เปิดโซเชียลฯ ตอนนี้ น่าจะเห็นเพื่อน ๆ หรือดาราคนโปรดโพสต์รูปที่ไปลงสนามแข่ง HYROX Bangkok 2026 กันเต็มฟีดไปหมด แต่เบื้องหลังรูปภาพเท่ ๆ ขณะเข็น Sled หรือจังหวะพุ่งตัวออกจากจุดสตาร์ท แน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่าแค่ค่าสมัคร กว่าจะเตรียมตัวเพื่อให้ฟิตพร้อมลงแข่ง ต้องควักกระเป๋าจ่ายอะไรบ้าง ไปดูกัน
พร็อพต้องเป๊ะ เดี๋ยวไม่พร้อมลุย
หัวใจสำคัญของ Hyrox คือการผสมผสานระหว่าง การวิ่ง และ พลังกล้ามเนื้อ ดังนั้น อุปกรณ์ธรรมดาจึงไม่เพียงพอ ยังไม่รวมอุปกรณ์ป้องกันการบาดเจ็บอื่น ๆ ทำให้ค่าอุปกรณ์จะอยู่ที่ราว 1-2 หมื่นบาท ได้แก่
- รองเท้า Hybrid (5,000 – 8,500 บาท): นักแข่งส่วนใหญ่ยอมลงทุนกับรองเท้าสาย Performance อย่าง PUMA x HYROX ซึ่งเน้นรองเท้าตระกูล Deviate Nitro ซึ่งถือเป็น Partner หลัก หรือ Nike Vaporfly/Metcon เพื่อให้ได้ทั้งความเด้งตอนวิ่งและความหนึบตอนดัน Sled
- ชุดแข่ง (2,000 – 5,000 บาท): ไม่ใช่แค่เสื้อยืดทั่วไป แต่ต้องเป็นผ้าเทคโนโลยี Compression หรือ Moisture-wicking ที่ช่วยพยุงกล้ามเนื้อและระบายเหงื่อขั้นสุด
- Accessories (3,000 – 7,000 บาท): สนับเข่า (Knee Sleeves) สำหรับพยุงเข่าตอนทำ Lunges, สายรัดข้อมือ, ถุงเท้ากันลื่น และนาฬิกา Sport Watch เพื่อแทร็ก Heart Rate ตลอด 1.5 ชั่วโมง
จู่ ๆ จะลุยเลยไม่ได้ ต้องซ้อม
สิ่งที่ทำให้ Hyrox ได้รับความนิยมอย่างมากในหลายประเทศ ก็คือ ไม่มีเทคนิคยาก และไม่ต้องใช้ประสบการณ์ขั้นสูง เหมือนกับการ CrossFit หรือไตรกีฬา ทุกคนสามารถเริ่มฝึกและลงสนามได้จริงภายในเวลาไม่กี่เดือน ไม่มีท่ายากระดับโอลิมปิก ขอแค่มีใจและการเตรียมตัวที่ถูกต้อง
แน่นอนว่าการฝึกด้วยตัวเองอาจจะได้ประสิทธิภาพไม่เต็มที่ หลายคนจึงเลือกจะฝึกในยิมหรือจ้างเทรนเนอร์ ซึ่งปัจจุบัน มียิมจำนวนมากที่เป็น Partner กับ Hyrox จัดคอร์สสำหรับ Hyrox โดยเฉพาะ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่คอสละ 8-12 สัปดาห์ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000 – 15,000 บาท อาทิ Fitness First, Jetts Black, CUBIC, Encore Training Club, AriFit Bangkok, BASE เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายด้านรักษาหุ่นให้ลีนและมีกล้ามเนื้อชัดเจน ต้องใช้สารอาหารที่แม่นยำ ค่าเวย์โปรตีน (Isolate), ครีเอทีน และ Pre-workout
เหนื่อยแทบตาย รูปจะบ้งไม่ได้
แน่นอนว่าไหน ๆ ก็หมดเงินไปเยอะเพื่อเตรียมตัว ไหนจะค่าเข้าแข่งขันอีก ดังนั้น ต้องมีภาพบันทึกความทรงจำและความสำเร็จ แต่โดยปกติค่าใช้จ่ายของ Official Photo Pack จะอยู่ที่ราว 1,500 – 2,000 บาท ซึ่งแม้จะราคาไม่ได้ถูก แต่ก็ไม่ได้มีอะไรการันตีว่าจะได้ภาพที่เป๊ะทุกช็อต
ดังนั้น เทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงคือ การจ้างช่างภาพส่วนตัวประกบ (Private Photographer) เพื่อให้ได้มุม Cinematic หรือ Reel เท่ ๆ ราคาจ้างต่อวันอยู่ที่ 3,000 – 7,000 บาท แล้วแต่เรทของช่างภาพแต่ละคน
ทำประกันก่อนแข่ง และ Recovery หลังแข่งจบ
ขึ้นชื่อว่าการแข่งขัน ดังนั้น มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุทำให้บาดเจ็บได้ ทำให้ ประกันอุบัติเหตุ โดยเฉพาะสำหรับนักกีฬา หรือ PA Extreme ที่คุ้มครองกีฬาที่ต้องใช้ร่างกายหนัก ก็เป็นอีกโอกาสที่จะเข้ามาใช้โอกาสช่วงเกิดการแข่ง Hyrox ขายประกัน
และหลายคนหลังแข่งจบ ตัวระบบไปทั้งตัว จะลุก จะนั่ง จะนอน ก็ทรมานไปหมด ดังนั้น การใช้บริการ คลินิกเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ก็เป็นอีกธุรกิจที่ได้อานิสงค์จาก Hyrox ในครั้งนี้ โดยโปรแกรมฟื้นฟูร่างกายจากอาการบาดเจ็บจะอยู่ที่ 650 -2,500 บาท ขึ้นอยู่กับโปรแกรม แต่หลายคนมักเลือกใช้บริการนวด Sport Massage หรือ Ice Bath เพื่อฟื้นฟูร่างกาย โดยจะตกครั้งละ 1,500 – 2,500 บาท
สรุป หากคุณเป็นมือใหม่ที่อยากลงแข่งแบบจัดเต็ม เพื่อผลลัพธ์และภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ นอกเหนือจากค่าสมัครแข่งขัน Hyrox ที่มีราคาประมาณ 3,000 – 5,000 บาทแล้ว ก็อาจต้องเตรียมงบเพื่อเตรียมตัวอยู่ระดับหนึ่ง แต่ถ้าใครที่ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว และไม่ได้ต้องใช้บริการช่างภาพส่วนตัวประกบ ก็อาจไม่ได้ใช้งบประมาณเยอะ เพราะมีอุปกรณ์และออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว ไหน มีใครไปแข่ง Hyrox บ้าง มาแชร์กันหน่อยว่าใช้จ่ายไปกับอะไรอีกบ้าง






