วิกฤตพลังงานโลก! สงครามตะวันออกกลางดันราคาก๊าซพุ่ง ยุโรป-เอเชียกระอัก เสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ของเศรษฐกิจโลก หลังจากราคาก๊าซธรรมชาติ (LNG) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความกังวลว่าเส้นทางการขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอาจถูกตัดขาด

ราคาพุ่งทะยานรับข่าวปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ”

ราคาก๊าซธรรมชาติอ้างอิงของยุโรป (TTF) พุ่งขึ้นถึง 35% ภายในวันเดียว แตะระดับกว่า 60 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ขณะที่ราคาในฝั่งเอเชีย (JKM) ทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ 25.40 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากตลาดกังวลว่าการสู้รบจะกระทบต่อ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งก๊าซ LNG ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อ กาตาร์ หนึ่งในผู้ผลิต LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศระงับการผลิตชั่วคราว หลังเกิดเหตุโดรนโจมตีเมืองอุตสาหกรรมหลัก ซึ่ง Goldman Sachs ประเมินว่าจะทำให้ปริมาณ LNG ในตลาดโลกหายไปทันทีถึง 19%

ยุโรป-เอเชีย ผู้รับเคราะห์หลัก

นักวิเคราะห์เตือนว่า ยุโรปและเอเชียมีความเสี่ยงสูงกว่าสหรัฐฯ มาก เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG เป็นหลัก

  • ยุโรป: หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ยุโรปอาจเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานรุนแรงซ้ำรอยปี 2022 เมื่อครั้งรัสเซียบุกยูเครน ซึ่งอาจทำให้แผนการฟื้นฟูอุตสาหกรรมในยุโรปต้องชะงักงัน
  • เอเชีย: ประเทศอย่าง อินเดีย (นำเข้า LNG จากตะวันออกกลาง 58%) และ สิงคโปร์ (27%) รวมถึง จีน และ ญี่ปุ่น ต่างอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (GDP)

Goldman Sachs คาดการณ์ว่าหากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10% อย่างต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนี้:

  • ยูโรโซนและสหราชอาณาจักร: GDP อาจลดลง 0.2%
  • นอร์เวย์: ในฐานะผู้ส่งออกพลังงาน จะได้รับอานิสงส์ทำให้ GDP เพิ่มขึ้น 0.1% และหุ้นของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง Equinor พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบปี

ผู้เชี่ยวชาญจาก BBH ระบุว่า ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย ตุรกี และมาเลเซีย จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation (ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง) ซึ่งจะสร้างภาระทางการคลังให้กับรัฐบาลในระยะยาว

Source