บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) (S Hotels and Resorts PCL.: SHR) ผู้นำด้านการบริหารงานโรงแรมและรีสอร์ทระดับนานาชาติในเครือ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) (Singha Estate PCL.: S) เปิดเผยผลประกอบการประจำปี 2568 รายงานรายได้จากการดำเนินงานรวมที่ 10,299 ล้านบาท รับแรงหนุนแกร่งจากโรงแรมในประเทศไทยที่รายได้เติบโตขึ้นกว่า 21% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากความสามารถในการปรับเพิ่มอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) และการดึงดูดกลุ่มลูกค้าศักยภาพที่มีกำลังใช้จ่ายสูง ประกอบกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุนทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กลุ่มบริษัทฯ รายงานกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้ว (Normalised Net Profit) ในปี 2568 ที่จำนวน 615 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานหลัก เป็นผลให้คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัตินำเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตรา 0.055 บาทต่อหุ้น โดยเมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาลที่ได้จ่ายไปก่อนหน้าคิดเป็นเงินปันผลรวมทั้งสิ้น 0.070 บาทต่อหุ้น เป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ที่บริษัทฯ เคยประกาศจ่ายเงินปันผลมาสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งและสม่ำเสมอให้แก่ผู้ถือหุ้น
นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้บรรลุความคืบหน้าสำคัญในการปรับพอร์ตการลงทุนและดำเนินการตามแผนกลยุทธ์หมุนเวียนสินทรัพย์ (Asset Rotation) ผ่านการเข้าทำรายการจำหน่ายโรงแรมจำนวน 15 แห่งที่มีข้อจำกัดด้านศักยภาพการเติบโตและการทำกำไร (Non-core assets) ในสหราชอาณาจักร แม้จะส่งผลให้ต้องมีการรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (Non-recurring expenses) แต่ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพการทำกำไรและสร้างผลตอบแทนของบริษัทฯในอนาคต
มร. ไมเคิล มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ทกล่าวว่า“ผลการดำเนินงานในปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความสำเร็จของบริษัทฯ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ความมีวินัยทางการเงิน และความสามารถในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายนอกจากนี้ปีนี้ยังเป็นอีกหนึ่งปีที่บริษัทฯตัดสินใจครั้งสำคัญในการปรับกลยุทธ์ไปสู่การมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์ (AssetQuality) ซึ่งวัดจากการสร้างกำไรและผลตอบแทนของพอร์ตโฟลิโอ มากกว่าปริมาณของสินทรัพย์ (Asset Quantity) ไม่ว่าจะเป็นจำนวนโรงแรม หรือห้องพักที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของหรือบริหารจัดการ โดยการขายโรงแรม 15 แห่งในสหราชอาณาจักรเพื่อยกระดับประสิทธิภาพและศักยภาพการทำกำไรของพอร์ตโฟลิโอโดยรวมให้สูงขึ้น โดยเงินสดสุทธิที่ได้มาจากการขายในครั้งนี้จะนำไปชำระหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงินที่มีดอกเบี้ยสูง และลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพต่อไป
ทั้งนี้ภายหลังการขายสินทรัพย์ดังกล่าว บริษัทฯ จะมุ่งดำเนินธุรกิจในภูมิภาคที่มีความเชี่ยวชาญและมีผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง พร้อมเดินหน้าการลงทุนแบบ Selective Investment โดยให้ความสำคัญกับโอกาสในการสร้างมูลค่าและผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างการเติบโตของกำไรและผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในอนาคต”
ในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งงบการลงทุนในโครงการใหม่จำนวน 3,000–3,500 ล้านบาท โดยมุ่งลงทุนในโครงการบราวน์ฟิลด์ (Brownfield) ที่มีศักยภาพในการสร้างผลกำไรหรือการเพิ่มมูลค่า (Uplift) ในอนาคตเนื่องจากสามารถขับเคลื่อนผลตอบแทนกลับมาได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น
“แนวโน้มผลประกอบการของปี 2569 คาดว่าแรงขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากโรงแรมในประเทศไทยและมัลดีฟส์ โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมารายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) ในประเทศไทยยังคงเติบโตต่อเนื่องถึง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากโรงแรม ทราย ลากูน่า ภูเก็ตที่เติบโตต่อเนื่องด้วย RevPAR ที่สูงขึ้นถึง 17% จากเดือนมกราคม 2568 และสามารถปรับอัตราห้องพักต่อคืน (ADR) อีกกว่า 13% ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ระดับ 18,574 บาทต่อคืน ขณะที่ RevPAR ของมัลดีฟส์ในเดือนมกราคมก็ปรับตัวสูงขึ้นที่ 19% จากปีก่อน โดยหลักเป็นผลจากราคาห้องพักของโรงแรม ทราย ลากูน มัลดีฟส์ที่สูงขึ้นถึง 27% สู่ระดับ 512 ดอลลาร์ต่อคืน หรือประมาณ 16,016 บาท
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาสนับสนุนให้อัตราการทำกำไรปรับตัวสูงขึ้นคือผลลัพธ์จากการปรับโครงสร้างพอร์ต โฟลิโอ ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มสินทรัพย์ที่ถูกพิจารณาขายออกไปได้บันทึกผลขาดทุนสุทธิอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นปัจจัยลบสำคัญที่กดดันความสามารถในการทำกำไร ดังนั้นในอนาคตบริษัทฯ คาดว่าจะสามารถยกระดับคุณภาพกำไรและเพิ่มประสิทธิภาพของพอร์ตการลงทุนโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่เกิดขึ้นเป็นประจำ หรือ Recurring EBITDA Margin จะสูงขึ้นจากระดับ 25-26% มาอยู่ที่ระดับ 27–30%” นายไมเคิลกล่าวเสริม


