• กลุ่มธุรกิจ TCP ชี้โจทย์สำคัญขององค์กรยุคใหม่ไม่ใช่แค่ทำให้คน “เก่งขึ้น” แต่ต้องทำให้คนมีพลังไปต่อได้อย่างยั่งยืน ผ่านแนวคิด Work-life Intelligence และการออกแบบพลังงานอย่างรู้จังหวะ
• การสร้าง Performance ที่แท้จริง เริ่มจากการพัฒนาคนและปลูกฝัง DNA “รุก-บวก-สุดพลัง” เพื่อให้พนักงานก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง และส่งต่อพลังบวกให้ทีมและองค์กรเติบโตไปด้วยกัน
ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความคาดหวังของคนทำงานก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน วันนี้คนไม่ได้ต้องการเพียงตำแหน่งที่ดีหรือรายได้ที่มั่นคงเท่านั้น แต่ยังต้องการเห็นความหมายของงานที่ทำ และอยากรู้ว่าสิ่งที่ตนลงแรงไปในแต่ละวันกำลังสร้างคุณค่าอะไรให้กับชีวิต ทีมงาน และองค์กร ขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและแรงกดดันรอบด้าน ก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกเหนื่อยล้า และมีพลังในการไปต่อน้อยลงเรื่อย ๆ
ภายในงาน People Performance Conference 2026 คุณประกรรษ์ จันทร์ทอง ประธานผู้บริหารสายงานทรัพยากรบุคคล กลุ่มธุรกิจ TCP สะท้อนว่า “โจทย์สำคัญขององค์กรวันนี้ ไม่ใช่แค่ทำอย่างไรให้คนทำงานเก่งขึ้น แต่คือทำอย่างไรให้คนมีพลังไปต่อได้อย่างยั่งยืน”
Work-life Intelligence หัวใจของคนทำงานยุคใหม่
หากมองย้อนกลับไป โลกการทำงานเดินทางผ่านมาหลายยุค จาก Work Hard ที่คนทุ่มเทเต็มที่จน “สำเร็จแต่หมดแรง” มาสู่ Work-life Balance ที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างงานและชีวิต แต่ในความจริง หลายคนกลับพบว่าสมดุลนั้นเกิดขึ้นได้ยาก ก่อนจะพัฒนาไปสู่ Work-life Integration ที่งานและชีวิตเชื่อมเข้าหากันมากขึ้น ทว่าเมื่อจัดการไม่ดี ก็อาจกลายเป็นความยุ่งเหยิงที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนทำงานตลอดเวลา
ปัจจุบัน รูปแบบการทำงานมีพัฒนาการไปสู่ ‘Work-life Intelligence’ หรือการทำงานและบริหารชีวิตอย่างรู้จังหวะ เพื่อให้เราทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยยังมีพลังเหลือสำหรับการใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ แนวคิดนี้ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องสมดุล แต่ขยับจากการ “พยายามแบ่งให้เท่ากัน” ไปสู่การ “จัดจังหวะให้เหมาะกับช่วงเวลา” มากกว่า
เล่นเกมการทำงานให้เป็น เหมือนนักกีฬาที่รู้จังหวะ
“Work-life Intelligence ในมุมของ TCP ไม่ใช่แค่การแบ่งเวลา แต่คือการออกแบบพลังงานอย่างรู้จังหวะและลื่นไหล เพื่อให้คนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” คุณประกรรษ์ กล่าว
โดยคุณประกรรษ์ เปรียบเทียบแนวคิดนี้กับการเล่นเทนนิส หาก Work-life Balance คือการพยายามประคองลูกให้อยู่บนไม้ให้นานที่สุด Work-life Intelligence คือการอ่านเกมให้ออก ว่าจังหวะไหนควรบุก จังหวะไหนควรผ่อน เพื่อรักษาพละกำลังและไปได้ไกลกว่าเดิม เพราะในโลกการทำงานยุคใหม่ คนที่ไปได้ไกล ไม่ใช่คนที่เร่งเครื่องได้ตลอดเวลา แต่คือคนที่รู้จักจัดการพลังของตัวเองอย่างมีชั้นเชิง เช่นเดียวกับองค์กรที่ดี ซึ่งไม่ใช่แค่องค์กรที่ดึง performance จากคนให้ได้มากที่สุด แต่ต้องเป็นองค์กรที่ช่วยเติมพลังให้คนทำงานต่อได้อย่างมีคุณภาพ
“เราให้ความสำคัญกับพลังของคนเป็นอันดับหนึ่ง เพราะถ้าคนของเราไม่มีพลัง เขาก็ไม่สามารถไปทำสิ่งที่ตั้งใจให้สำเร็จได้อย่างชัดเจนตามเป้าหมาย” คุณประกรรษ์ กล่าว
จากประสบการณ์ 70 ปี สู่สูตรคิด 3 Step Energy Design
กลุ่มธุรกิจ TCP ใช้ประสบการณ์อันยาวนานกว่า 70 ปี ถอดบทเรียนเรื่อง “พลัง” ออกมาเป็นแนวคิด 3 Step Energy Design เพื่อใช้กับการออกแบบพลังการทำงานในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม
เริ่มจาก Design Self หรือการออกแบบพลังในระดับบุคคล โดยทำให้คนมองเห็น Meaningful Job หรือความหมายของงานที่ตัวเองทำ เช่น พนักงานฝ่ายผลิตไม่ได้เป็นเพียงคนคุมเครื่องจักร แต่คือคนที่กำลังส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพให้กับผู้คนจำนวนมาก เมื่อเห็นตัวเองอยู่ในภาพความสำเร็จนั้น เขาจะไม่ได้ทำงานด้วยหน้าที่เพียงอย่างเดียว แต่ทำด้วยใจที่อยากไปต่อ
คุณประกรรษ์ มองว่า “เมื่อคนทำงานมองเห็นว่างานของเขามีความหมาย เขาจะเชื่อมโยง passion ของตัวเองเข้ากับเป้าหมายขององค์กรได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของพลังที่ยั่งยืน”
ถัดมาคือ Design Team เพราะในโลกการทำงานจริง ไม่มีใครรักษาพลังไว้ได้เต็มร้อยตลอดเวลา ทีมที่ดีจึงต้องช่วยกันประคอง รับส่งพลัง และแก้ปัญหาไปด้วยกัน TCP เชื่อว่าทีมที่แข็งแรงไม่ใช่ทีมที่ทุกคนเก่งคนเดียว แต่คือทีมที่ประสานพลังกันได้อย่างไร้รอยต่อ
ส่วน Design Environment คือการออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานให้เอื้อต่อการมีพลัง ไม่ว่าจะเป็นวิธีทำงาน ระบบคิด หรือพื้นที่ให้คนได้ทดลองและเติบโต เพื่อให้คนไม่ต้องเสียพลังไปกับความไม่ชัดเจน แต่สามารถทุ่มพลังไปกับการสร้างคุณค่าได้อย่างเต็มที่
จากมุมมองนี้ TCP เชื่อว่า การบริหารคนให้เกิด Performance อย่างแท้จริง ต้องทำให้ DNA แบบ “รุก-บวก-สุดพลัง” ซึมอยู่ในวิธีคิดของพนักงาน เพื่อให้ทุกคนกล้าก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของตัวเอง และส่งต่อพลังเชิงบวกให้คนรอบข้างไปพร้อมกัน
AI ไม่ได้มาแทนคน แต่ช่วยให้งาน “ลื่นไหล” มากขึ้น
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ TCP นำมาใช้เพื่อยกระดับ Energy Design คือ AI โดยไม่ได้มองเป็นเพียงเครื่องมือด้านประสิทธิภาพ แต่เป็นตัวช่วยออกแบบการทำงานให้ “รู้ล่วงหน้า” และ “ลื่นไหล” มากขึ้น ตัวอย่างคือการใช้ Smart Manufacturing ที่โรงงานปราจีนบุรี ผ่าน Real-time Dashboard และระบบ “Alert ก่อน Alarm” ที่ช่วยให้ทีมเห็นความเสี่ยงก่อนเกิดปัญหาใหญ่จริงๆ
ในอีกมิติหนึ่ง AI ยังช่วยให้ทีมทำงานร่วมกันได้แม่นยำขึ้น เพราะทุกคนใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ ลดงานที่สูญเปล่า ลดความไม่แน่นอน และคืนพลังให้คนได้โฟกัสกับงานที่สำคัญจริง ๆ
“สำหรับเรา AI คือจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้การออกแบบพลังงานลื่นไหลขึ้น เทคโนโลยีที่ดีไม่ควรทำให้คนทำงานหนักกว่าเดิม แต่ต้องช่วยให้งานง่ายขึ้น ตัดสินใจได้ดีขึ้น และเปิดพื้นที่ให้คนใช้ศักยภาพของตัวเองได้มากขึ้น” คุณประกรรษ์ กล่าว
เมื่อการปลุกพลังไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด สิ่งสำคัญคืออย่าหยุดเรียนรู้
แน่นอนว่าในโลกของการทำงานจริง การปลุกพลังคนไม่ได้สำเร็จในทุกครั้ง บางสถานการณ์ผลลัพธ์อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หรืออุปสรรคหน้างานอาจซับซ้อนกว่าที่ประเมินไว้ แต่สำหรับ TCP ความท้าทายเหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลให้หยุดเดิน ตรงกันข้าม กลับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้องค์กรเรียนรู้ว่าจะออกแบบพลังให้ดีขึ้นได้อย่างไร
คุณประกรรษ์ ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า “ความพยายามที่ไม่ได้ผล ไม่ใช่ความสูญเสีย แต่คือข้อมูลที่จะทำให้เราทำงานได้ intelligent ขึ้น”
เมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่ง่าย TCP จะกลับมาดูที่ Priority Impact เป็นสำคัญ โดยโฟกัส 80% ที่ยังเป็นหัวใจหลักและยังเดินหน้าได้ เพื่อรักษาโมเมนตัมและกำลังใจของทีม ขณะเดียวกันก็ re-design อีก 20% ที่ยังไม่เวิร์ก เปลี่ยนความผิดพลาดให้เป็นบทเรียน และใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน แทนที่จะทำให้กลายเป็นบทลงโทษ
“หากงานส่วนใหญ่ที่เป็นหัวใจหลักยังเดินหน้าไปได้ เราต้องชื่นชมทีมและรักษาจังหวะการ ‘รุก’ ต่อไป อย่าให้ความผิดพลาดเล็กน้อยมาทำลายขวัญและกำลังใจ” คุณประกรรษ์ กล่าว
คำว่า “ไปต่อ” ต้องไม่ใช่แค่ไปถึงเป้าหมาย แต่ต้องไปอย่างมีความหมาย
สำหรับ TCP คำว่า “ปลุกพลัง…ให้ไปต่อ” จึงมีความหมายมากกว่าการกระตุ้นให้คนฮึดสู้ในระยะสั้น หรือทำงานให้เสร็จตาม KPI แต่คือการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้คนอยากตื่นขึ้นมาในทุกวัน แล้วรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำมีคุณค่า มีความหมาย และพาตัวเองเข้าใกล้เป้าหมายชีวิตไปพร้อมกับความสำเร็จขององค์กร
“คำว่า ‘ไปต่อ’ ของ TCP ไม่ใช่แค่การวิ่งให้ถึงเป้าหมาย แต่คือการเดินทางไปสู่จุดที่พนักงานทุกคนมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองทำ มี passion และมีความหมายในงานที่ทำจริง ๆ” คุณประกรรษ์ กล่าว
ท้ายที่สุด องค์กรที่แข็งแรง อาจไม่ใช่องค์กรที่มีคนเก่งที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือองค์กรที่ทำให้คนทุกคนมีพลังจะไปต่อได้ ในแบบที่มีความหมายต่อทั้งตัวเอง ทีมงาน และโลกที่อยู่รอบตัว




