• ความสามารถใหม่ ๆ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน Agentic AI จะช่วยให้องค์กรและผู้ให้บริการนีโอคลาวด์ (neoclouds) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ กำกับดูแล และเร่งการนำ Agentic AI ไปใช้งานด้านต่าง ๆ
• ขยายระบบนิเวศพันธมิตรทั้งผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน คลาวด์ และผู้ให้บริการต่างๆ เพื่อมอบทางเลือกและอำนาจการควบคุมที่เหนือกว่าให้แก่ลูกค้า
• เพิ่มตัวเลือกในการปรับปรุงเวอร์ชวลแมชชีนและคอนเทนเนอร์ให้ทันสมัย โดยใช้ประโยชน์จากการลงทุนด้านเซิร์ฟเวอร์และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มีอยู่ เป็นการช่วยให้ลูกค้าสามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมด้านซัพพลายเชนของฮาร์ดแวร์ที่มีอยู่อย่างจำกัดได้ พร้อมแผนที่จะขยายเพิ่มเติมในอนาคต
• ขยายขีดความสามารถในการบริหารจัดการไปสู่ส่วนการปฏิบัติงานและรักษาอธิปไตยของข้อมูล
ณ งาน .NEXT 2026 นูทานิคซ์ (Nutanix; NASDAQ: NTNX) ผู้นำด้านไฮบริดมัลติคลาวด์คอมพิวติ้ง ประกาศความสามารถใหม่ของโซลูชัน Nutanix Cloud Platform (NCP) ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ดำเนินงานได้อย่างมั่นคงท่ามกลางการขยายตัวของเวิร์กโหลด AI สภาพแวดล้อมคลาวด์ที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น และการขาดแคลนฮาร์ดแวร์ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนผลักดันให้เกิดความจำเป็นที่องค์กรต้องใช้แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
ในขณะที่องค์กรต่าง ๆ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไอทีให้ทันสมัย องค์กรหลายแห่งก็ประเมินแพลตฟอร์มเวอร์ชวลไลเซชันที่ใช้มานานเสียใหม่ควบคู่กันไป เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีความยืดหยุ่น ประสิทธิภาพ และคาดการณ์ค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งความสามารถเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้เวอร์ชวลแมชชีน คอนเทนเนอร์ และเวิร์กโหลด AI
NCP ช่วยให้ลูกค้าใช้โครงสร้างพื้นฐานไอทีที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถเลือกใช้ฮาร์ดแวร์ ไฮเปอร์สเกลเลอร์ นีโอคลาวด์ และผู้ให้บริการต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย นอกจากนี้ยังช่วยให้องค์กรใช้เวอร์ชวลไลซ์ แอปพลิเคชันสมัยใหม่ และเวิร์กโหลด AI บนสภาพแวดล้อมใดก็ได้ เป็นการช่วยให้สามารถติดตามความคืบหน้าของโครงการด้านไอทีต่าง ๆ ได้ ในขณะเดียวกันยังคงความยืดหยุ่นและทางเลือกในการใช้แพลตฟอร์มในระยะยาว
นายโทมัส คอร์เนลี รองประธานบริหารฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ นูทานิคซ์ กล่าวว่า “ในขณะที่องค์กรต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สภาวะที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร องค์กรเหล่านั้นจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานไฮบริดมัลติคลาวด์ กับ ความต้องการในการรักษาอำนาจอธิปไตยของข้อมูลและแอปพลิเคชันของตน Nutanix Cloud Platform ช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานฮาร์ดแวร์ที่มีอยู่เดิมได้ดีขึ้น ขยายขีดความสามารถไปยังระบบนิเวศของผู้ให้บริการคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังเติบโต ตลอดจนรักษาทางเลือกและควบคุมตำแหน่งที่เวิร์กโหลดทำงานอยู่ได้แม้ในสภาวะที่ความพร้อมของฮาร์ดแวร์และลำดับเวลาการจัดซื้อจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม”
Nutanix Cloud Platform ขยายขีดความสามารถให้รองรับความต้องการของระบบไอทีสำหรับแอปพลิเคชันสมัยใหม่และเวิร์กโหลดด้าน AI ได้อย่างครบวงจร
ความสามารถครบวงจร (full-stack capabilities) ของโซลูชัน NCP ยังคงได้รับการขยายขีดความสามารถอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมถึงบริการใหม่ ๆ สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI, ระบบจัดเก็บข้อมูลแบบรวมศูนย์ (unified storage) และบริการข้อมูลขั้นสูง (advanced data services) การอัปเดตดังกล่าวประกอบด้วย
• โซลูชัน Nutanix Agentic AI ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแบบ full-stack ประกาศเปิดตัวในงาน NVIDIA GTC 2026 และขณะนี้อยู่ในช่วงเปิดให้ใช้งานในวงจำกัดก่อนการวางตลาด (early access) นั้น ออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถสร้างและใช้แอปพลิเคชัน AI บนแพลตฟอร์ม NCP ได้ ทั้งนี้โซลูชันเวอร์ชันสมบูรณ์จะวางตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ซึ่งจะรวมถึง พื้นฐานระบบเวอร์ชวลไลเซชันสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีความปลอดภัยและสมรรถนะสูง และการบูรณาการระบบประมวลผล ระบบจัดเก็บข้อมูล ระบบเครือข่าย และบริการ Kubernetes เข้าด้วยกัน เพื่อลดความยุ่งยากในการติดตั้งและดำเนินการ ความสามารถทั้งหมดนี้จะช่วยให้องค์กร สามารถรันเวิร์กโหลดสมัยใหม่และเวิร์กโหลด AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดและมัลติคลาวด์
• NKP Metal ที่เปิดตัว ณ งาน .NEXT 2026 นี้ อยู่ในช่วงเปิดให้ใช้งานในวงจำกัดก่อนการวางตลาด (early access) และจะเริ่มวางตลาดอย่างเป็นทางการในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โซลูชันนี้เป็นการขยายขีดความสามารถของ Nutanix Kubernetes Platform (NKP) ให้รองรับการติดตั้งใช้งาน Kubernetes ลงบนโครงสร้างพื้นฐานแบบ bare-metal โดยตรง เพื่อมอบประสิทธิภาพสำหรับสภาพแวดล้อมแบบ edge และเวิร์กโหลดการเทรนโมเดล AI ที่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐาน GPU ที่มีความหนาแน่นสูง
• Nutanix Unified Storage (NUS) 5.3 ที่วางตลาดแล้วนี้เป็นโซลูชันที่เหมาะอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านการจัดเก็บข้อมูลแบบอ็อบเจ็กต์ (object storage) ไปสู่ระดับการจัดเก็บข้อมูลประสิทธิภาพสูงที่จำเป็นสำหรับ AI Factories โซลูชันนี้ขยายความสามารถของ Smart Tiering ให้เคลื่อนย้ายข้อมูลไปยัง Google Cloud และ OVHCloud S3 ได้อย่างราบรื่น พร้อมเพิ่มการปรับขนาดอ็อบเจกต์และการจัดการโควตาในระบบที่รองรับผู้ใช้งานหลายกลุ่มร่วมกัน (multitenant) ให้รองรับ AI data lake ขนาดมหึมา นอกจากนี้ NUS จะเปิดตัวเทคโนโลยีเร่งความเร็ว Remote Direct Memory Access (RDMA) สำหรับ object storage ที่รองรับ S3 ในช่วงปลายปี 2026 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูล (throughput) ให้กับชุดข้อมูลขนาดใหญ่ที่ใช้เทรน AI และไปป์ไลน์ที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก
• โซลูชัน Nutanix Data Lens 2.0 เวอร์ชันอัปเดตพร้อมใช้งาน และสามารถติดตั้งใช้งานกับระบบที่เป็น on-premises ได้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงในสภาพแวดล้อมที่ถูกตัดขาดจากการเชื่อมต่อภายนอกโดยสิ้นเชิง (air-gapped environments) เวอร์ชันอัปเดตนี้คือการนำความสามารถในการวิเคราะห์แรนซัมแวร์ การตรวจสอบและกำกับดูแลข้อมูล และความสามารถในการมองเห็นฟุตปรินท์ของการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจาย เข้ามาสู่การใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถควบคุมได้ (sovereign) และตัดขาดจากการเชื่อมต่อ (dark-site) ที่ไม่สามารถพึ่งพาระบบความปลอดภัยข้อมูลแบบ SaaS ได้
• Nutanix และ MongoDB ประกาศความร่วมมือในการผสานรวมระบบที่ได้รับการรับรองและเปิดให้ใช้งานทั่วไปแล้วในขณะนี้ ระหว่าง Nutanix Database Service และ MongoDB Ops Manager ที่สร้างขึ้นบนโมเดลการสำรองข้อมูลร่วมกับบุคคลที่สามของ MongoDB ทั้งนี้ Nutanix และ MongoDB กำลังร่วมมือกันลดความซับซ้อนในการดำเนินงานด้านฐานข้อมูลให้กับองค์กร ด้วยระบบการจัดสรรทรัพยากรและการบริหารจัดการไลฟ์ไซเคิลแบบอัตโนมัติ ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมของฐานข้อมูล
เสริมแกร่งระบบนิเวศผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และ AI ทั่วโลกของ Nutanix
Nutanix Service Provider Central (SP Central) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงการเปิดให้ทดสอบล่วงหน้า เป็นการพัฒนาต่อยอดจากความสามารถต่าง ๆ ที่ Nutanix ได้เพิ่มเข้ามาเพื่อรองรับยุค Agentic AI นำเสนอความสามารถด้านการจัดการผู้ใช้งานใหม่หลายกลุ่มร่วมกัน ที่ช่วยให้ผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่เป็นพันธมิตรของ Nutanix สามารถให้บริการ AI และโครงสร้างพื้นฐานที่ผู้ให้บริการเทคโนโลยีเป็นเจ้าของและเป็นผู้ดูแล (hosted infrastructure) ที่หลากหลายบนแพลตฟอร์ม NCP ได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันเป็นการช่วยคงความปลอดภัย และการแยกส่วนการทำงานเชิงตรรกะ (logical isolation) ระหว่างผู้เช่าแต่ละรายที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
SP Central จะวางตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และจะช่วยให้ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสามารถนำเสนอโครงสร้างพื้นฐานแบบ hosted infrastructure ที่ปรับขนาดได้ บริการคลาวด์เนทีฟ และบริการ AI ให้กับลูกค้าของตน ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ลูกค้าคงความสามารถในการควบคุมสภาพแวดล้อมแบบกระจายได้
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการขยายขีดความสามารถของ Nutanix สำหรับผู้ให้บริการทางเทคโนโลยีที่เป็นพันธมิตร และการขับเคลื่อนผู้ให้บริการนีโอคลาวด์ ที่เปิดตัวในครั้งนี้
การขยายตัวสู่ระบบนิเวศโครงสร้างพื้นฐานที่กว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Nutanix
Nutanix ยังคงสนับสนุนเวิร์กโหลดที่หลากหลายอย่างต่อเนื่อง โดยการนำเสนอสถาปัตยกรรมการใช้งานที่มีความยืดหยุ่น ครอบคลุมฮาร์ดแวร์ที่เป็นเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่กว้างขวาง ซึ่งช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถใช้ประโยชน์จากเงินลงทุนในฮาร์ดแวร์เดิมที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในสภาวะที่ซัพพลายเชนมีข้อจำกัด
Nutanix กำลังเสริมความแข็งแกร่งในการบูรณาการกับพันธมิตรในระบบนิเวศทั่วโลกเพื่อให้บรรลุแนวทางดังกล่าว รวมถึงขีดความสามารถต่าง ๆ ที่พร้อมใช้งานแล้วในปัจจุบัน ดังนี้
• อุปกรณ์ Foundation Central ใหม่ ช่วยลดความซับซ้อนในการติดตั้งใช้งาน Nutanix Cloud Infrastructure และ AHV Hypervisor บนเซิร์ฟเวอร์ระดับองค์กรที่หลากหลาย ทั้งจาก Cisco, Dell, Fujitsu, HPE และ Lenovo รวมถึงบนแพลตฟอร์ม NX
• Dell: Nutanix ได้เพิ่มการรองรับการกู้คืนข้อมูลจากภัยพิบัติแบบซิงโครนัส (synchronous disaster recovery) ให้กับ Dell PowerFlex
• Everpure: Nutanix ได้ยกระดับการบูรณาการร่วมกับ Everpure โดยขยายการรองรับจาก FlashArray รุ่น //x และ //xl ไปยังแพลตฟอร์ม FlashArray รุ่นใหม่ //c พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการกู้คืนข้อมูลจากภัยพิบัติแบบซิงโครนัสของ Nutanix เพื่อมอบความยืดหยุ่นในการติดตั้งใช้งานที่ดียิ่งขึ้น
เตรียมพบกับการบูรณาการที่จะตามมาในช่วงปลายปีนี้ ดังนี้
• AMD: Nutanix ยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอของเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ CPUs ของ AMD ร่วมกับผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์ชั้นนำทุกราย เพื่อตอบสนองความต้องการของแอปพลิเคชันที่หลากหลาย นอกจากนี้เพื่อช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า Nutanix ยังมีแผนที่จะเพิ่มการรองรับเซิร์ฟเวอร์ประมวลผลที่เร่งความเร็วด้วย GPU ของ AMD สำหรับเวิร์กโหลดด้าน AI โดยเฉพาะ
• Cisco: Nutanix ยังคงขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Cisco อย่างต่อเนื่อง โดยการบูรณาการโซลูชันของ Nutanix เข้ากับ Cisco Unified Edge, Cisco Secure AI Factory และ Cisco AI Pod นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะเปิดตัว FlexPod ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานแบบรวมศูนย์ที่ผสานรวมระบบประมวลผลและเครือข่ายของ Cisco, ระบบจัดเก็บข้อมูลของ NetApp และซอฟต์แวร์ของ Nutanix เข้าด้วยกัน โดยคาดว่าจะพร้อมใช้งานในช่วงปลายปีนี้
• Dell: Nutanix มีแผนที่จะวางตลาดการให้การรองรับ Dell PowerStore ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงเปิดให้ทดสอบล่วงหน้า ควบคู่ไปกับการยกระดับระบบอัตโนมัติสำหรับ Dell Private Cloud นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มการรองรับสภาพแวดล้อม Dell PowerFlex Ultra5 อีกด้วย
• Lenovo: Nutanix กำลังขยายความร่วมมือกับ Lenovo ด้วยแนวทางแบบฟูลสแต็กซึ่งจะครอบคลุมถึงการรองรับระบบจัดเก็บข้อมูล Lenovo ThinkSystem, เซิร์ฟเวอร์ Lenovo ThinkSystem และระบบอัตโนมัติ XC One
• NetApp: Nutanix ยังมีแผนที่จะเพิ่มการรองรับ NetApp ONTAP ในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งเป็นการขยายขีดความสามารถในการรองรับอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอก (external storage) ไปยังระบบ NetApp AFF all-flash และระบบ FAS hybrid-flash
เมื่อพิจารณารวมกันแล้ว การเพิ่มขีดความสามารถเหล่านี้ถือเป็นการขยายขอบเขตการรองรับโครงสร้างพื้นฐานครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Nutanix ที่ช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกในการติดตั้งใช้งานที่ผ่านการพิสูจน์ประสิทธิภาพแล้วบนแพลตฟอร์มระดับองค์กรชั้นนำ ตลอดจนได้รับความยืดหยุ่นและอิสระในการเลือกใช้ฮาร์ดแวร์อย่างสูงสุด
NCP ยังมาพร้อมความสามารถในการย้ายข้อมูลแบบ zero-copy ที่พร้อมใช้งานทั่วไปแล้วในขณะนี้ โดยรองรับการย้ายจาก VMware vSphere Virtual Volumes ไปยัง AHV vDisks ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถปรับเปลี่ยนเวิร์กโหลดได้เกือบจะในทันทีภายในระบบเดิม โดยไม่มีการทำสำเนาข้อมูลซ้ำซ้อน ขีดความสามารถนี้จะช่วยเร่งระยะเวลาการย้ายระบบให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยลดภาระด้านโครงสร้างพื้นฐานและลดการหยุดชะงักของการดำเนินงานให้เหลือน้อยที่สุด
มอบอำนาจการควบคุมอธิปไตยข้อมูลบนสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดมัลติคลาวด์ทั้งหมด
Nutanix Cloud Clusters (NC2) กำลังได้รับการขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับตัวเลือกการปรับใช้งานที่หลากหลายยิ่งขึ้นบนผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (hyperscalers) ซึ่งรวมถึงการเพิ่ม cloud regions ที่มีความปลอดภัยสูงสำหรับภาครัฐอย่าง AWS GovCloud ที่พร้อมใช้งานทั่วไปแล้วในขณะนี้ และ AWS European Sovereign Cloud ที่จะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ นอกจากนี้ การเปิดตัวการรองรับ Hyperdisk และ C3 bare-metal instance บน NC2 on Google Cloud ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จะช่วยให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นในการปรับขนาดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลแยกจากส่วนประมวลผลได้อย่างอิสระ และสามารถเลือกใช้ bare-metal instance ประเภทที่ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลภายใน (local storage) ได้
ลูกค้าสามารถรันเวิร์กโหลดบนคลาวด์เพื่อตอบโจทย์ด้านข้อกำหนดทางกฎระเบียบ ระยะเวลาในการตอบสนอง หรือความต้องการในการจัดซื้อได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างใด ๆ ในขณะที่ยังคงรักษาความยืดหยุ่นในการย้ายเวิร์กโหลดเหล่านั้นกลับมายังระบบภายในองค์กร (on-premises) ได้เสมอ สำหรับองค์กรที่กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการจัดหาฮาร์ดแวร์ ทางเลือกเหล่านี้มอบความยืดหยุ่นในการปรับใช้และขยายขนาดเวิร์กโหลดที่สำคัญได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเผชิญกับความล่าช้าเป็นเวลานาน
การจัดการคลาวด์แบบรวมศูนย์ เพื่อสร้าง ดำเนินงาน และกำกับดูแลระบบคลาวด์สำหรับองค์กรยุคใหม่ที่มีการกระจายตัว (Modern Distributed Enterprise Cloud)
การที่โครงสร้างพื้นฐานขยายตัวครอบคลุมทั้งบนคลาวด์ ระบบภายในองค์กร และสภาพแวดล้อมแบบอธิปไตยข้อมูล องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องมีวิธีการที่สอดคล้องกันในการสร้าง ดำเนินงาน และกำกับดูแลไซต์ขนาดใหญ่และสินทรัพย์ไอทีที่มีการกระจายตัว ซึ่งรวมถึงสภาพแวดล้อมที่ต้องการความปลอดภัยอย่างสูงและมีการตัดขาดจากการเชื่อมต่อภายนอกอย่างสิ้นเชิง
Nutanix Cloud Manager (NCM 2.0) พร้อมใช้งานทั่วไปแล้วในขณะนี้ สร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรมใหม่ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการคลัสเตอร์จำนวนมหาศาลได้ตามต้องการ ครอบคลุมอินสแตนซ์ Prism Central (PC) หลากหลายชุด
• NCM 2.0 มาพร้อมกับระบบการจัดการแบบหลายไซต์และหลายโดเมน (multisite, multidomain management) ที่ช่วยให้การปฏิบัติงานในระบบขนาดใหญ่เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยมีเวิร์กโฟลว์การเริ่มต้นใช้งานรูปแบบใหม่ที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งช่วยให้สามารถบริหารจัดการ Prism Central (PC) หลายชุดได้จากคอนโซลเดียว ทำให้ทีมงานสามารถรวมศูนย์การจัดการข้อมูลทรัพยากร การแจ้งเตือน เพลย์บุ๊ก การรายงานผล การวางแผนขยายขีดความสามารถ รวมถึงการวิเคราะห์สถานการณ์จำลองเข้าไว้ด้วยกัน โดยไม่ต้องพึ่งพาคอนโซลและสคริปต์ที่แยกส่วนกัน
• นอกจากนี้ NCM 2.0 ยังได้นำ Cost Governance on-premises มาไว้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมแพลตฟอร์มใหม่ ช่วยขจัดความจำเป็นในการใช้แอปพลิเคชัน SaaS แยกต่างหาก ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นไร้รอยต่อ ทั้งในส่วนของ AIOps, Self-Service และ Cost Governance ทั้งนี้ Cost Governance ซึ่งให้บริการผ่านคอนโซลหนึ่งเดียวของ NCM จะช่วยให้ลูกค้าสามารถติดตามการวัดผลการใช้งาน สรุปค่าใช้จ่ายตามหน่วยงาน และกำหนดงบประมาณ ในขณะที่ยังคงสามารถเก็บรักษาข้อมูลด้านต้นทุนทั้งหมดไว้ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานของตนเอง
ความพร้อมในการให้บริการ
การเพิ่มความสามารถและการเปิดตัวต่าง ๆ เกี่ยวกับ NCP ที่ประกาศในครั้งนี้ ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ที่วางตลาดแล้ว และผลิตภัณฑ์ที่คาดว่าจะพร้อมใช้งานในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่
