‘Flying Tiger Copenhagen’ ต่อยอดสินค้าไลฟ์สไตล์ไอเดียสร้างสรรค์โดนนักช้อปไทย กางแผนปี 2569 ขยายสาขา 20 แห่งทั่วประเทศ ปักธงย่าน CBD

บมจ.อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (ILM) กางแผนขยาย ‘Flying Tiger Copenhagen’ ทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท ตั้งเป้าขยาย 20 แห่งทั่วประเทศ ปักธงทำเลศักยภาพระดับไพรม์โลเคชันย่าน CBD ศูนย์การค้าชั้นนำและหัวเมืองหลักท่องเที่ยว รองรับไลฟ์สไตล์ด้วยสินค้าสุดสร้างสรรค์สไตล์สแกนดิเนเวียน ภายใต้แนวคิดใหม่ ‘Designed with love in Denmark’ ชูจุดแข็ง ‘ราคาเข้าถึงง่าย ดีไซน์ไม่ซ้ำใคร’ มั่นใจตลาดค้าปลีกกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ปี 2569 ยังมีช่องว่างให้เติบโตได้และตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม รวมสินค้ากว่า 3,400 รายการ พร้อมไอเทมใหม่หมุนเวียนให้ช้อปตลอดปี วางเป้าหมายปี 2569 ทำรายได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท

นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM ผู้นำธุรกิจค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน และของตกแต่งบ้าน เปิดเผยว่า หลังจากเปิดตัว ‘Flying Tiger Copenhagen’ (ฟลายอิ้ง ไทเกอร์ โคเปนเฮเกน) แบรนด์สินค้าวาไรตี้และไลฟ์สไตล์จากประเทศเดนมาร์ก เข้ามาจำหน่ายในไทยปี 2568 ได้กลายเป็นจิ๊กซอว์ที่เข้ามาสร้างปรากฏการณ์ช้อปสินค้าที่สนุกและหลากหลายในสไตล์สแกนดิเนเวียนให้กับทุก Gen ทั้ง 6 สาขา ได้แก่ เอ็มสเฟียร์, อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาพัทยา, แฟชั่นไอส์แลนด์, ซีคอนสแควร์, แพลทินัม แฟชั่นมอลล์ และเดอะมอลล์ บางกะปิ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างดี สร้างยอดขายได้ตามคาดกว่า 30 ล้านบาท โดยสามารถครองใจฐานลูกค้าทั้งกลุ่ม Gen Z, Office Worker, Young Family รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยว โดยพฤติกรรมการช้อปของลูกค้าจะใช้เวลาเฉลี่ยราว 20-30 นาทีต่อครั้ง และส่วนใหญ่จะมีไอเทมติดมือกลับไปโดยไม่คาดคิด โดยปีที่ผ่านมาสินค้าคอลเลกชันคริสต์มาสและฤดูใบไม้ร่วง และไอเทม Gift ถือเป็น Campaign Product ที่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้มาจากปัจจัยของไอเดียดีไซน์สินค้าที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร บวกกับบรรยากาศการช้อปของขวัญส่งท้ายปีทำให้ลูกค้าเลือกช้อปกันอย่างคึกคัก

สำหรับปี 2569 กางแผนบุกตลาดเต็มรูปแบบ ด้วยงบลงทุนราว 15 ล้านบาทต่อสาขา ตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่ม 20 แห่งทั่วไทย ทั้งกรุงเทพและส่วนภูมิภาค ผ่านกลยุทธ์การส่งต่อความสุขภายใต้ปรัชญา ‘Designed with love in Denmark’ ยังคงชูจุดแข็ง DNA ของแบรนด์ Flying Tiger Copenhagen ที่ผสานดีไซน์สุดสร้างสรรค์ ความสนุก ฟังก์ชันการใช้งาน ในราคาที่เข้าถึงได้ และยังคำนึงถึงด้านความยั่งยืนภายใต้แนวคิด ‘Changing together’ เพื่อส่งต่อความสุขและแรงบันดาลใจ ควบคู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนทั่วโลกในทุกๆ วัน ปูพรมทำเลศักยภาพย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) และเมืองท่องเที่ยว ได้แก่ สยามสแควร์, สีลม คอมเพล็กซ์ ใจกลางเมืองและย่านธุรกิจ Zpell @ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และ เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล พระรามสอง ที่มีทราฟฟิกสูงของกลุ่มครอบครัวและคนรุ่นใหม่ และเมืองท่องเที่ยวอย่าง จังซีลอน จ.ภูเก็ต, เซ็นทรัล หาดใหญ่, ห้างสรรพสินค้าในจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยขนาดพื้นที่เฉลี่ย 200-250 ตรม./สาขา โดยยึดคอนเซปต์ดีไซน์ร้านแบบ Treasure Hunt (เขาวงกต) สร้างอินสไปร์และกระตุ้นให้เกิดการสำรวจและการตัดสินใจซื้อโดยไม่คาดคิด (Impulse Buying) โดยรวมสินค้าทั้งสิ้น 3,400 รายการ (SKUs) และในแต่ละเดือนยังมีสินค้าใหม่หมุนเวียนเข้ามาต่อเนื่องราว 280-300 รายการ (SKUs) เพื่อดึงดูดลูกค้าให้กลับมาช้อปซ้ำๆ แบบไม่เบื่อ เพราะมีสินค้าใหม่ให้เลือกช้อปอยู่เสมอ ที่สำคัญคือราคาเบาเข้าถึงได้ง่าย ภายใต้แนวคิด “Danish Design at Affordable Prices”

สำหรับสินค้าไฮไลต์เน้น Campaign Collection เริ่มตั้งแต่ต้นปีด้วยเทศกาล ‘Valentine’ และตามมาด้วย ‘Easter’ ที่โดดเด่นด้วยสีสันและสัญลักษณ์รูปไข่, กระต่ายอันเป็นเอกลักษณ์ และต่อเนื่องมาที่ Spring & Summer (Spring Vibes) ซีซันที่รวมไอเทมดีไซน์สีสันสดใส ลวดลายดอกไม้ดูมีชีวิตชีวา เช่น ไอเทม DIY, ชุดปาร์ตี้และปิกนิก เช่น เหยือกน้ำ แก้วมัค จานชาม แจกันดอกไม้ เชิงเทียน ถาดวางเค้ก กระเป๋าผ้า และยังรวมไอเทม กลุ่มของใช้, ของตกแต่งบ้าน, อุปกรณ์เครื่องเขียนต่างๆ กลุ่มไอเทมสร้างสรรค์จินตนาการสำหรับเด็ก รวมถึงอุปกรณ์ออกกำลังกาย อีกทั้งยังมีเทศกาลคริสต์มาสและ Gift ส่งท้ายปี ที่จัดเต็มกับไอเทมเพื่อส่งมอบความสุขให้แก่กัน ซึ่งไอเทมจากทุกซีซันนี้จะเปลี่ยนวันธรรมดาของคุณให้สนุกตลอดทั้งปี และกระตุ้นให้เกิด “Social Shareability” การแชร์ไอเทมผ่านคอนเท้นต์เพื่อบอกต่อ จะช่วยสร้างการรับรู้ การจดจำ ต่อยอดไปสู่โอกาสทางการขาย ขณะเดียวกันก็มองโอกาสการ Co-Partner กับบัตรเครดิตต่างๆ อาทิ TTB, Kbank, KTC เป็นต้น รวมถึงการ Collab กับคนดังเพื่อมัดใจแฟนดอมและผู้ติดตามให้กลายมาเป็นลูกค้า เป็นต้น

นางสาวกฤษชนก กล่าวว่า ในวันที่เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมัน ส่งผลให้ค่าครองชีพปรับขึ้นตามลำดับ ทำให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้จ่ายด้วยความระมัดระวัง โดยผู้บริโภค กลุ่มที่มีกำลังซื้อ ยังคงยินดีจ่ายกับสินค้าที่ให้คุณค่าทางอารมณ์ (Emotional Value) เพื่อให้รางวัลกับตัวเองหรือช่วยเติมเต็มความสุขและปลอบประโลมจิตใจ ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขโดย Euromonitor ที่ระบุกว่า 58% ของผู้บริโภคกำลังเผชิญกับความเครียดในระดับปานกลางถึงสูงในทุกวัน ในขณะที่ผู้บริโภค กลุ่มเน้นความคุ้มค่า จะคิดก่อนซื้อโดยคำนึงถึงการใช้งานและทนทานเป็นหลัก ซึ่ง Flying Tiger Copenhagen ถือเป็นแบรนด์ที่มีข้อได้เปรียบที่มาตอบโจทย์ด้านราคาและมีจุดแข็งด้านดีไซน์ “Value through Design” (การสร้างคุณค่าผ่านงานดีไซน์) ที่จะมารองรับความต้องการด้านประสบการณ์ช้อปและคุณค่าทางใจและราคา นอกจากนี้ทุกไอเทมยังให้คุณค่าด้านความยั่งยืน โดยผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นถูกคัดสรรมาอย่างดีผ่านกระบวนการผลิตได้มาตรฐาน ปลอดภัย โดยไอเทมที่ทำจากไม้และกระดาษทั้งหมดนั้นมาจากแหล่งที่จัดการด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยสินค้ากว่า 48% สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และลดการใช้พลาสติกอย่างจริงจัง ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ยินดีสนับสนุนแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบต่อโลก นอกจากนี้ผลพวงจากความผันผวนด้านพลังงานมีความเป็นได้ว่าจะทำให้เกิด Home-Centric Lifestyle เทรนด์การใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้นเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อต้องออกไปนอกบ้าน ทำให้สินค้ากลุ่มสินค้า DIY, อุปกรณ์ครัว และของตกแต่งบ้าน เพื่อสร้างบรรยากาศเพิ่มผ่อนคลายกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคยอมควักกระเป๋าจ่ายมากขึ้น

“การขยายธุรกิจครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของ ILM ต่อตลาดไลฟ์สไตล์ไทยที่ยังมีศักยภาพเติบโตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาสินค้าเเตกต่าง สนุก และเข้าถึงได้ คาดยอดขาย Flying Tiger Copenhagen ปี 2569    จะเติบโตไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท” นางสาวกฤษชนก กล่าว