กลุ่มธนาคารยูโอบีรายงานกำไรจากการดำเนินงานสำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ 7.7 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และลูกค้ารายย่อย ทั้งนี้ กำไรสุทธิประจำปี 2568 ชะลอตัวลงร้อยละ 23 มาอยู่ที่ 4.7 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการที่กลุ่มธนาคารได้ตั้งสำรองทั่วไปเชิงป้องกันไว้ล่วงหน้าในไตรมาสที่ 3 เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเงินกันสำรองท่ามกลางความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มสูงขึ้น
คณะกรรมการธนาคารมีมติเสนอให้จ่ายเงินปันผลสุดท้ายในอัตรา 71 เซนต์ต่อหุ้นสามัญ ซึ่งเมื่อรวมกับเงิน ปันผลระหว่างกาลที่ 85 เซนต์ต่อหุ้นสามัญ จะทำให้เงินปันผลรวมประจำปี 2568 อยู่ที่ 1.56 เหรียญสิงคโปร์ต่อหุ้นสามัญ หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลประมาณร้อยละ 50 ทั้งนี้ ในการพิจารณาจ่ายเงินปันผลสุดท้ายดังกล่าว ได้มีการยกเว้นการนำรายการเงินตั้งสำรองทั่วไปเชิงป้องกันที่จัดสรรไว้ในไตรมาสที่ 3 มาคำนวณร่วมด้วย นอกเหนือจากเงินปันผลปกตินี้ กลุ่มธนาคารยังได้คืนทุนส่วนเกินให้แก่ผู้ถือหุ้นผ่านการจ่ายเงินปันผลพิเศษอีก 50 เซนต์ต่อหุ้นสามัญ โดยแบ่งจ่ายเป็น 2 งวดในปี 2568
รายได้จากดอกเบี้ยสุทธิประจำปี 2568 ปรับตัวลดลงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่ายอดสินเชื่อจะขยายตัวในเกณฑ์ดีที่ร้อยละ 4 แต่แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่ปรับตัวลดลง ได้ส่งผลกระทบต่อแรงขับเคลื่อนของการเติบโตดังกล่าว ในขณะที่รายได้จากค่าธรรมเนียมสุทธิเติบโตขึ้นร้อยละ 7 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.6 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการเติบโตในระดับเลขสองหลักของกลุ่มธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ ขณะที่รายได้จากธุรกรรมการบริหารเงินและกิจกรรมการบริหารจัดการสภาพคล่องปรับตัวเข้าสู่ระดับปกติเมื่อเทียบกับฐานที่สูงเป็นพิเศษในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมบริหารเงินของลูกค้าสามารถสร้างสถิติสูงสุดใหม่ จากความต้องการด้านการป้องกันความเสี่ยงและการลงทุนที่แข็งแกร่ง
คุณภาพสินทรัพย์ยังคงมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 1.5 ทั้งนี้ ภายหลังจากการตั้งสำรองทั่วไปเชิงป้องกันในไตรมาสที่ 3 ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อในไตรมาสที่ 4 ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 19 จุด เนื่องจากระดับการตั้งสำรองรวมได้กลับสู่สภาวะปกติ
กำไรจากการดำเนินงานของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ปรับตัวลดลงร้อยละ 8 จากปีก่อนหน้า โดยได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงและการแข่งขันที่สูงขึ้นในกลุ่มสินทรัพย์คุณภาพ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจวาณิชธนกิจสามารถสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่รายได้จากธุรกรรมการบริหารเงินของลูกค้าก็ทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน ทั้งนี้ แม้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจะปรับตัวลดลงและมีความไม่แน่นอนเรื่องกำแพงภาษีของสหรัฐฯ แต่กลุ่มธุรกิจธุรกรรมทางการเงินยังคงมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้รวมในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อการค้าที่เติบโตร้อยละ 26 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และฐานเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าต่อโซลูชันการชำระเงิน การค้า และการบริหารจัดการเงินสดแบบครบวงจรของธนาคาร นอกจากนี้ รายได้ข้ามพรมแดนยังคงรักษาแรงขับเคลื่อนที่มั่นคง โดยคิดเป็นร้อยละ 27 ของรายได้รวมในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเครือข่ายความเชื่อมโยงในภูมิภาคที่ครอบคลุมและความเชี่ยวชาญในกลุ่มอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งของกลุ่มธนาคาร
กลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยรายงานกำไรจากการดำเนินงานประจำปี 2568 ที่ 2.3 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ปรับตัวลดลงร้อยละ 9 โดยมีการเติบโตของธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งและยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านรายได้จากสภาวะอัตราดอกเบี้ยขาลง ทั้งนี้ ยอดเงินฝากรายย่อยเติบโตร้อยละ 5 โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวที่แข็งแกร่งของฐานเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) ที่ร้อยละ 12 แม้จะเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและสภาพแวดล้อมที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโตอย่างต่อเนื่องตามการบริโภคที่ขยายตัวและการตอบรับของลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตที่หลากหลาย สำหรับรายได้จากธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการที่ลูกค้าปรับเปลี่ยนสัดส่วนเงินฝากสู่การลงทุนในสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารยังคงมีกระแสเงินลงทุนใหม่สุทธิไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดสินทรัพย์ภายใต้การบริหารสำหรับกลุ่มลูกค้าความมั่งคั่งสูง (High-Net-Worth) แตะระดับ 2.01 แสนล้านเหรียญสิงคโปร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
การจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษครั้งเดียวสำหรับพนักงานระดับปฏิบัติการ
กลุ่มธนาคารยูโอบีจะมอบเงินช่วยเหลือพิเศษครั้งเดียวในอัตราครึ่งหนึ่งของเงินเดือนพื้นฐานแก่พนักงานระดับปฏิบัติการ เพื่อเป็นการตอบแทนความทุ่มเทในการทำงานท่ามกลางสภาพแวดล้อมภายนอกที่ท้าทาย โดยจะดำเนินการจ่ายให้แก่พนักงานประมาณ 6,000 คนทั่วทั้งกลุ่มธนาคารภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ คิดเป็นงบประมาณรวมทั้งสิ้นราว 4 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ทั้งนี้ กลุ่มธนาคารยูโอบียังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาโครงสร้างค่าตอบแทนที่ยุติธรรมและสามารถแข่งขันได้ในตลาด ควบคู่ไปกับการมอบสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมและยั่งยืนในระยะยาว รวมถึงการเพิ่มการสนับสนุนด้านการรักษาพยาบาล โครงการฝึกอบรม และสวัสดิการอื่นๆ อีกมากมาย
