อุตสาหกรรมการบินโลกกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ส่งผลให้ สายการบินยักษ์ใหญ่ ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เข้าสู่ โหมดตั้งรับ อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีสัญญาณเตือนว่าแรงกดดันด้านต้นทุนนี้จะลากยาวไปจนถึงช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุด (Peak Summer) ในช่วงกลางปี
หั่นตารางบินหนีตาย
ข้อมูลจาก Cirium บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการบินระดับโลก ระบุว่าในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ปริมาณการบินทั่วโลกถูกปรับลดลงแล้วประมาณ 3% และที่น่ากังวลกว่านั้นคือ จากเดิมที่เคยคาดการณ์ว่าปี 2026 อุตสาหกรรมการบินจะเติบโตได้ถึง 4–6% แต่ปัจจุบัน Cirium มองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ภาพรวมทั้งปีอาจจะ พลิกกลับมาลดลงถึง 3% หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย
Richard Evans นักวิเคราะห์จาก Cirium ชี้ว่า การลดจำนวนเที่ยวบินมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสายการบินต่างๆ กำลังเตรียมพร้อมรับมือกับสภาวะต้นทุนพุ่งสูงที่จะลากยาวกว่าที่คิด
ยอมทิ้งเที่ยวบินเพื่อรักษาผลกำไร
ความเคลื่อนไหวของสายการบินระดับโลกแสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสายการบินที่ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงด้านราคาน้ำมัน (Fuel Hedging) ซึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุด:
- Delta Air Lines: แบกรับต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์ ในไตรมาสนี้ จึงตัดสินใจใช้แผนผสมผสานระหว่างการขึ้นค่าโดยสารและการปรับลดปริมาณเที่ยวบินลงราว 3.5%
- United Airlines: ประกาศแผนลดกำลังการผลิตลง 5% ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกันยายน
- KLM: ยืนยันการยกเลิกเที่ยวบินไป-กลับ 80 เที่ยว ณ สนามบินสคิปโฮล (Schiphol) ในช่วงเดือนหน้า
- Lufthansa: ดำเนินการเชิงโครงสร้างที่รุนแรงกว่า โดยการสั่ง ยุบหน่วยธุรกิจ CityLine ปลดระวางเครื่องบิน 27 ลำ และสั่งจอดเครื่องบินลำตัวกว้างรุ่นเก่าที่ไม่ประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้ยังเตรียมพร้อมจอดเครื่องบินเพิ่มได้อีกสูงสุด 40 ลำ (ประมาณ 5% ของฝูงบิน) หากสถานการณ์เลวร้ายลง
ทั่วทั้งอุตสาหกรรม มาตรการที่คล้ายกันกำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการระงับเส้นทางบิน ลดความถี่เที่ยวบิน หรือยกเลิกเที่ยวบินในบางจุด โดยเฉพาะเส้นทางที่มีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูง
เอเชียแปซิฟิกอ่วม ค่าธรรมเนียมน้ำมันพุ่งหมื่นห้า
ในฝั่งเอเชีย Cathay Pacific ได้ปรับลดความถี่เที่ยวบินในภูมิภาคลง 2% ขณะที่สายการบินราคาประหยัดในเครืออย่าง HK Express ปรับลดหนักถึง 6% นอกจากนี้ ผู้โดยสารในเส้นทางบินระยะไกลต้องแบกรับค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) ที่พุ่งสูงถึง 400 ดอลลาร์ (ประมาณ 14,500 บาท) ต่อเที่ยวบินไป-กลับ
ยุโรปเหลือสำรองแค่ 6 สัปดาห์
ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคา แต่ลามไปถึงการขาดแคลนเชื้อเพลิง การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่านส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันเครื่องบินทั่วโลก ทำให้โรงกลั่นในเอเชียต้องลดกำลังการผลิต
- สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร: ตกอยู่ในภาวะเปราะบางที่สุด เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียถึงครึ่งหนึ่ง
- ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA): เตือนว่ายุโรปอาจมีน้ำมันเครื่องบินสำรองเหลือใช้เพียง 6 สัปดาห์ เท่านั้น ซึ่งขณะนี้สหภาพยุโรปกำลังเร่งจัดทำแผนฉุกเฉินเพื่อรับมือหากการหยุดชะงักยืดเยื้อ
แม้ว่าอิหร่านจะออกมาแถลงว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดให้เรือสินค้าผ่านได้ตามปกติ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าสถานการณ์ยังคงเปราะบาง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังคงต่างหาไม้ต่อรองต่อกันอยู่
แม้สถานการณ์จะดูเลวร้าย แต่ราคาหุ้นของ Lufthansa ในตลาดแฟรงก์เฟิร์ตกลับพุ่งขึ้นกว่า 8.1% หลังจากประกาศแผนรับมือที่เด็ดขาด หลังจากที่ร่วงลงมาแล้วถึง 16% ตั้งแต่ต้นปี สะท้อนว่านักลงทุนให้ความเชื่อมั่นกับสายการบินที่กล้า “เฉือนเนื้อตัวเอง” เพื่อรักษาวินัยทางการเงิน มากกว่าสายการบินที่รอดูสถานการณ์
ที่น่าสนใจคือ Lufthansa ไม่ได้หยุดแค่การตั้งรับ แต่ยังคงขยายเส้นทางบินใหม่ฤดูร้อนไปยัง เมืองเจนไนและเบงกาลูรู ในอินเดียพร้อมกัน สะท้อนกลยุทธ์การบริหารสมดุลระหว่างการป้องกันความเสี่ยงและการคว้าโอกาสตลาดที่ยังเติบโต
