ถ้าพูดถึง “ยาหม่อง” ภาพจำของคนไทยจำนวนมากยังคงเป็น “ตลับเหล็ก หรือ กระปุกฝาหมุน” ที่คุ้นเคยมานานหลายสิบปี
แต่ปัญหาคลาสสิกที่มาคู่กันก็คือ ‘เปิดยาก’ บางครั้งต้องใช้เหรียญงัด หรือใช้ฟันกัด กระทั่งปาลงพื้นเพื่อให้เปิดได้ ก็มี
ขณะเดียวกัน ยาหม่องแบบเดิม ๆ ต้องใช้มือแตะเนื้อยาหม่อง ทำให้ ‘มือเลอะ’ ใช้งานไม่สะดวก โดยเฉพาะเวลารีบใช้ หรืออยู่นอกบ้าน
จาก Pain Point เล็ก ๆ สู่โอกาสทางการตลาด
ล่าสุด ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เมื่อ “ยาหม่องตราถ้วยทอง” ภายใต้ บริษัท ถ้วยทองโอสถ จำกัด ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ “ยาหม่องแท่ง” รูปแบบคล้ายลิปบาล์ม เพื่อกำลังแก้ Pain Point ที่คนมองข้ามมานาน อาทิ
- ฝาเปิดยาก โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้หญิง เด็ก
- เนื้อยาหม่องเลอะมือ ไม่สะดวกพกพา
- ใช้ในที่สาธารณะแล้วไม่คล่องตัว
ยาหม่องแท่ง ไม่ใช่แค่ได้ความสะดวก แต่คือ การเปลี่ยน perception ของสินค้าเดิม ผ่านการใช้ “Design Thinking” เข้ามาแก้ UX ของสินค้าแบบชัดเจน
ขณะเดียวกัน ยังตอบโจทย์ด้านสุขอนามัย เพราะ “ไม่เลอะมือ” และมือไม่ต้องสัมผัสเนื้อยาโดยตรง ลดความเสี่ยงยาหม่องเข้าตา หรือแสบผิวบริเวณที่ไม่ต้องการ หากเผลอเอามือที่ใช้ยาหม่องมาขยี้ตา
หนุน Brand Modernization
การออกยาหม่องแท่ง ยังสะท้อนว่า ถ้วยทองกำลังพยายามสลัดภาพ “ยาหม่องของคุณย่า” ให้กลายเป็น “ไอเทมของคนรุ่นใหม่”
- รูปแบบแท่ง สอดคล้องกับพฤติกรรม On-the-go ของคนเมืองที่ต้องการความรวดเร็ว พกพาสะดวกเหมือนลิปมัน ใช้งานได้ทุกที่โดยไม่ต้องหาทิชชู่มาเช็ดมือ
- การออกแบบบรรจุภัณฑ์จะมีความมินิมอล หรือดูทันสมัยขึ้น เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจที่จะหยิบออกมาใช้ในที่สาธารณะ เช่น ออฟฟิศ หรือฟิตเนส
โอกาสในการขยายฐานลูกค้า
กลุ่มเป้าหมายเดิมของถ้วยทอง คือ กลุ่มผู้ใหญ่และผู้สูงวัย แต่โปรดักส์ใหม่นี้ ‘อาจ’ ช่วยขยายลูกค้าไปยังกลุ่มอื่น ๆ ได้ อาทิ
- Office Syndrome กลุ่มวัยทำงานที่ปวดคอ บ่า ไหล่ และต้องการทายาระหว่างวันโดยไม่ลำบาก
- Travelers & Outdoor กลุ่มนักเดินทางหรือคนชอบทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องการความคล่องตัว
- Gen Z / Millennials กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับ Experience ในการใช้งาน (Easy to use) มากกว่าแค่สรรพคุณเพียงอย่างเดียว

