WDC กางแผนปี 69 ฝ่ามรสุมอสังหาฯ กทม. แผ่ว รุกตลาดรีโนเวตบ้านหรูต่างจังหวัด ตั้งเป้าโต 10%

บัณฑิต หิรัญญนิธิวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวสเทิร์น เดคอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WDC เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดกระเบื้องในประเทศไทยปี 2569 มีมูลค่ารวมกว่า 30,000 ล้านบาท โดยกลุ่มตลาดระดับกลาง-บน (Premium) ซึ่งเป็นเซกเมนต์หลักของ WDC มีสัดส่วนอยู่ที่ 20-30% ของตลาดรวม

แม้ในไตรมาสแรกสถานการณ์จะทรงตัวจากการชะลอตัวของโครงการอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ แต่บริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตที่ 10% หรือตั้งเป้ายอดขายแตะระดับ 1,000 ล้านบาทในปีนี้

เบนเข็มรุกหัวเมืองใหญ่ รับเทรนด์รีโนเวตสวนกระแส

จากภาวะที่ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ในกรุงเทพฯ ชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ WDC ได้ปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นไปที่ตลาดต่างจังหวัดที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะกลุ่มงานรีโนเวตบ้านหรูและไพรเวทพูลวิลล่า ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการไหลเข้าของนักลงทุนต่างชาติและกลุ่ม “เขยฝรั่ง” ในแถบภาคอีสาน

เราเห็นโอกาสในหัวเมืองท่องเที่ยวที่เติบโตคล้ายภูเก็ตช่วงก่อนโควิด โดยเตรียมขยายสาขาโชว์รูมใหม่ให้ครบ 9 สาขา ใช้งบประมาณ 10-50 ล้านบาท/แห่ง (แล้วแต่ขนาดพื้นที่และทำเล)

  • ช่วงไตรมาส 2 เปิดตัวสาขาเกาะสมุย หลังจากเพิ่งเปิดที่สุราษฎร์ธานีไปต้นปีและได้รับผลตอบรับดีมาก
  • เดือนธันวาคมยังมีแผนเปิดสาขาใหญ่ที่โคราช เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าบ้านเดี่ยวและงานรีโนเวตในพื้นที่ภาคอีสานที่มีศักยภาพสูง
ตัวอย่างโชว์รูมของ WDC

พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ “Smart User” คุมบัดเจ็ต-เน้นฟังก์ชัน

ปัจจุบันผู้บริโภคมีความรู้และพฤติกรรมการเลือกซื้อที่เปลี่ยนไป โดยหันมาเลือกแบรนด์และควบคุมงบประมาณด้วยตนเองแทนการปล่อยให้ผู้รับเหมาตัดสินใจ (Smart User)

โดยมีเพดานราคาเฉลี่ยที่ต้องการอยู่ในช่วง 500-600 บาทต่อตารางเมตร จากก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีเพดานราคานัก สะท้อนการรัดเข็มขัดค่าใช้จ่ายให้คุ้มค่าที่สุด

บริหารต้นทุนท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง “สงคราม-พลังงาน”

สำหรับปัจจัยท้าทาย หลัก ๆ มาจากปัญหาสงครามตะวันออกกลาง เริ่มส่งผลกระทบต่อต้นทุนบางอย่างในตลาดกระเบื้องแล้ว อาทิ

  • คู่ค้าเริ่มขอปรับค่าขนส่งสูงขึ้นถึง 20-30%
  • ต้นทุนการผลิตในต่างประเทศของ WDC เพิ่มขึ้น เช่น โรงงานผลิตในอินเดีย ราคาเพิ่มขึ้น 20-30% เพราะพึ่งพิงน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก

บัณฑิต ระบุว่า WDC ได้ใช้กลยุทธ์บริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างยืดหยุ่น เนื่องจาก บริษัทฯ นำเข้าสินค้ากว่า 95% จาก 7-8 ประเทศ อาทิ จีน เวียดนาม อินเดีย และตุรกี ทำให้สามารถย้ายฐานการผลิตไปยังแหล่งที่มีต้นทุนคุ้มค่าที่สุดได้ทันที เช่น ถ้าโรงงานอินเดียขี้นราคา อาจย้ายไปยังโรงงานเวียดนาม เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อตรึงราคาขายให้คงที่นานที่สุด คาดว่าจะสามารถคงราคาเดิมได้ถึงใน 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งปัจจุบันเรามีงานในมือ (Backlog) รอรับรู้รายได้กว่า 450 ล้านบาท เป็นฐานที่ช่วยพยุงการเติบโตในปีนี้

บัณฑิต หิรัญญนิธิวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวสเทิร์น เดคอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WDC
บัณฑิต หิรัญญนิธิวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวสเทิร์น เดคอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WDC

เปิดเทรนด์กระเบื้องพรีเมียม-ไฮไลต์นวัตกรรมปี 69

สำหรับทิศทางตลาดวัสดุตกแต่งในปีนี้ต่อเนื่องสู่ปี 2569 จะขับเคลื่อนด้วย 4 เทรนด์สำคัญ ได้แก่

1.Wellness Living ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับวัสดุที่ปลอดภัย ดูแลง่าย ลดการสะสมเชื้อโรค และเหมาะกับทุกคนในบ้าน หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยง อย่างสินค้าของ WDC เช่น MICROTEC (กันลื่น), Anti-Bacteria Technology และ UNITEC Technology ที่กันลื่น ผิวนุ่มและทำความสะอาดง่าย และยังตอบโจทย์สำหรับกลุ่ม Pet-Friendly สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยงได้รับการตอบรับดีมาก

2.Natural & Textured Materials วัสดุที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นลายหินอ่อน หินธรรมชาติ ไม้ หรือพื้นผิวสัมผัสพิเศษ ที่ให้ความงามเสมือนจริง แต่มีประสิทธิภาพ ทั้งความทนทาน ดูแลง่าย และใช้งานได้ยาวนาน เช่น Micro Structure Technology ที่จำลองผิวหน้าของหินทราเวอร์ทีนที่มีรูพรุนแต่ไม่เก็บฝุ่น คงความสวยงามตามธรรมชาติ แต่ดูแลรักษาง่าย

ตัวอย่างกระเบื้องของ WDC ในงานสถาปนิก ปี 2569

3.Seamless & Large Format Design กระเบื้องแผ่นใหญ่พิเศษช่วยลดรอยต่อ ทำให้พื้นที่ดูโปร่ง โล่ง และมีความต่อเนื่องของสเปซ ซึ่ง WDC สามารถทำให้วัสดุกลุ่มนี้มีความเสมือนจริงมากกว่าในท้องตลาด จากเทคนิคการฝังสายแร่หินให้ลงไปอยู่ในเนื้อจึงทำให้มีความใกล้เคียงกับหินจริงตามธรรมชาติอย่างมาก

4.Sustainability ผู้บริโภคเริ่มสนใจวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และแบรนด์ที่มีแนวคิดความยั่งยืนมากขึ้น WDC ปีนี้เรามีนวัตกรรมใหม่ Harditec Technology ที่ ช่วยให้กระเบื้องมีคุณสมบัติคงทนขึ้นในระดับรองจากเพชร ซึ่งจะช่วยให้ไม่ต้องเปลี่ยนวัสดุบ่อย ๆ ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และยังลดขยะจากการทุบทำลายอีกด้วย

ขณะที่ การเข้าร่วมงานสถาปนิก’69 ปีนี้ WDC ได้นำเสนอคอลเลกชันและนวัตกรรมใหม่เพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน โดยมีไฮไลต์สำคัญ ดังนี้

MILANO SUBLIME Collection : คอลเลกชันระดับพรีเมียมที่สะท้อนความงามเชิงสถาปัตยกรรมระดับโลก โดยนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 600 ปี ที่ลวดลายหินจากมหาวิหาร Duomo di Milano กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ได้รับอนุญาตให้นำมาถอดแบบอย่างถูกต้อง ผ่านกระบวนการสแกนพื้นผิวต้นแบบอย่างละเอียด ก่อนพัฒนาเป็นกระเบื้องพอร์ซเลนระดับพรีเมียมสำหรับงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ทั้งนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายจะนำกลับไปสนับสนุนมูลนิธิผู้ดูแลมหาวิหารแห่งนี้

MILANO SUBLIME Collection กระเบื้องที่ถอดแบบมาจากลวดลายหินจากมหาวิหาร Duomo di Milano กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ที่มีอายุ 600 ปี

GRAVITY Collection : นวัตกรรมกระเบื้องรุ่นใหม่ที่พัฒนาบน HARDITEC Technology เทคโนโลยีผิวกระเบื้องแบบ Ultra Scratch Resistant ให้ค่าความแข็งระดับ 9 บน Mohs Hardness Scale รองจากเพชรที่ระดับ 10 และสูงกว่ามาตรฐานกระเบื้องทั่วไปที่อยู่ในระดับ 6–7 ช่วยเพิ่มความทนทานต่อรอยขีดข่วน เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีการใช้งานหนักหรือมีการสัญจรหนาแน่น พร้อมคุณสมบัติ Stain Resistance Class 5 ต้านทานคราบสกปรกระดับสูงสุด ช่วยยืดอายุการใช้งาน ลดความถี่ในการเปลี่ยนหรือซ่อมแซม และลดขยะจากงานก่อสร้างในระยะยาว สะท้อนแนวคิดด้านประสิทธิภาพควบคู่ความยั่งยืน โดยคอลเลกชันนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Innovation Award 2026 ภายในงานสถาปนิก’69