คนทำงานไทยยก ‘ออฟฟิศใกล้-ไปง่าย’ คือปัจจัยที่ทำให้มีความสุขที่สุดในการทำงาน

ตอนนี้ไม่ใช่แค่ ‘เงินเดือน’ หรือ ‘สวัสดิการ’ ที่ทำให้คนทำงานมีความสุขหรือตัดสินใจเลือกทำงานกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งเท่านั้น เพราะรายงาน Workplace Happiness Report จาก Jobsdb by SEEK ระบุว่า

 

ปัจจัยที่ทำให้คนทำงานไทยมีความสุข ได้แก่

อันดับ 1 : 70% มีระดับความสุขกับโลเคชันสถานที่ทำงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตัดสินใจได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน

อันดับ 2 : 66% มีระดับความสุขกับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ

อันดับ 3 : 65% มีระดับความสุขกับหน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละวัน

อันดับ 4 : 64% มีระดับความสุขกับเพื่อนร่วมงานและรู้สึกมีเป้าหมายในงานที่ทำ

อันดับ 5 : 63% มีระดับความสุขกับความมั่นคงในอาชีพการงาน

 

สะท้อนให้เห็นว่า ความสะดวกในการเดินทางและการพัฒนาตัวเอง กลายเป็น ‘บรรทัดฐานใหม่’ ที่คนทำงานยุคนี้ให้ค่ามากกว่าสวัสดิการพื้นฐานทั่วไป

 

รายงานดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่า นอกเหนือจากทำเลที่ตั้งที่สะดวกสบายแล้ว ‘ความหมายของงาน’ ยังเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะคนไทยกว่า 80% พร้อมจะทุ่มเทและและมีแนวโน้มจะอยู่กับองค์กรนานขึ้น หากรู้สึกว่า งานที่ทำมี ‘คุณค่า’ และ ‘มีเป้าหมาย’

 

ดังนั้น หากองค์กรต้องการรักษาคนเก่งไว้ในระยะยาว นอกจากจะต้องมีทำเลที่ตั้งที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตแล้ว จำเป็นต้องเร่งสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนความสุขตามบริบทของคนในแต่ละเจเนอเรชัน

 

แม้ 65% ของคนทำงานไทยจะรักในบทบาทหน้าที่ของตน แต่กลับมีเพียง 53% เท่านั้นที่พึงพอใจกับภาระงาน และความกดดันที่ได้พบเจอจริงระหว่างการทำงาน

 

ประเด็นนี้สะท้อนว่า องค์กรส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับปัญหาการกระจายงานที่หนักเกินไป ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของภาวะหมดไฟ

ดังนั้น องค์กรจึงควรสนับสนุนการมอบหมายงานที่น่าสนใจ บริหารจัดการปริมาณงานให้อยู่ในระดับเหมาะสม รวมถึงการสร้างเส้นทางการเติบโตในสายงานที่ชัดเจน เพื่อยกระดับประสบการณ์การทำงานจากเพียงแค่ ‘อยู่ได้’ ไปสู่การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว

 

เจาะลึกความสุขต่างเจเนอเรชัน

 

รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า ความต้องการและปัจจัยที่สร้างความสุขของคนทำงานแต่ละช่วงวัยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

 

  • Baby Boomers (อายุ 60-64 ปี): เป็นกลุ่มที่มีความสุขในการทำงานสูงถึง 75% และรู้สึกหมดไฟน้อยที่สุด เนื่องจากอยู่ในช่วงปลายของการทำงาน ปัจจัยหลักที่ให้ความสำคัญคือ ความพึงพอใจในหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละวัน สมดุลชีวิตระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ส่งผลให้คนกลุ่มนี้มีความต้องการเปลี่ยนงานเพียง 33% เท่านั้น

 

  • Gen X (อายุ 45-59 ปี): มีระดับความสุขอยู่ที่ 72% เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความก้าวหน้าในอาชีพและมีฐานรายได้สูงที่สุด ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนความสุขคือ หน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละวัน (69%) และ โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา (65%) แม้ว่าจะอยู่ในระดับผู้บริหาร แต่คนกลุ่มนี้ก็ยังคงต้องการการยอมรับในผลงานและเงินเดือนที่สอดคล้องกับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น

 

  • Millennials (อายุ 30-44 ปี): คนกลุ่มนี้มีระดับความสุขอยู่ที่ 67% โดยมักถูกเรียกว่า เดอะแบก ความสุขของคนกลุ่มนี้จึงขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (67%) และเป้าหมายในการทำงาน (62%)

 

  • Gen Z (อายุ 18-29 ปี): คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีระดับความสุขต่ำที่สุด (59%) และรู้สึกหมดไฟสูงสุดถึง (51%) เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นเส้นทางอาชีพที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวและเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ปัจจัยที่ช่วยสร้างความสุขให้กับคนกลุ่มนี้คือ ทีม/เพื่อนร่วมงาน (61%) และ โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา (70%) การสนับสนุนจากหัวหน้างานและบรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตรจึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้แก่คนรุ่นใหม่

 

บทสรุปสำหรับองค์กร

ความสุขในที่ทำงานไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดกิจกรรมสันทนาการ แต่คือการบริหาร ‘ความสมดุล’ ระหว่างปริมาณงาน สุขภาพจิต และการสร้างความหมายในเนื้องาน เพื่อรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพไว้ในวันที่โลกการทำงานหมุนเร็วและกดดันมากกว่าเดิม