แม้ตลาดร้านคาเฟ่และเบเกอรี่จะมีการแข่งขันดุเดือด บวกกับตอนนี้ยังเผชิญกับความกดดันด้านเศรษฐกิจและต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น แต่ ‘เชฟเจมส์-พชร เถกิงเกียรติ’ ผู้ก่อตั้ง James Boulangerie ร้านที่ปลุกกระแส ‘ครัวซองต์คิวยาว’ ตัดสินใจลงทุนกว่า 100 ล้านบาทพลิกโฉมพื้นที่สาขาแรกย่านพรานนก-พุทธมณฑลให้เป็น Best Family Restaurant Destination เพื่อสร้างให้เป็น Food Destination ที่ครบวงจรรองรับลูกค้าทุกเจน
จากความตั้งใจที่ต้องการเปิดคาเฟ่เล็กๆ ทำกันเองภายในครอบครัวและกลุ่มเพื่อน ทว่าผลตอบรับดีเกินคาด จนต้องเปิดร้านเป็นเรื่องเป็นราวใช้ชื่อว่า James Boulangerie และเปิดสาขาแรกที่ย่านพรานนก-พุทธมณฑล
ความโด่งดังของร้านนี้ คือ เป็นผู้จุดกระแส ‘ครัวซองต์คิวยาว’ โดยช่วงพีคมียอดขายครัวซองต์สูงสุดอยู่ที่ 3,000 ชิ้นต่อวัน ก่อนจะต่อยอดมาสู่สินค้าขายดีอื่นๆ อย่าง ‘ทาร์ตไข่’ และ ‘ทิรามิสุ’
ความเคลื่อนไหวล่าสุด
นอกจากเปิดสาขาที่ 2 ด้วยการขยับเข้ามารุกคืบเข้าสู่ใจกลางย่านธุรกิจ (CBD) ปักหมุดแลนด์มาร์กใหม่ ณ RAYNUE ชั้น 3 ศูนย์การค้าเกษร อัมรินทร์ ยังมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ใช้งบลงทุนกว่า 100 ล้านบาทในการพลิกโฉมพื้นที่สาขาแรก ซึ่งเป็นสาขาดั้งเดิมให้เป็น Best Family Restaurant Destination โดยจะเปิดตัวช่วงกลางปี 2569
เหตุผลที่ทำให้เชฟเจมส์ตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ เพราะเชื่อมั่นในธุรกิจคาเฟ่และเบเกอรี่ที่ยังไปได้แม้การแข่งขันสูง ประกอบกับเห็นศักยภาพการเติบโจของย่านพรานนก-พุทธมณฑล ที่มีการขยายตัวของสังคมเมือง
ความตั้งใจของเขา ต้องการพลิกโฉมสาขาดั้งเดิมให้เป็น Food Destination ที่ครบวงจรสำหรับกลุ่มลูกค้าทุกเจเนอเรชัน มีครบทั้งของคาว ของหวาน คาเฟ่ และเบเกอรี่ เพื่อปิด Pain point ให้รองรับคนได้ทุกกลุ่มทุกวัย
“เรามีแค่ 2 สาขาก็จริง แต่เรามั่นใจว่าคาเฟ่และเบเกอรี่เป็นธุรกิจที่ไปได้ แต่ต้องมีความแตกต่างและพิถีพิถัน ซึ่ง 6 ปีที่ผ่านมาหัวใจสำคัญที่ทำให้เราเติบโต ก็คือการรักษามาตรฐาน Artist Chef ที่เน้นความประณีตและการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูง ควบคู่ไปกับการพัฒนาแบรนด์ไม่หยุดนิ่ง”
ส่วนสาขา 2 ที่ RAYNUE ถือเป็น Strategic Move ครั้งใหญ่ในการเปลี่ยนผ่านแบรนด์จากย่านฝั่งธนฯ เข้าสู่ใจกลางเมืองอย่างเต็มตัว ที่นอกจากปิด Pain Point ด้านการเดินทางของลูกค้าในเขตเมืองชั้นใน อาทิ สุขุมวิท เอกมัย และอโศก ฯลฯ
ขณะเดียวกัน ยังเป็นขยายฐานลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อสูงและเปิดโอกาสให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มากขึ้น รวมถึงเป็นฮับในการเดลิเวอรี่ โดยสาขานี้ตั้งเป้าเพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์ 20-30%
ความท้าทายในปีที่ทำธุรกิจยากกว่าเดิม
เมื่อถามว่า อะไรเป็นความท้าทายในการทำธุรกิจในปีนี้ เชฟเจมส์ตอบว่า หลักๆ เป็นเรื่องของการแข่งขัน และสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ยกตัวอย่างเช่น สงครามในตะวันออกกลาง
สำหรับการแข่งขันในธุรกิจร้านคาเฟ่และเบเกอรี่ถือว่า ‘ดุเดือด’ ซึ่งเขาเชื่อว่า ขนมที่ดีนอกจากอร่อยแล้ว ต้องรสชาติเข้าใจง่ายและหน้าตาดูดี ดังนั้น ขนมทุกตัวของ James Boulangerie จะตั้งใจทำให้แตกต่างแต่ยังเข้าถึงง่าย
โดยตัวเขาจะไม่เลือกทำขนมตามกระแสเพียงอย่างเดียว แต่จะเลือกทำในสิ่งที่เหมาะกับ DNA ของแบรนด์ ซื่อสัตย์ต่อคุณภาพวัตถุดิบที่ต้องคงที่ ลูกค้าซื้อราคานี้ต้องได้สิ่งที่คุ้มค่าที่สุด ทานกี่ครั้งรสชาติต้องเหมือนเดิม
กังวลต้นทุนพุ่งสูง
ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจคาเฟ่และเบเกอรี่เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากวัตถุดิบหลายรายการเป็นการนำเข้ามาจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เนย, ช็อกโกแลต, วานิลลา ฯลฯ
บางรายการมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 20-30% แต่บางรายการพุ่งสูง 50% และบางรายการมากถึง 100% ยกตัวอย่างเช่น วานิลลาที่ราคาขึ้นหนักสุด จากแกลลอนละ 1,500 บาท พุ่งเป็นกว่า 10,000 บาทต่อแกลลอน
นอกจากนี้ เชฟเจมส์ยังกังวลเรื่องวัตถุดิบขาดแคลน เนื่องจากซัพพลายเออร์เริ่มแจ้งมาแล้วว่า ‘สินค้าหลายตัวเริ่มขาดตลาด’ เนื่องมาจากปัญหาการขนส่งและสถานการณ์โลกที่ยังไม่แน่นอน โดยเขาเริ่มสต็อกวัตถุดิบไว้ใช้ได้ประมาณ 3 เดือน
ส่วนการปรับขึ้นราคาสินค้านั้น พยายามให้เป็น ‘ทางเลือกสุดท้าย’ ที่จะใช้ เพื่อไม่ให้กระทบลูกค้า เพราะรู้ดีว่า ตอนนี้ลูกค้าแบกภาระค่าใช้จ่าย และยืนยันว่า แม้ต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนพุ่งสูง แต่จะยังคงรักษา DNA ของแบรนด์ในเรื่อง ‘ความพิถีพิถัน’ และ ‘มีคุณภาพสูงสุด’ ไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่มีการลดคุณภาพเพื่อลดต้นทุนเด็ดขาด



