จบลงอย่างน่าประทับใจและเต็มไปด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์ สำหรับงาน “PechaKucha Night Bangkok” (เพะ-ชะ-คุ-ชะ ไนท์ กรุงเทพฯ) ครั้งที่ 25 ที่จัดขึ้น ณ Open House ชั้น 6 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เปลี่ยนพื้นที่ Co-Working Space ให้กลายเป็น “สนามประลองไอเดีย” ของเหล่านักคิดที่มาพิสูจน์ว่าศักยภาพของคนไทยในวันนี้ก้าวไกลไปอีกขั้น โดยบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ร้านเวลา (VELA) ถูกเปลี่ยนเป็นเวทีเปิดที่รายล้อมไปด้วยผู้คนหลากหลายวงการ ทั้งสถาปนิก ศิลปิน นักธุรกิจ Startup และเหล่าคนช่างฝันที่มารวมตัวกัน สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นกันเองอย่างยิ่ง ลบภาพงานสัมมนาวิชาการที่น่าเบื่อทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง PechaKucha Night ในประเทศไทยครั้งนี้ “น่าสนใจ” และ “ต่าง” จากงานอื่น คือการผสมผสาน Short-form Content ที่มีคุณภาพเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มองหาแรงบันดาลใจแบบกระชับ สนุก และได้ Networking ไปพร้อมกัน บรรยากาศการพูดคุย (Chit-Chat) ซึ่งเป็นคำมาจากประเทศญี่ปุ่นเป็นหัวใจของ PechaKucha เกิดขึ้นจริงในทุกมุมงาน เกิดการแลกเปลี่ยนไอเดียและ Connection ใหม่ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ
ไฮไลท์ที่ทำให้ทุกคนต้องลุ้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ คือกฎเหล็กสากล “20×20” โดยกำหนดให้วิทยากรทั้ง 6 ท่านต้องถ่ายทอด “แก่น” ของไอเดียออกมาให้คมที่สุดในเวลาที่จำจัด ทุกครั้งที่ภาพบนจอเปลี่ยน 20 รูปภาพ ภาพละ 20 วินาทีเสียงปรบมือและเสียงฮือฮาจากผู้ชมจะดังขึ้นเป็นระยะๆ สร้างความตื่นเต้นและท้าทายทั้งผู้พูดและผู้ฟัง “ความสนุก” จึงเกิดขึ้นจากความฉับไว และตรงประเด็น โดยปีนี้มาภายใต้ธีม “Made in Thailand” ที่แสดงให้เห็นถึง “ศักยภาพบุคคลที่ซ่อนเร้น” ของคนไทยในหลากหลายวงการ ที่มาแชร์ไอเดียที่ “เกิดขึ้นในเมืองไทย” และ “คิดค้นโดยคนไทย” ทลายกรอบเดิมๆ ว่าความเป็นไทยไม่ได้อยู่แค่ในงานหัตถกรรม แต่คือความคิดสร้างสรรค์ที่จับต้องได้และขับเคลื่อนโลกอนาคต
โดยในงานนี้เราได้เห็นการผสมผสานระหว่าง เทคโนโลยี (Tech), ศิลปะ (Art), และสังคม (Society) ผ่านมุมมองของ 6 วิทยากรคนสำคัญ อย่าง
• คุณมนต์ชีพ ศิวะสินางกูร (ครูเป็ด) กับแนวคิด “สำนักพิมพ์กาฬกาลน้องใหม่ ของธุรกิจเก่า ในโลกใบใหม่” ที่โชว์ให้เห็นว่าธุรกิจดนตรีและสื่อสิ่งพิมพ์ที่ใครว่า “เก่า” สามารถถูกชุบชีวิตด้วยไอเดียใหม่ได้อย่างไร เมื่อประสบการณ์ระดับตำนานโคจรมาพบกับวิธีสื่อสารในโลกดิจิทัลธุรกิจที่คนคิดว่าเก่า แต่ตลาดนั้นยั่งยืน การปรับตัว หาความเฉพาะทางของตน เช่น นิยายหรือหนังสือแนว Thriller หรือ ผีๆ เกร็ดประวัติศาสตร์ การตลาดทำด้วยการมีการส่งประกวด และการเน้นสร้าง Community ของผู้อ่าน และพัฒนาบุคลากรทางด้านบรรณาธิการ ส่งเสริมนักเขียนใหม่ๆ ให้มีแนวทาง การให้ความสำคัญกับร้านหนังสือ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการสร้าง Community
• รศ. นพญ. ประภาพร พิสิฐกุล (BeeAlive Technology) กับแนวคิด พลิกโฉมการดูแลสุขภาพด้วย “AI และ Data-driven Health” ปัจจุบันด้วยสังคมสูงวัยและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป คนเป็นโรคเรื้อรัง เกิดการอักเสบมากขึ้น บางครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ ทางวงการแพทย์มีข้อมูลมากมายที่ทั้งโรงพยาลเก็บ และคนไข้ที่เก็บเอง ปัจจุบันมีเครื่องมือ Collect Data มากมาย แต่ Layer ที่สำคัญ คือ การประมวลพฤติกรรมเพื่อการตัดสินใจนั้น ขาดหายไป จึงได้คิดค้น AI Agent ที่จะทำหน้าที่ช่วยในการกำกับพฤติกรรมและประมวลข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ ที่ไม่ใช่เป็นแค่App แต่เป็น ระบบที่จะเชื่อมโยงบุคคล ข้อมูลสุขภาพ และ การบริการเข้าด้วยกัน เป็น Platformแห่งอนาคตที่จะยกระดับการดูแลสุขภาพ
• คุณธนัท โชคสัจจะวาที (dNapz) กับแนวคิด ปฏิวัติการพักผ่อนด้วยเทคโนโลยี “Bio-hacking สำหรับการนอน” ที่ค้นหาสูตรลับเฉพาะตัวบุคคล เพื่อเปลี่ยนการนอนหลับให้เป็นอาวุธลับในการสร้างประสิทธิภาพการทำงานการนอนเป็นสิ่งสำคัญ คนส่วนใหญ่จะคิดว่านอนพอ หรือคิดไปเองว่า “I’m Fine” หรือ เรา OK แต่จริงๆ แล้ว คนให้ความสำคัญกับการนอนที่มีคุณภาพน้อยเกินไป การนอนที่มีคุณภาพขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มองไม่เห็น ซึ่งได้แก่ อุณภูมิ คุณภาพอากาศ แสง และ เสียง คนไทยเรานอนเฉลี่ยเพียงแค่ 6.3 ชม DNapZเป็นเครื่องมือที่กระตุ้นให้เราคิดเป็นระบบในการเตรียมการนอนให้มีคุณภาพ ปรับพฤติกรรมในการเตรียมตัวนอน เพื่อให้การนอนมีคุณภาพ
• คุณโอ๋ จิตตินันท์ จิตรประทักษ์ (Handigraph Studio) กับแนวคิด นำเสนองาน “Handicraft x Graphic” ผ่านงานแกะสลักยางลบที่บันทึก “จิตวิญญาณของสถาปัตยกรรมไทย” ลงบนงานพิมพ์ทำมือที่ประณีตจนโลกต้องหันมอง เนื่องจากการทำภาพพิมพ์ต้องมีอุปกรณ์มาก และสมัยเด็กไม่มีปัจจัยที่จะสามารถทำได้ จึงคิดขึ้นมาได้ว่า ยางลบดินสอ เป็นอุปกรณ์ที่สามารถนำมาแกะทำภาพพิมพ์ได้ เมื่อโตขึ้นมาเป็นสถาปนิก ก็มีความสนใจตึกโบราณ หรือตึกที่เป็นIconic เป็นอย่างมาก จึงได้เริ่มแกะยางลบ ในการแกะแม่พิมพ์เป็นรูปตึกต่างๆ ในกรุงเทพ จึงเกิดเป็นผลงานศิลปะที่ชื่อว่า Handigraph ขึ้น เป็นภาพพิมพ์บนกระดาษที่ปั๊มด้วยยางลบ มีเอกลักษณ์ เฉพาะตัว นอกจากนี้ยังจัด Workshop ให้คนฝึกทำ Handicraft นี้ และส่วนตัวได้พัฒนางานให้มีขนาดใหญ่ขึ้นโดยใช้วัสดุใหม่ ซึ่งได้ขนาดและความแปลกใหม่ มีผลงานโชว์ในต่างประเทศ ทั้งในแง่การอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและนวัตกรรมการทำงานภาพพิมพ์
• คุณอนุพล อยู่ยืน (Mobella) กับแนวคิด ผู้พิสูจน์ว่า “เฟอร์นิเจอร์ไทย” สามารถคว้ารางวัลระดับโลกด้วยการใส่หัวใจและความเข้าใจในสรีระและไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยในระยะแรกๆ ที่ทำงานเฟอร์นิเจอร์ไปออกงานต่างชาติ ต่างชาติมักจะคิดว่าเมืองไทยล้าหลัง แต่ก็มีการพูดถึงสัญญลักษณ์เชิงวัฒนธรรม เช่น ช้าง ทำให้เข้าใจว่า จริงๆ แล้ว เขามองหาความเป็นไทยในอีกรูปแบบหนึ่งที่ประยุกต์ให้ทันสมัย ในระยะแรกๆ ก็มีการทำ Stool เป็นรูปช้าง ซึ่งก็ได้ผลตอบรับดี ต่อมาเอางานจักสานมาทำเป็น Furniture ที่มีการสานวัสดุ แต่เป็นวัสดุนิ่ม การรู้จักใช้ Pattern ของไทยๆ สีแบบไทยๆ มาประยุกต์ ล่าสุดทำม้านั่งหิน ที่ดูแล้วเหมือนม้านั่งหินที่แข็ง แต่จริงๆแล้ว เป็นเบาะนิ่ม นั่งสบาย งานของ Mobellaได้รางวัลมากมาย ทั้ง GMarkและ DEMark และล่าสุดได้พัฒนาเป็น Collection ลาย และรูปแบบที่สะท้องวัฒนธรรมภาคใต้ที่โดดเด่น และโซฟาแบบใหม่ที่จะ Debut ต่างชาติในปีนี้คือ ชุดโซฟาที่ได้แรงบันดาจใจมาจากการห่อขนมไทย ขนมสอดไส้ ข้าวต้มมัด ที่แปลร่างออกมาเป็นชุดเฟอร์นิเจอร์ที่ Iconic และคงซึ่งรากภูมิปัญญาไทย
• Emeritus Professor Peter A. Jackson เป็นอาจารย์ผู้ทำวิจัยเรื่อง Queer culture ร่วมกันขยายมุมมองสังคมผ่าน “Changing style of masculinity of Thai Men” เล่าประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผ่านนิตยสาร LGBTQ+ ไทยในรอบหลายทศวรรษ สะท้อนความลุ่มลึกของสังคมไทยที่เปิดกว้างและหลากหลายและได้นำนิตยสารเกย์ไทยตั้งแต่สมัย 80s มาเล่าเรื่องวิวัฒนาการของ “รสนิยมผู้ชาย” ของชาวเกย์มาเล่าได้อย่างถึงรส นิตยสารบุกเบิกในยุคแรกๆ ก็ได้แก่ มิถุนา มิดเวย์ มรกต นิตยสารเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีภาพผู้ชายที่สะท้อนรสนิยมสมัยนั้น แต่ยังเป็นจุดเชื่อมต่อความสัมพันธ์ของ Gay community หนังสือเหล่านี้เป็นฐานข้อมูลในการบันทึกประวัติ LGBTQ+ Community ในไทยที่สำคัญ มีบทสัมภาษณ์ต่างๆ พอมาถึงยุค 90s จะเห็นได้ว่า สังคมยอมรับขึ้น Brand เสื้อผ้าดังแบบ โดมอน ก็เป็นแบรนด์แรกที่ลงโฆษณา ในนิตยสารเกย์ ผู้ชายคนไหนที่มาเป็นแบบก็จะดัง ต่อมารสนิยมสรีระผู้ชายเปลี่ยนไป ก็มีปรากฏการณ์ การนำผู้ชายลูกครึ่งมาเป็นแบบ และการเข้ามาถึงของวัฒนธรรมการเข้ายิม ทำให้รสนิยมผู้ชายไทยเปลี่ยนไป ในขณะเดียวกันสิ่งที่เติบโตไปพร้อมกับพัฒนาการของ Gay Community คือ Night Life ซึ่งมีทั้งบาร์บริการ บาร์โฮสต์ บาร์โชว์ผู้ชายหลายแบบ รวมทั้งนางโชว์ ปัจจุบัน ด้วยสมรสเท่าเทียมและ Social Media ทำให้ LGBTQ+ tourism เข้าสู่ยุคทอง มีการจัดParty ระดับโลกที่ชาว Gay Community มีเมืองไทยเป็น Destination สำคัญในทุกเทศกาล
การจัดงาน PechaKucha Night Bangkokในครั้งนี้ ย้ำชัดถึงบทบาทของ Open Houseที่ไม่ใช่แค่ Co-Working Space แต่เป็น Community Hub ที่เชื่อมโยงความหลากหลายทั้ง Startup, Health, Design, Handicraft และ LGBTQ+ เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างโครงสร้างภูมิปัญญาไทยที่แข็งแกร่งและพร้อมส่งออกไอเดียสู่ระดับสากล บรรยากาศในค่ำคืนนี้คือข้อพิสูจน์ว่า Open House คือพื้นที่ที่ไอเดียไม่มีวันหลับใหลและพร้อมต้อนรับทุกคนเสมอ
ร่วมติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมที่จะปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ครั้งต่อไปได้ที่: Facebook / Instagram: @OpenHouseatCentralEmbassy
#OpenTalk #PechakuchaNightBKK #MadeinThailand
#OpenHouseCE #OpenHouse #CentralEmbassy








