งาน ADFEST 2026 ได้ปิดฉากลงอย่างสวยงาม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอิ่มเอม แรงบันดาลใจ และการแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ระดับภูมิภาค โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 มีนาคม 2569 ที่ PEACH, Royal Cliff Hotels Pattaya ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 วัน มีโปรแกรมที่เข้มข้น ครอบคลุมทั้งองค์ความรู้ เทรนด์ใหม่ และกรณีศึกษาที่จุดประกายความคิดให้กับผู้เข้าร่วมงานจากทั่วเอเชียแปซิฟิก
ปีนี้ ADFEST ยังคงตอกย้ำบทบาทในฐานะเวทีแห่งความคิดสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ ด้วยโปรแกรมที่แน่นตลอดทั้งงาน ประกอบด้วย 61 เซสชันจากวิทยากรชั้นนำที่จัดต่อเนื่องแบบ back-to-back พร้อมทั้งกิจกรรมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเวที Broadcast Stage ที่เปิดพื้นที่สำหรับการสนทนาเชิงลึก เวิร์กช็อปแบบ interactive ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือปฏิบัติจริง รวมถึงพื้นที่เจรจาธุรกิจสำหรับสายโปรดักชัน และนิทรรศการแสดงผลงานที่ส่งเข้าประกวดใน Lotus Awards ที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์จากทั่วภูมิภาค
ในส่วนของรางวัล Lotus Awards 2026 พบทิศทางการเติบโตใน 5 หมวดรางวัลสำคัญ ได้แก่ Digital Craft, Direct, INNOVA, Lotus Roots และ Outdoor Lotus ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่ความคิดสร้างสรรค์ที่มี impact และ relevance มากขึ้น
การตัดสินรางวัลในปีนี้ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการรวม 56 ท่าน จาก 17 เมืองทั่วโลก แบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม โดยมี Yasuharu Sasaki (ยาสุฮารุ ซาซากิ) Global Chief Creative Officer จาก dentsu, Tokyo เป็นประธานกรรมการ ซาซากิและคณะกรรมการทั้งหมดได้ร่วมกันคัดเลือกผลงานที่โดดเด่นที่สุดของปี ซึ่งในครั้งนี้เอเจนซี่ไทยกวาดมาได้ถึง 35 รางวัล แบ่งเป็น 2 Grande 2 Gold 13 Silver 18Bronze และ 1 Commendation โดยมีเอเจนซี่ชั้นนำอย่าง Choojai and Friends Bangkok ที่คว้าGrande มาได้จากประเภท Film Lotus จากผลงาน Snack Jack Ring และ VML Group Thailand ที่คว้า Grande ได้จากประเภท Sustainable Lotus จากงาน Soil Stay ของ Tra Mongkut Fertilizer ส่วน Leo Thailand คว้า Gold ได้จากประเภท Film Lotus จากงาน Patient ของ Krungsri First Choice และ VML Group Thailand ที่คว้า Gold จากประเภท Outdoor Lotus จากผลงาน Dalah’s Spoiler Billboard ของ Netflix นี่คืออีกครั้งที่ยืนยันว่าศักยภาพของคนไทยไม่เป็นรองใคร และสามารถยืนหยัดรักษามาตรฐานความสามารถในระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ
ในส่วนของการบรรยายจากวิทยากรปีนี้ เต็มไปด้วยหัวข้อที่น่าสนใจ โดยสามารถจัดประเด็นเนื้อหาออกได้เป็น 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ พลังของ AI เมื่อมีมนุษย์เป็นหัวใจสำคัญ อนาคตของวงการโฆษณา เมื่อวัฒนธรรมท้องถิ่นขับเคลื่อนการตลาดระดับโลก การตลาดเกมมิ่ง เบื้องหลังการสร้างสรรค์งานของครีเอทีฟ และการที่ความร่วมมือสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นต้น ซึ่งหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ “Pizzas to Mongolia” โดย Julian Boulding (จูเลี่ยน โบลดิ้ง) Founder & President จาก thenetworkone, London และ Bolor Narantsatsralt (โบลอ นรันซัทซรัลท์), Chief Marketing Officer จาก Pizza Hut Mongolia (Tavanbogd), Ulaanbaatar ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวการนำเสนอสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดที่ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะในประเทศมองโกเลียที่ก่อนทศวรรษ 1990 “พิซซ่า” ยังเป็นสิ่งที่ไม่เป็นที่รู้จัก สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี ของการสร้างตลาดใหม่ในประเทศที่กำลังเติบโตในเอเชีย ผ่านกลยุทธ์ที่ผสมผสานทั้งความเข้าใจผู้บริโภค วัฒนธรรม และการสร้าง brand relevance ได้อย่างโดดเด่น นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างแท้จริง HUMANIZING BRANDS: Creativity in the Age of AI โดย Yasuharu Sasaki (ยาสุฮารุ ซาซากิ), Global Chief Creative Officer, dentsu, Tokyo ที่พูดถึงเรื่องการที่ AI กำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรมการตลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างก้าวกระโดด แต่ผลสำรวจ CMO ปี 2025 ของ Dentsu Creative ชี้ว่า 79% ของผู้บริหารการตลาดกังวลว่าการทำงานเพื่อ “เอาใจอัลกอริทึม” จะทำให้งานสื่อสารออกมาเหมือนกันไปหมด ขณะที่ 87% เห็นพ้องว่า กลยุทธ์ยุคใหม่ต้องการความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าอกเข้าใจ และความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น ในยุค AI การทำให้แบรนด์ “มีหัวใจ” คือกุญแจสำคัญของการสร้างแบรนด์ที่ผู้คนรักและอยู่ได้ยาว และหัวข้ออย่างTIGER and DRAGON. When Giants Unite โดย Kenichi Yagi (เคนอิชิ ยากิ), Program Director, Toyota Mobility Foundation, Tokyo Hideaki Takaishi (ฮิเดอากิ ทาคาอิชิ), Executive Chief Engineer, Assistant Vice President & General Manager of Safety Planning Division, Honda Motor Co., Ltd., and Secretary General, Traffic Safety Promotion Operations, Tokyo and Prompohn Supataravanich (พร้อมพร สุภัทรวาณิช), Strategic Planning Director, Hakuhodo First Co., Ltd., Bangkok และ Koji Suzuki(โคจิ ซูซุกิ), Strategic Creative Director, Hakuhodo Inc, Tokyo ซึ่งตั้งใจมาช่วยแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทยที่มีอัตราสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยอยู่ที่ 25.4 รายต่อประชากร 100,000 คน อุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับ รถจักรยานยนต์และรถยนต์ได้กลายเป็นปัญหาสังคมที่รุนแรงอย่างยิ่ง แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีความพยายามหลากหลายในการลดอุบัติเหตุเหล่านี้ แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญได้ เห็นเช่นนี้
สองยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าและฮอนด้าจึงหันมาจับมือ ช่วยกันสร้างและเปิดตัวแคมเปญ “ขับดีได้ดี” โครงการด้านความปลอดภัยทางถนน ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เห็นว่าเมื่อมี “Human Aspiration” หรือความมุ่งมั่นเพื่อมนุษย์ร่วมกัน แม้แต่บริษัทที่เป็นคู่แข่งกันในอุตสาหกรรม ก็สามารถร่วมมือกันเพื่อเผชิญกับความท้าทายสำคัญ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายให้เกิดขึ้นกับโลกได้
นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรมการแข่งขันที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนคนรุ่นใหม่ในวงการ อาทิ Young Lotus Workshop และ Fabulous Five ในปีนี้ ทีมไทยสามารถคว้ารางวัลจากทั้งสองโปรแกรม โปรแกรมแรกคือ Young Lotus Workshop 2026 ซึ่งจัดโดย Google นั้น โดยทีมจาก SOUR Bangkok ประเทศไทย ได้แก่ Nicha Witayapaisitsan (ณิชา วิทยไพสิฐสันต์), Copywriter และ Thirawat Prasertsang (ถิรวัฒน์ ประเสริฐสังข์), Art Director ซึ่งนอกจากจะได้รางวัลชนะเลิศ ยังคว้ารางวัล Popular Vote จากผลงาน “Watch Like Me” ไปครองอีกด้วย ขณะเดียวกัน Ariyaporn Boondeepathum (อริยาพร บุญดีปถัมภ์), Director จาก And Friends Studio Co., Ltd., Bangkok ก็ได้คว้ารางวัลชนะเลิศในการประกวด Fabulous Five 2026 จากผลงาน “Human Mode.” เช่นกัน
และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ ADFEST 2026 คือการประกาศ Lotus Legend ของ ADFEST 2026 ซึ่งในปีนี้ “พี่เข้” สมพัฒน์ ทฤษฎิคุณ ได้ถูกยกย่องให้เป็น Lotus Legend เพื่อเชิดชูคุณูปการอันโดดเด่นที่มีต่อวงการความคิดสร้างสรรค์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา พี่เข้ได้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรฐานงานโฆษณาไทยสู่เวทีระดับสากล ด้วยวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่น และการเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในวงการ สะท้อนถึงจิตวิญญาณของ ADFEST ที่ยกย่องทั้งความคิดสร้างสรรค์และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นอย่างแท้จริง
งานในปีนี้ได้ย้ำให้เห็นว่า “ความคิดสร้างสรรค์” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และ ADFEST ยังคงเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่ขับเคลื่อนวงการครีเอทีฟของเอเชียแปซิฟิกให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ในปีหน้า ADFEST จะก้าวสู่การครบรอบ 30 ปี ในฐานะศูนย์กลางของแรงบันดาลใจ และการเชื่อมต่อความคิดสร้างสรรค์จากทั่วทั้งภูมิภาค



