที่คนทั่วประเทศต้องการ จากปลาสลิดที่ขายเฉพาะในตลาด ตอนนี้กลายเป็นสินค้าในแพคเกจทันสมัยที่ขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและห้างโมเดิร์นเทรด
นี่คือภาพของผู้ประกอบการ OTOP ภาคกลางที่กำลังเขียนนิยามใหม่ของ “ธุรกิจชุมชน” ด้วยการผสานจุดแข็งที่เป็น ‘เอกลักษณ์ท้องถิ่น’ เข้ากับพลังของแพลตฟอร์ม TikTok Shop และเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนยุคใหม่
ตัวเลขที่เติบโตของจำนวนสินค้า OTOP ภาคกลางถึง 110% จากปี 2023 ถึง 2025 ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ภาคกลางเข้าใจดีว่าอะไรคือจุดแข็งของสินค้าที่สามารถสร้างรายได้ และ “ดิจิทัล” คือเครื่องมือที่ทำให้ “ของดีใกล้กรุง” เข้าถึงทุกคนได้แบบไร้ขีดจำกัด
เมื่อความหลากหลายกลายเป็นจุดแข็ง
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ OTOP ภาคกลางโดดเด่นคือความหลากหลายของสินค้าตั้งแต่เครื่องดื่มสุขภาพระดับพรีเมียมอย่างรังนกถ้ำแท้จากสมุทรปราการ ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันอย่างกระเป๋าใส่เอกสารสำคัญต่างๆ จากปทุมธานี หรือแม้กระทั่งชุดปลูกเห็ดพร้อมอุปกรณ์จากสระบุรี ทุกอย่างล้วนสะท้อนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน เข้าใจตลาด และพร้อมสู้ในเวทีอีคอมเมิร์ซ
เมื่อไลฟ์สดเป็น Game Changer
หากคุณยังคิดว่าการไลฟ์สดเป็นแค่ทางเลือกหนึ่ง ข้อมูลนี้อาจทำให้คุณต้องคิดใหม่ ไลฟ์บน TikTok Shop นอกเหนือจากความสนุก และเป็นมากกว่าการขายของ คือ การสร้าง engagement และฐานแฟนคลับ ของแบรนด์ในระยะยาว
ข้อมูลเชิงลึกเผยให้เห็นความจริงที่น่าทึ่งว่าผู้ขายที่ทำการไลฟ์สด มียอดคำสั่งซื้อเฉลี่ยต่อวันสูงกว่าผู้ขายที่ไม่ได้ไลฟ์สดถึง 3,000% ในปี 2568 ใครจะคิดว่าเครื่องดื่มรังนกจะสร้างยอดขายรวมได้ถึงแปดหลัก จากการทำไลฟ์สด 384 ครั้ง ความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้นี้เพราะผู้ประกอบการเลือกที่จะ “ลงมือทำ” แทนที่จะรอความโชคดี
การไลฟ์สดทำให้สินค้า OTOP ที่ต้องการคำอธิบาย เช่น รังนกแท้จากถ้ำธรรมชาติ หรือเครื่องหนังทำมือจากช่างฝีมือ สามารถสื่อสารคุณค่าและความพิถีพิถันในกระบวนการผลิตได้อย่างชัดเจน จึงสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้า และทำให้ลูกค้ามั่นใจที่จะจ่าย
จำนวนผู้ขายที่หันมาไลฟ์สดในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 67% โดยประเภทสินค้าหมวดหมู่ที่ผู้ขายไลฟ์มากที่สุดคืออาหารและเครื่องดื่ม สินค้าแฟชั่น และสิ่งทอซึ่งเป็นสินค้าที่ลูกค้าต้องการเห็นรายละเอียดผ่านหน้าจอ และต้องการรู้เรื่องราวของแหล่งที่มา เช่น รังนก หรือกระบวนการทำรองเท้าหนัง โดยสมุทรปราการ กรุงเทพฯ สระบุรีเป็นจังหวัด Top 3 ที่ผู้ขายไลฟ์ และสร้างรายได้มากที่สุดในภาคกลาง
สินค้า Top 3 ที่ขายดีที่สุดของ OTOP ภาคกลาง
• เครื่องดื่มรังนกถ้ำแท้: ผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่พิสูจน์แล้วว่าคุณภาพขายได้ด้วยราคาที่เหมาะสม
• กระเป๋าใส่เอกสารสำคัญ: สินค้าไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนไทย
• ชุดปลูกเห็ดพร้อมอุปกรณ์: สินค้าเฉพาะทางที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายชัดเจน
เมื่อ Gen Z กลายเป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจชุมชน
เบื้องหลังความสำเร็จของผู้ประกอบการ OTOP เหล่านี้ ยังมีความมุ่งมั่นของ TikTok Shop ที่สนับสนุนการเติบโต โดยหนึ่งในโครงการที่สะท้อนความมุ่งมั่นนี้คือCommunity Commerce Labซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง TikTok Shop x OTOP x จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่นำนักศึกษา Gen Z มาเป็น”ที่ปรึกษาดิจิทัลรุ่นใหม่”ให้กับผู้ขาย OTOP 5 ราย โดยการนำเสนอไอเดียและกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้ารุ่นใหม่ได้ดีขึ้น
การร่วมมือกับนักศึกษาช่วยดันให้จำนวนคอนเทนต์วีดีโอสั้นในกลุ่มผู้ประกอบการ OTOP เพิ่มขึ้นถึง 16.7% และมีการไลฟ์สดที่เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความมั่นใจในการสร้างคอนเทนต์ที่ดีขึ้น การปรับตัวในเศรษฐกิจยุคดิจิทัล และทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจนขึ้นหลังจากได้รับไอเดียจากนักศึกษา Gen Z ซึ่งช่วยให้ผู้ขายขับเคลื่อนจากการมีไอเดียไปสู่ “การลงมือทำ”ทั้งในการสร้างคอนเทนต์และไลฟ์สด โดย TikTok Shop ยังคงเดินเคียงข้างผู้ประกอบการ OTOP ในการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางการเติบโตที่แบบก้าวกระโดดนี้ มีเรื่องราวของผู้ประกอบการหญิงแกร่งที่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ OTOP ภาคกลางให้มีชีวิตคือ “กุลแก้วเฮิร์บ” จากจังหวัดชัยนาท ที่ใช้ความรู้แพทย์แผนไทยเปลี่ยน “ขยะทางการเกษตร” อย่างเปลือกส้มโอขาวแตงกวา ให้กลายเป็นน้ำมันหอมระเหยบำบัดจิตใจ สร้างนิยามใหม่ให้สินค้าความงามและสุขภาพที่เน้นความยั่งยืน
สิ่งที่น่าสนใจมากกว่ายอดขาย คือการใช้ TikTok Shop เป็นเวทีสื่อสารOwner Brandingเพื่อโชว์ความโปร่งใสของกระบวนการผลิต อย่างการกลั่นน้ำมันหอมระเหยแบบหยดต่อหยด ซึ่งคอนเทนต์ที่ “จริงใจ” และ “ให้ความรู้” ยังเป็นกุญแจสร้าง “ความเชื่อมั่น” จนเกิดเป็นยอดขายที่ยั่งยืน บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังความสำเร็จของกุลแก้วเฮิร์บ ว่าเขาสามารถนำพาภูมิปัญญาท้องถิ่นสร้างธุรกิจให้ปังได้อย่างไร
เมื่อความเจ็บป่วยกลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตให้ยืนหยัด และแกร่งกว่าเดิม
“เมื่อหลายปีที่แล้วพี่ผึ้งเป็นอาหารเป็นพิษจนทำให้เกิดตับวายเฉียบพลัน ต้องหยุดทำงานขายเครื่องสำอาง เพราะโดนสารเคมีอะไรไม่ได้เลย และมีอาการข้างขวาเป็นอัมพฤกครึ่งซีก” พี่ผึ้ง-คุณ อนากุลชนะ, เจ้าของแบรนด์และช่อง “กุลแก้วเฮิร์บ” เล่าถึงช่วงนาทีวิกฤตที่ชีวิตต้องเปลี่ยนอย่างไม่คาดฝัน
แต่การเจ็บป่วยครั้งนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการลุกขึ้นสู้อีกครั้ง จนค้นพบพลังแห่งธรรมชาติ จากการที่เธอต้องหันมาใช้สมุนไพรรักษาตัว กินแต่ปลาลวก ไม่ทานหวานมัน และต้องทำกายภาพทุกวันเป็นเวลาหลายเดือน แต่ละวันต้องดมแต่กลิ่นสมุนไพรแบบดั้งเดิมที่แรงเตะจมูก จึงเกิดเป็นไอเดียต่อยอดให้ผลิต “น้ำมันหอมระเหย” ที่อ่อนโยนต่อมา
“จากกลิ่นฉุนของสมุนไพรที่เราต้องเจอทุก ๆ วัน พี่เลยเกิดไอเดีย ว่าอยากมีสินค้าที่มีกลิ่นหอม ไม่แรงจนเกินไป แต่ยังคงมีสรรพคุณของสมุนไพรไว้”
ความคิดนี้นำพาพี่ผึ้งไปสู่การเรียนรู้น้ำมันหอมระเหยและแพทย์แผนไทยอย่างจริงจัง และค้นพบว่าการบำบัดด้วยกลิ่นสามารถเยียวยาได้ทั้งร่างกายและจิตใจได้อย่างอ่อนโยน
จากเปลือกส้มโอสู่ขุมทรัพย์ที่สร้างชื่อแห่งเมืองชัยนาท
ระหว่างการศึกษา พี่ผึ้งพบว่ากลิ่นซิตรัสที่นิยมใช้ในการบำบัดนั้นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เธอจึงเริ่มมองหาทางเลือกที่มาจากผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของตัวเอง แล้วก็ได้พบกับ “ส้มโอขาวแตงกวา” สินค้า GI (Geographical Indication) ที่มีแหล่งกำเนิดเฉพาะเจาะจงของอำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหวานและกลิ่นหอมชื่นใจ
“ช่วงเดือนเมษายนจะเป็นช่วงที่ส้มโอหวานที่สุด หอมที่สุด แต่ที่คนไม่รู้คือ เปลือกส้มโอที่ถูกทิ้งนั้นกลับมีคุณค่ามหาศาล”
เธอเริ่มต้นด้วยการเอาเปลือกส้มโอมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย และค้นพบว่ากลิ่นส้มโอมีคุณสมบัติในการลดอาการซึมเศร้า ช่วยให้จิตใจสดชื่น และช่วยให้ผ่อนคลาย
แต่กระบวนการสกัดน้ำมันจากเปลือกส้มโอนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
“เราต้องใช้เปลือกส้มโอที่มีเยื่อขาวมาแล่สีขาวออก เอาแค่เปลือกนอกมาสกัด ใช้เปลือกส้มโอถึง 100 กิโลกรัม เพื่อสกัดน้ำมันหอมระเหยเพียงแค่ 50 มิลลิลิตรเท่านั้น” ความท้าทายนี้ทำให้น้ำมันหอมระเหยจากส้มโอของพี่ผึ้งมีคุณค่าและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ
“กุลแก้ว” ชื่อที่เกิดจากความรักและความผูกพัน
ชื่อแบรนด์ “กุลแก้วเฮิร์บ” เกิดจากการรวมชื่อของพี่ผึ้งและคุณแม่เข้าด้วยกัน สะท้อนถึงความผูกพันและความรักระหว่างแม่กับลูกสาว การสร้างแบรนด์นี้พี่ผึ้งบอกว่าไม่ใช่แค่การทำธุรกิจ แต่คือการส่งต่อความรักและความห่วงใย ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ปลอดภัย และมีคุณค่า
เริ่มแรกพี่ผึ้งทำบาล์มสมุนไพรและยาดมส้มโอมือมาแจกเพื่อนของคุณแม่ เป็นสินค้าทดลองตลาด โดยขออนุญาตจากสำนักงานพัฒนาชุมชน จังหวัดชัยนาท
“เราทำเพื่อแจกก่อน เพราะอยากให้คนได้ใช้สมุนไพรที่ดีและปลอดภัย แต่พอคนถามเยอะขึ้น เพื่อนก็บอกว่าควรนำมาขาย จากนั้นก็เลยเริ่มขายจริงจัง” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่กุลแก้วเฮิร์บก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจอย่างเป็นทางการ ในปี 2563
โดยสิ่งที่พิเศษกว่าคือ พี่ผึ้งตัดสินใจไม่เปิดหน้าร้าน จะเน้นที่การออกบูธ เพราะมองว่าเป็นช่องทางที่ผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์ตรงมากที่สุด “เพราะเราเชื่อว่าถ้าสินค้าดีและมีเรื่องราว คนจะซื้อใช้แน่นอน โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน”
กลยุทธ์นี้เริ่มจากปากต่อปาก จากนั้นขยายไปขายบนโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่าง ๆ ก่อนที่จะเข้าร่วมกับ OTOP และได้รับการยอมรับเป็น OTOP 5 ดาว กลายเป็นสินค้าประจำของจังหวัดชัยนาท
หัวใจนักจิตอาสา คือ ปรัชญาธุรกิจที่แตกต่าง
“พี่ทำงานเป็นจิตอาสามาตลอด เลยสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาด้วยหัวใจเดียวกัน” พี่ผึ้งเล่าถึงรากฐานของกุลแก้วเฮิร์บที่ไม่ได้มุ่งแค่กำไร แต่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและคนรอบข้าง
พี่ผึ้งเขียนโครงการไปยื่นทางจังหวัดเพื่อขอเงินทุนมาสนับสนุนการเรียนการสอนและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าให้แบรนด์ของเธอเป็นต้นแบบให้เจ้าของสวนส้มโออื่น ๆ สามารถนำเปลือกส้มโอมาพัฒนาเป็นน้ำมันหอมระเหยได้เช่นกัน และเปลี่ยนสิ่งที่คนไม่ต้องการให้กลายเป็นสินค้ามีมูลค่า
“พี่ไม่เคยหวงความรู้ ถ้าเราโต เราก็อยากให้ชุมชนโตไปด้วยกัน เป็นคอมมูนิตี้ที่คอยช่วยเหลือ คอยซัพพอร์ตกัน”
วัตถุดิบส่วนใหญ่ของแบรนด์มาจากสวนของชาวบ้านในชุมชน โดยพี่ผึ้งจะรับซื้อเปลือกส้มโอจากเกษตรกรตรง เปลี่ยนสิ่งที่เคยเป็นขยะให้เป็นรายได้เสริมให้ผู้อื่น และตั้งโรงงานเล็ก ๆ ขึ้นมา เมื่อมีออเดอร์เข้ามามาก เธอจะใช้ outsource และเพิ่มแรงงาน part-time จากคนในชุมชน เป็นการเสริมสร้างคอมมูนิตี้ให้มีรายได้ทุกผลิตภัณฑ์ของกุลแก้วเฮิร์บเป็นสินค้า handmade ทั้งหมด
“เราเลือกทำสินค้า handmade เพื่อจะได้จ้างงานคนในชุมชน ไม่ใช้เครื่องจักรผลิต เพราะเราอยากให้คนมีงานทำ มีรายได้จากสิ่งนี้เราอยากสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนฐาน สร้าง cycle ที่ไม่รู้จบ เริ่มด้วยเกษตรกรขายเปลือกส้มโอ คนในชุมชนมีงานทำ และผลบวกกับสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการลดขยะทางการเกษตรด้วย”
กลยุทธ์การผลิตที่ Smart & Focus
พี่ผึ้งมีกลยุทธ์การผลิตที่ชัดเจน แทนที่จะพยายามผลิตทุกอย่างพร้อมกัน เธอจะตั้งเป้าผลิตสินค้าแต่ละประเภท หรือ SKU ตามลำดับ
“เราอาจจะผลิตบาล์มก่อนสักห้าพันขวด แล้วค่อยหันไปผลิตสินค้าอื่นตามลำดับ วิธีนี้ช่วยให้เราควบคุมคุณภาพได้ดี และไม่มีสินค้าค้างสต็อก”
ปัจจุบันกุลแก้วเฮิร์บมีโรงงานเป็นของตัวเอง อยู่ระหว่างขออนุมัติมาตรฐาน และพี่ผึ้งตั้งเป้าว่าภายในหนึ่งปีจากนี้ หากพัฒนาตัวเองด้านคอนเทนต์ พร้อมกลยุทธ์การตลาดที่ดีและครอบคลุม ก็จะสามารถพาธุรกิจขยายตัวได้อย่างมั่นคง
TikTok Shop เวทีใหม่ของการเล่าเรื่องสุขภาพ
หลังจากประสบความสำเร็จบนหลายแพลตฟอร์ม พี่ผึ้งก้าวเข้าสู่ TikTok Shop ด้วยมุมมองที่แตกต่าง เธอไม่ได้มองว่า TikTok Shop เป็นแค่ช่องทางขาย แต่มองว่าเป็น “เวทีที่ให้ความรู้และสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้า”
“พี่เริ่มต้นกับ TikTok Shop โดยกรมพัฒนาชุมชนมาเปิดสอนนายหน้าบน TikTok Shop แรกเริ่มที่เข้าร่วมพี่มีนายหน้าแค่ 2-3 คนซึ่งช่วยให้เรามีรายได้เข้ามาเพิ่มขึ้น และพี่ก็เปิดตะกร้าของตัวเองคู่กันไป หลังจากนั้นพอเราไปออกบูธขายของแบรนด์เราก็ได้รับการจดจำมากขึ้น
ช่วงแรกที่เริ่มปักตะกร้ามีคูปองส่งฟรี พี่ใช้โอกาสนี้สร้างการรับรู้ เวลามีลูกค้าติดต่อเข้ามา พี่ก็แนะนำให้เข้ามาซื้อผ่าน TikTok Shop เพราะมีโปรโมชั่นที่ลูกค้าชอบ ในส่วนของการส่งสินค้า เราก็สามารถเลือกผู้ส่งได้ และการขนส่งก็ราบรื่น ลูกค้าพอใจ
“ปีนี้พี่ตั้งเป้าจะทำคอนเทนต์ให้ถึงเป้ามากขึ้น คอร์สเรียนต่าง ๆ ที่ทาง TikTok Shop มีให้ก็จะเข้าร่วมให้เยอะขึ้น รวมทั้งฟีเจอร์ที่อัปเดตมาให้เซลเลอร์ใช้ ทั้งการลงโฆษณา วิธีการตัดต่อคลิป เพื่อทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพมากขึ้น”
ทำไม Omnichannel คือ คำตอบ
เมื่อถามถึงการตลาด พี่ผึ้งบอกว่าต้องทำทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ความท้าทายคือ “ทีม” ที่เข้ามาช่วยดูแลระบบหลังบ้าน และดูแลประสบการณ์ของลูกค้า เพราะสินค้าขายได้ด้วยสรรพคุณและประสบการณ์ของผู้ใช้
“สำหรับออนไลน์ความท้าทายพี่ต้องเซ็ตระบบหลังบ้านให้ดีก่อน จัดการปริมาณสินค้าให้เพียงพอต่อยอดขายออนไลน์โดยเฉพาะสินค้าของพี่ที่ผลิตแบบชิ้นต่อชิ้น ซึ่งพี่ต้องวางระบบให้พนักงานไปควบคู่กันด้วย
ปัจจุบันยอดขายออนไลน์อยู่ที่ 20% และออฟไลน์อยู่ที่ 80% โดยรายได้ที่มาจากออนไลน์อยู่ที่ห้าหลักต่อเดือน แต่พี่ตั้งเป้าว่าจะขยายการขายช่องทางออนไลน์ให้เยอะขึ้นเป็น 100% ในปีนี้”
เล่าเรื่องให้คนดูได้ “กลิ่น” ต้องเล่าอย่างไร?
ความท้าทายของสินค้าที่มีกลิ่นแต่ต้องทำให้ลูกค้าเข้าใจและรับรู้ถึงสรรพคุณผ่านสายตา ทำให้การสร้างคอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือและดึงดูด เป็นสิ่งที่พี่ผึ้งให้ความสำคัญมาโดยตลอด
“เราไม่ได้ขายแค่ความหอม แต่เราขายประโยชน์และคุณค่าของสมุนไพร และความใส่ใจในทุกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถถ่ายทอดผ่านวิดีโอคอนเทนต์สั้นๆ ที่ดึงดูดใจบน TikTok ได้อย่างดี”
ความโปร่งใสและจริงใจคือ หัวใจสำคัญ พี่ผึ้งเริ่มจากการแสดงกระบวนการผลิตอย่างเปิดเผย ตั้งแต่วิธีการคัดเลือกเปลือกส้มโอ การแล่เยื่อขาว กระบวนการสกัด จนถึงมาตรฐานความสะอาดในโรงงาน
พี่ผึ้งมองว่าวิดีโอสร้าง ‘ความน่าเชื่อถือมากกว่ารูปภาพ’ ลูกค้าได้เห็นกระบวนการจริง เห็นว่าน้ำมันหอมระเหยแต่ละหยดมาจากไหน มีกรรมวิธีผลิตได้อย่างไร และทำไมถึงมีคุณค่าต่อสุขภาพ
“นอกจากเล่าเรื่องสินค้าแล้ว พี่อยากให้คนเห็นเรื่องราวอาชีพของพี่ด้วยว่า ในฐานะแพทย์แผนไทย พี่ใช้ TikTok เป็นเวทีให้ความรู้เรื่องสุขภาพ สอนวิธีดูแลตัวเอง แนะนำการใช้สมุนไพรไทยอย่างถูกต้อง ไม่ได้เน้นแค่การขาย” โดยยึดหลัก “ให้ก่อนรับ” สะท้อนปรัชญา “หัวใจนักจิตอาสา” ที่เธอยึดมั่นมาตลอด
จุดเด่น คือ “กลิ่นเฉพาะ” ที่แตกต่างและลงตัว
สิ่งที่ทำให้กุลแก้วเฮิร์บโดดเด่นคือ “กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์” พี่ผึ้งเล่าว่า “กลิ่นที่ได้จากส้มโอของเราเป็นกลิ่นเฉพาะมาก เป็นกลิ่นที่ได้ของแบรนด์กุลแก้วเท่านั้นเราเป็นเจ้าแรกในประเทศที่เอาเปลือกส้มโอมาสกัดเป็นยาดม”
กลิ่นส้มโอนี้ไม่ได้แค่หอม แต่มีสรรพคุณในการลดอาการซึมเศร้า ช่วยให้จิตใจสดชื่น ผ่อนคลาย และที่สำคัญคือไม่แรงจนเกินไป จึงเหมาะกับคนที่ต้องระวังเรื่องสุขภาพเหมือนตัวพี่ผึ้งเอง
“ยาดมส้มโอมือ” ผลิตภัณฑ์เด่นของแบรนด์ เป็นมากกว่ายาดมแก้วิงเวียนธรรมดา มันคือการนำภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยมาบรรจุไว้ในรูปแบบที่ทันสมัย พกพาสะดวก และปลอดภัยจากสารสกัดธรรมชาติ 100%
ไม่เน้นให้ใครชื่นชม แต่เน้นให้คนชื่นใจ
วลีเด็ดที่พี่ผึ้งยึดถืออยู่เสมอเวลาทำการตลาดออนไลน์ เพื่อให้ผู้คนจดจำแบรนด์ได้ง่าย ๆ คือ “เราก็เหมือนยาดม ไม่เน้นให้ใครชื่นชม แต่เน้นให้คนชื่นใจ”
คำว่า “ชื่นใจ” สำหรับเธอมีความหมายลึกซึ้ง มันคือความรู้สึกที่ลูกค้าได้สินค้าที่มีคุณภาพ เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม คนในชุมชนมีงานทำ และสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการเยียวยาจากการลดขยะ
“ความสำเร็จไม่ได้วัดแค่จากยอดขายแต่วัดจาก positive impact ที่เราสร้างให้กับคนรอบข้าง” พี่ผึ้งกล่าว น้ำมันหอมระเหยทุกหยดจึงเป็นมากกว่าแค่สินค้า แต่คือตัวแทนของความหวังและโอกาสที่เธอสร้างขึ้นให้กับชุมชนชัยนาท
‘การเจ็บป่วยไม่ใช่จุดจบ’ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
เมื่อถามถึงบทเรียนที่อยากฝากไว้ พี่ผึ้งตอบด้วยรอยยิ้ม “อย่าหยุดเรียนรู้ ถ้าไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โลกเปลี่ยนเร็ว เทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือหัวใจของการทำงาน นั่นคือความจริงใจและความตั้งใจที่จะสร้างคุณค่าให้กับสังคม”
เธอพิสูจน์ให้เห็นว่า’การเจ็บป่วยไม่ใช่จุดจบ’ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ความรู้ทางการแพทย์แผนไทยผนวกกับจิตวิญญาณของนักจิตอาสา บวกกับการปรับตัวในยุคดิจิทัล สามารถสร้างแบรนด์ที่มีคุณค่าและสร้างผล กระทบเชิงบวกต่อชุมชนได้อย่างแท้จริง
“ในอนาคตคือการพากุลแก้วเฮิร์บไปยืนบนเวทีโลก เพื่อบอกว่าสมุนไพรไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น หากได้รับการเจียระไนด้วยความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถสร้างมูลค่าและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้”



