“ทำไมเรายังจำเป็นต้องล็อกอินเข้าแพลตฟอร์ม Salesforce?” Parker Harris ผู้ร่วมก่อตั้ง Salesforce ตั้งคำถามนี้เมื่อเดือนที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นการท้าทาย แต่เพื่อชี้ทิศทางของอนาคต
ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา การใช้งาน Salesforce หมายถึงการทำงานอยู่ภายในแพลตฟอร์ม พนักงานบริการลูกค้าต้องเปิดคอนโซล คลิกเข้าไปยังคำร้องของลูกค้า และอัปเดตสถานะด้วยตนเอง กล่าวคือ มนุษย์ต้องใช้แพลตฟอร์มโดยตรงเพื่อให้งานสำเร็จ แต่ในยุคของ Agentic Enterprise ที่ผู้ลงมือทำงานไม่ได้มีแค่มนุษย์อีกต่อไป เอเจนต์ก็มีบทบาทเช่นกัน แต่เอเจนต์ไม่ได้ทำงานผ่านเบราว์เซอร์หรือคลิกผ่านหน้าจอ (UI)
เอเจนต์สามารถเรียกใช้ API ใช้งานเครื่องมือ MCP และรันคำสั่ง CLI ได้โดยตรง ด้วยเหตุนี้ เมื่อสองปีครึ่งที่ผ่านมา เราจึงตัดสินใจยกเครื่อง Salesforce ใหม่เพื่อรองรับเอเจนต์โดยเฉพาะ จากเดิมที่ความสามารถต่าง ๆ ถูกซ่อนอยู่หลัง UI วันนี้เราเปิดให้เข้าถึงได้ทั้งหมด เพื่อให้ทั้งแพลตฟอร์มสามารถใช้งานเชิงโปรแกรม (programmable) และเข้าถึงได้จากทุกที่ หากแพลตฟอร์มไหนที่ยังต้องพึ่งพาการใช้งานผ่าน UI หรือการเขียนโค้ดโดยตรงเพื่อให้การทำงานเดินหน้าต่อไปได้ แพลตฟอร์มนั้นยังไม่พร้อมสำหรับการเข้าสู่ยุค Agentic Enterprise
Salesforce จึงเปิดตัว Headless 360 ในวันนี้ ซึ่งจะนำความสามารถหลักของแพลตฟอร์มมาเปิดให้ใช้งานผ่าน API, เครื่องมือ MCP และคำสั่ง CLI เพื่อให้ทั้งมนุษย์และเอเจนต์สามารถสร้าง ดำเนินการ และส่งมอบประสบการณ์ให้แก่ลูกค้าได้ในทุกช่องทาง ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการแก้ไขเคสบริการลูกค้า ไปจนถึงเวิร์กโฟลว์ที่ช่วยให้ทีมขายปิดการขายได้สำเร็จ
Salesforce Headless 360 มาพร้อม 3 นวัตกรรมใหม่ ได้แก่
เครื่องมือ MCP และทักษะด้านการเขียนโค้ดรูปแบบใหม่ ที่ช่วยให้ coding agent เข้าถึงแพลตฟอร์มของคุณได้อย่างเต็มรูปแบบ
Experience Layer ใหม่ ที่รองรับการโต้ตอบได้โดยตรง อย่างเต็มรูปแบบในทุกช่องทาง ตั้งแต่ Slack ไปจนถึง Voice และ WhatsApp
เครื่องมือใหม่ที่ช่วยให้คุณควบคุมพฤติกรรมของเอเจนต์ในการใช้งานจริงได้ ทั้งก่อนและหลังเปิดใช้งาน
Salesforce คือแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเอเจนต์ เอเจนต์สามารถประสานการทำงานของแอป เวิร์กโฟลว์ และตรรกะทางธุรกิจของคุณได้อย่างครบถ้วน โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาขึ้นใหม่ ทั้งมนุษย์และเอเจนต์ต่างต้องการสิ่งเดียวกัน ได้แก่ ข้อมูล เวิร์กโฟลว์ และกลไกความน่าเชื่อถือ (trust layer) สิ่งที่เปลี่ยนไปคือช่องทางการใช้งาน ไม่ใช่ตัวแพลตฟอร์ม
Elia Wallen, CEO บริษัท Engine กล่าวว่า “ด้วย Agentforce เราสามารถนำ AI Agent ระดับองค์กรที่มีความซับซ้อนและพร้อมใช้งานจริงขึ้นสู่ระบบได้ภายในเวลาเพียง 12 วัน ช่วยประหยัดต้นทุนได้หลายล้าน พร้อมเพิ่มความเร็วในการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ แพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เราสามารถรองรับความต้องการด้านบริการที่ซับซ้อนได้โดยไม่เพิ่มภาระด้านการดำเนินงาน”
สร้างได้ในแบบที่คุณต้องการ
สำหรับนักพัฒนา แนวคิดแบบ headless หมายถึงการที่คุณสามารถพัฒนาบน Salesforce ได้อย่างยืดหยุ่นตามความต้องการ เครื่องมือ MCP ใหม่มากกว่า 60 รายการ และทักษะการเขียนโค้ดที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้ากว่า 30 รายการ ช่วยให้ coding agent สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มของคุณได้แบบเรียลไทม์ ครอบคลุมทั้งข้อมูล เวิร์กโฟลว์ และตรรกะทางธุรกิจ ผ่านเครื่องมือที่คุณใช้งานอยู่แล้ว เช่น Claude Code, Cursor, Codex, Windsurf และอื่น ๆ
Agentforce Vibes 2.0 นำความสามารถดังกล่าวมาไว้ภายใน Salesforce โดยตรง พร้อมรองรับการรับรู้บริบทขององค์กร (org awareness) ตั้งแต่เริ่มต้น รองรับการทำงานแบบหลายโมเดล ไม่ว่าจะเป็น Claude Sonnet หรือ GPT-5 และทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยด้านการพัฒนา AI ที่เข้าใจธุรกิจของคุณ ไม่ใช่เพียงแค่เข้าใจโค้ด
DevOps Center MCP นำความสามารถแบบ programmable เข้าสู่กระบวนการพัฒนาแบบ CI/CD pipeline ของคุณ ขณะที่ Natural Language DevOps ช่วยให้คุณสามารถอธิบายสิ่งที่ต้องการ ใช้ภาษาธรรมชาติ และให้เอเจนต์ดำเนินการให้โดยอัตโนมัติ กระบวนการพัฒนาที่เดิมต้องสลับใช้งานหลายเครื่องมือ ปัจจุบันสามารถทำได้ภายในสภาพแวดล้อมเดียวที่เชื่อมต่อถึงกัน ช่วยลดระยะเวลาในแต่ละรอบการพัฒนาได้สูงสุดถึง 40%
สำหรับนักพัฒนาที่ต้องการควบคุมเลเยอร์ด้านการแสดงผลอย่างเต็มที่ การรองรับ React ได้โดยตรง ช่วยให้สามารถสร้างอินเทอร์เฟซและประสบการณ์ที่ปรับแต่งได้อย่างสมบูรณ์ โดยยังคงใช้ศักยภาพของแพลตฟอร์มทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการออกแบบใดก็ตาม โมเดลการโต้ตอบ หรืออัตลักษณ์ของแบรนด์
Adones Guerra, Tech Lead บริษัท Grupo Globo กล่าวว่า “ในฐานะหัวหน้าทีมพัฒนา ผมได้เห็นโดยตรงว่า Agentforce Vibes เข้ามาช่วยสนับสนุนการพัฒนาแพลตฟอร์ม Salesforce ของทีมเราอย่างไร โดยเฉพาะในงานประจำวัน เช่น การอัปเดตโครงสร้างข้อมูล (metadata) และการปรับแต่งเล็กน้อย ที่ช่วยลดงานที่ใช้แรงงานมนุษย์ และเพิ่มประสิทธิภาพอย่างชัดเจน เรานำมาใช้กับงานที่ทำซ้ำและใช้เวลานาน ตั้งแต่การวิเคราะห์การตั้งค่า การปรับ metadata ไปจนถึงการสร้างโค้ดโครงร่างพื้นฐาน การทดสอบ รวมถึงการปรับโค้ดเล็กน้อยและตรวจสอบก่อนใช้งานจริง Vibes ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสำคัญที่ช่วยให้เวิร์กโฟลว์ของเราราบรื่นขึ้น และเราคาดหวังว่าจะได้เห็นการพัฒนาและผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต”
ในยุค Agentic Enterprise บทสนทนา คืออินเทอร์เฟซ
แนวคิดหลักที่เรียบง่ายนั้น คือ งานที่เคยทำให้มนุษย์ต้องออกจากบทสนทนา วันนี้สามารถเกิดขึ้นได้ภายในบทสนทนาเดียวกัน ไม่ใช่เพียงการโต้ตอบด้วยข้อความ แต่รวมถึงการอนุมัติ การตัดสินใจ การเข้าถึงข้อมูล และเวิร์กโฟลว์ต่าง ๆ ที่ถูกรวมไว้ในช่องทางที่ผู้ใช้งานทำงานอยู่แล้ว นี่คือการทำให้บทสนทนากลายเป็นศูนย์กลางของการทำงาน และ Slack ก็เป็นพื้นที่หลักของบทสนทนาเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ
จำนวน AI Agent ที่ถูกพัฒนามาใช้งานบน Slack มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 300% ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา และ Slackbot เปิดประตูสู่การทำงานในรูปแบบ Agentic Enterprise
เราจึงพัฒนา Agentforce Experience Layer ขึ้นมา เพราะบางงานต้องการมากกว่าการสื่อสารด้วยข้อความ ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติ การดำเนินเวิร์กโฟลว์ หรือการตัดสินใจ Experience Layer คือบริการ UI รูปแบบใหม่ที่แยก “สิ่งที่เอเจนต์ทำ” ออกจาก “วิธีการแสดงผล” ทำให้เอเจนต์สามารถนำเสนอองค์ประกอบที่โต้ตอบได้หลากหลาย เช่น การ์ดแสดงสถานะเที่ยวบิน เวิร์กโฟลว์การจองใหม่ ตัวเลือกสำหรับการตัดสินใจ และการจัดวางข้อมูล ทั้งหมดนี้สามารถแสดงผลได้โดยตรงบน Slack รวมถึงบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ChatGPT Claude Gemini Teams หรือแพลตฟอร์มใดก็ตามที่รองรับ MCP apps โดยพัฒนาเพียงครั้งเดียว แต่ใช้งานได้ในทุกช่องทางการทำงานที่คุณมีอยู่แล้ว
Oliver Bodden, Senior Product Manager บริษัท Indeed กล่าวว่า “ภารกิจของ Indeed คือการช่วยให้ผู้คนได้งาน และยิ่งเราสามารถสร้างนวัตกรรมได้เร็วเท่าไร เราก็ยิ่งเชื่อมโยงผู้หางานกับโอกาสที่เหมาะสม และนายจ้างกับบุคลากรที่ใช่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น ด้วยการพัฒนาบน Agentforce เราสามารถให้เอเจนต์ด้านการเขียนโค้ดเข้าถึงแพลตฟอร์มทั้งหมดของเราได้แบบเรียลไทม์ ผ่านเครื่องมือที่ทีมใช้งานอยู่แล้ว ทำให้สามารถเปลี่ยนไอเดียไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างรวดเร็ว เมื่อผสานกับแนวทางที่ให้มนุษย์มีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างเหมาะสม เราจึงสามารถส่งมอบงานได้รวดเร็วขึ้น มีความสม่ำเสมอมากขึ้น และเห็นเส้นทางจากการทดลองไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น”
สร้างเอเจนต์ที่เชื่อถือได้ในระดับองค์กร
การนำเอเจนต์มาใช้งานจริงไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำให้เอเจนต์ทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้อย่างสม่ำเสมอ ในทุกสถานการณ์ แม้เวลาจะผ่านไปหลายสัปดาห์หลังเปิดใช้งาน คือความท้าทายที่หลายองค์กรต้องเผชิญ
นั่นเป็นเพราะเอเจนต์มีความแตกต่างจากซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง เอเจนต์เป็นระบบเชิงความน่าจะเป็น (probabilistic) ไม่ใช่แบบกำหนดตายตัว (deterministic) จึงไม่ได้ให้ผลลัพธ์เหมือนเดิมทุกครั้ง และสามารถเผชิญสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด พร้อมใช้เหตุผลเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป สิ่งที่ต้องทำจึงไม่ใช่การแก้บั๊กแต่เป็นการสังเกต ประเมิน และปรับพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง
เราจึงพัฒนาเครื่องมือชุดใหม่ขึ้นมา เพื่อให้คุณสามารถควบคุมการทำงานของเอเจนต์ได้ในทุกช่วงของวงจรการทำงาน
ก่อนเปิดใช้งาน Testing Center จะช่วยตรวจจับช่องโหว่ด้านตรรกะ การละเมิดนโยบาย และผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้องกัน ก่อนที่จะไปถึงผู้ใช้งาน ขณะที่ Custom Scoring Evals จะประเมินได้ลึกยิ่งขึ้น โดยไม่ได้วัดเพียงว่า ระบบทำงานหรือไม่ แต่ประเมินว่าเอเจนต์ตัดสินใจได้ถูกต้องหรือไม่ ตามเกณฑ์ที่คุณกำหนด ว่าผลลัพธ์ที่ดีควรเป็นอย่างไรในแต่ละกรณีการใช้งาน ตัวอย่างเช่น เอเจนต์ฝ่ายบริการลูกค้าที่ปฏิเสธการคืนเงินที่ไม่เป็นไปตามนโยบาย พร้อมอธิบายทางเลือกอื่นได้อย่างชัดเจน ทุกคำตอบจะถูกประเมินตามมาตรฐานดังกล่าว ไม่ใช่เพียงแค่ว่าดำเนินการสำเร็จหรือไม่ อีกทั้ง Agent Script ช่วยให้คุณสามารถควบคุมพฤติกรรมของเอเจนต์ได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มทดสอบ โดยกำหนดได้อย่างชัดเจนว่าส่วนใดต้องเป็นไปตามตรรกะทางธุรกิจที่กำหนดไว้ และส่วนใดสามารถใช้เหตุผลได้อย่างอิสระ
หลังเปิดใช้งาน Observability และ Session Tracing จะแสดงไม่เพียงแค่ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่รวมถึงสาเหตุด้วย เมื่อเอเจนต์เบี่ยงเบนไป คุณจะพบสาเหตุได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง แทนที่จะใช้เวลาหลายสัปดาห์ ขณะที่ A/B Testing ช่วยให้คุณสามารถทดสอบเอเจนต์หลายเวอร์ชันพร้อมกันกับการใช้งานจริงได้ และใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่าเวอร์ชันใดควรนำไปใช้งานจริง
Nick Connor, SVP, Technology บริษัท LIV Golf กล่าวว่า “Agentforce ได้เปลี่ยนวิธีที่เราพัฒนา AI Agent อย่าง Chip สำหรับแฟน LIV Golf อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับ Agent Script ซึ่งช่วยให้เราสามารถสร้างสมดุลระหว่างความคิดสร้างสรรค์และการควบคุมได้อย่างลงตัว ผสานความแม่นยำแบบกำหนดผลลัพธ์ได้แน่นอน เข้ากับการโต้ตอบที่ยืดหยุ่นและน่าสนใจยิ่งขึ้น Agentforce และ Agent Script ทำให้ Chip สามารถส่งมอบประสบการณ์ได้อย่างรวดเร็ว สม่ำเสมอ และมีคุณภาพสูง พร้อมความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติและตรงใจผู้ใช้งาน”
สำหรับองค์กรที่ใช้งานเอเจนต์จากหลายแพลตฟอร์มและหลายผู้ให้บริการ Agent Fabric ใหม่จะช่วยรวบรวมทุกอย่างมาไว้ภายใต้ศูนย์ควบคุมกลางที่มีการกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ พร้อมความสามารถในการประสานการทำงานแบบที่ให้ผลลัพธ์ตรงตามที่กำหนดได้อย่างแม่นยำ และการบริหารจัดการเอเจนต์ เครื่องมือ และ LLM แบบรวมศูนย์ ครอบคลุมระบบ AI ทั้งหมดขององค์กร
ในอดีต การนำเอเจนต์มาใช้งาน อาจเป็นเส้นชัย แต่ในยุค Agentic นี่คือจุดเริ่มต้น
ศักยภาพของเอเจนต์ ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มที่รองรับ
หากเอเจนต์สามารถเรียกใช้ API ใดก็ได้ และโมเดลมีความสามารถสูงอยู่แล้ว เหตุใดแพลตฟอร์มจึงยังสำคัญอยู่
เพราะความฉลาดเพียงอย่างเดียวเป็นเพียงการประมวลผลข้อมูล การนำไปใช้งานจริงยังต้องอาศัยบริบท เวิร์กโฟลว์ ความน่าเชื่อถือ และช่องทางการใช้งานที่เหมาะสม จึงจะสามารถนำไปใช้งานได้อย่างแท้จริง
Coding agents และ LLM ในปัจจุบันมีความสามารถสูงมาก อย่างไรก็ตาม หากเอเจนต์ดังกล่าวเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลดิบเพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถทราบข้อมูลเชิงบริบทที่สำคัญได้ เช่น สถานะของลูกค้าที่กำลังประสบปัญหาเร่งด่วนซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไข การต่ออายุสัญญาที่ใกล้จะครบกำหนดภายใน 30 วัน ประวัติการละเมิดข้อตกลงการให้บริการ (Service Level Agreement: SLA) รวมถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้จัดการฝ่ายดูแลลูกค้า และผู้บริหารด้านการเงินของลูกค้า บริบททางธุรกิจเหล่านี้สะสมมาจากการทำงานหลายปี และถูกเก็บไว้ในระบบ Salesforce ปัจจุบัน Data 360 ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ผ่าน API, เครื่องมือ MCP และคำสั่ง CLI ทำให้ coding agent สามารถดึงข้อมูลได้จากทุกที่โดยไม่ต้องเปิด UI นี่คือความแตกต่างระหว่างเอเจนต์ที่แค่เขียนโค้ดกับเอเจนต์ที่เข้าใจบริบทธุรกิจจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม บริบทเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เอเจนต์ยังต้องอาศัยเวิร์กโฟลว์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นสายการอนุมัติ กฎทางธุรกิจ หรือเงื่อนไขสำหรับกรณีพิเศษที่มีคนสร้างไว้เมื่อหลายปีก่อน และที่ฝ่ายกฎหมายยังคงใช้งานอยู่
เมื่อเอเจนต์ทำงานบน Salesforce ก็จะสืบทอดสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นใหม่หรือคาดเดา แต่สามารถทำงานอยู่บนโครงสร้างที่มีอยู่ได้ทันที
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือ ความเชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดสิทธิ์การใช้งาน กฎการแชร์ข้อมูล และมาตรการรักษาความปลอดภัยตามข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ทีมไอทีและความปลอดภัยของคุณได้อนุมัติไว้แล้ว ในแพลตฟอร์มทั่วไป องค์กรต้องตั้งค่าระบบรักษาความปลอดภัยใหม่ทั้งหมดทุกครั้งที่ติดตั้งระบบใหม่ แต่ Salesforce มีระบบนี้พร้อมใช้งานอยู่แล้ว AI agents จะทำงานภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยเดียวกันกับที่องค์กรของคุณใช้อยู่
ผู้ให้บริการส่วนใหญ่ให้ได้แค่เลเยอร์เดียว บางรายให้ได้สองเลเยอร์ แต่ Salesforce เป็นแพลตฟอร์มเดียวที่รวมทั้งสี่เลเยอร์ไว้ครบถ้วน เชื่อมต่อถึงกัน และพร้อมใช้งานในองค์กรของคุณทันที
| เลเยอร์ | ผลิตภัณฑ์ | หน้าที่ |
| System of Context | Data 360 | รวมศูนย์ข้อมูลธุรกิจที่เชื่อถือได้ของคุณ ให้เป็นหนึ่งเดียวแบบเรียลไทม์ พร้อมให้เอเจนต์นำไปใช้งานได้ทันที |
| System of Work | Customer 360 | รวบรวมตรรกะทางธุรกิจและเวิร์กโฟลว์ที่สั่งสมมานาน ครอบคลุม ทั้งงานขาย บริการ และทุกฟังก์ชันในองค์กร โดยมีเอเจนต์เป็นผู้ประสานการทำงาน |
| System of Agency | Agentforce | สร้าง นำมาใช้งาน และบริหารจัดการเอเจนต์ในระดับองค์กร ครอบคลุมทุกช่องทาง |
| System of Engagement | Slack | ศูนย์กลางที่มนุษย์และเอเจนต์ทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนงานให้สำเร็จ |
นักพัฒนาไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่สามารถต่อยอดบนโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วภายในองค์กร ซึ่งครอบคลุมทั้งข้อมูล เวิร์กโฟลว์ สิทธิ์การเข้าถึง และช่องทางการมีส่วนร่วมที่พร้อมใช้งานอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้คือความได้เปรียบที่แพลตฟอร์มอื่นไม่สามารถมอบให้ได้
Marketplace เดียว ครบทุกเครื่องมือที่เอเจนต์ของคุณต้องการ
AgentExchange รวบรวมแอปบน Salesforce กว่า 10,000 รายการ แอปบน Slack มากกว่า 2,600 รายการ รวมถึง Agentforce agents เครื่องมือ และ MCP servers กว่า 1,000 รายการจากพาร์ทเนอร์ชั้นนำอย่าง Google, Docusign และ Notion โดยสามารถค้นหาได้ผ่านระบบค้นหาอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเปิดใช้งานได้ในคลิกเดียว
หลังเข้าร่วมแพลตฟอร์ม Notion สามารถลดระยะเวลาวงจรการขายเฉลี่ยจาก 4 เดือน เหลือเพียง 3 สัปดาห์ ขณะที่ Docusign ประมวลผลข้อเสนอส่วนตัวมากกว่า 200 รายการในไตรมาส 4 ปี 2025 พร้อมลดระยะเวลาในการปิดดีลลงได้ถึง 60% และ MeshMesh สามารถปิดดีลลูกค้ากลุ่ม Fortune 500 รายแรกได้ภายในเวลาเพียง 6 สัปดาห์หลังเข้าร่วม
นอกจากนี้ กองทุน Builders Fund มูลค่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สนับสนุนทั้งเงินลงทุน ทรัพยากรด้านวิศวกรรม และช่องทางการเข้าสู่ตลาด (go-to-market) แก่ Agentblazers ที่พร้อมขสำหรับการขยายธุรกิจ
สร้างได้ในแบบที่คุณต้องการ และนำไปใช้งานได้ทุกที่ที่ผู้ใช้ต้องการ
ยินดีต้อนรับสู่ Salesforce Headless 360
