การขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของยอดจำหน่ายอุปกรณ์ถ่ายภาพในระบบดิจิทัล โดยเฉพาะกล้องดิจิทัลที่มียอดขายในปี 2546 เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว โดยมียอดจำหน่ายประมาณ 280,000 เครื่อง และในปี 2547 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประมาณว่า จะมียอดขายกล้องดิจิทัลประมาณ 448,000 เครื่อง เพิ่มขึ้นร้อยละ 60 จากปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ธุรกิจแล็บสี หรือ ร้านล้าง-อัด-ขยายภาพถ่าย กลับเข้าสู่ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงอีกครั้งหนึ่ง
หลังจากที่เคยประสบกับปัญหาภาวะการหดตัวของธุรกิจที่ค่อนข้างรุนแรงจากปัญหาความซบเซาของธุรกิจในปี 2540 และการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนที่ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานในด้านอุปกรณ์ต่างๆที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศปรับตัวสูงขึ้นมาก แต่ในปัจจุบันเงินบาทมีอัตราแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจแล็บสีสามารถบริหารต้นทุนได้ดีมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามภาวะการแข่งขันของการให้บริการนั้นก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะการแข่งขันเพื่อแย่งชิงฐานลูกค้าในระบบดิจิทัลที่ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยระบบดิจิตอล หรือ กล้องดิจิทัล เป็นเทคโนโลยีการถ่ายภาพโดยไม่ต้องใช้ฟิล์ม เก็บบรรจุภาพถ่ายไว้ด้วยหน่วยความจำ (memory card) ซึ่งในหน่วยความจำนั้นสามารถบรรจุภาพไว้ได้มากกว่า 100 ภาพ (ขึ้นอยู่กับความจุของหน่วยความจำและความละเอียดของภาพ) ภาพที่ถ่ายสามารถเลือกเรียกมาดูได้ทันทีหลังจากถ่าย และสามารถเลือกเก็บไว้หรือลบได้ทันทีเมื่อไม่ต้องการ
ส่วนภาพที่จัดเก็บไว้สามารถนำมาปรับแต่งด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก่อนที่จะมีการจัดพิมพ์เป็นภาพด้วยกระดาษที่เหมือนกับการถ่ายภาพด้วยกล้องธรรมดาทั่วไป และหลังจากที่มีถ่ายโอนข้อมูลแล้ว การ์ดหน่วยความจำยังสามารถนำกลับมาใช้ได้อีก ซึ่งแตกต่างจากฟิล์มที่เมื่อใช้แล้วจะไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก
ในขณะที่อัตราค่าพิมพ์ภาพก็ไม่แตกต่างกันมากนัก โดยภาพขนาด 4*6 นิ้ว จะมีอัตราค่าพิมพ์อยู่ที่ 3-6 บาท กล้องดิจิทัลจึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในส่วนของผู้ผลิตเองก็ได้นำเสนอสินค้ารุ่นใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นทางเลือกกับผู้ใช้งาน
นอกจากนี้ระดับราคายังมีแนวโน้มปรับตัวลดลง และมีให้เลือกหลายระดับราคา รวมถึงการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการเชื่อมโยงกับการทำงานของกล้องดิจิทัล ทำให้ผู้ใช้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประมาณว่า ในปี 2547 ยอดจำหน่ายกล้องดิจิทัลจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2546 ที่ผ่านมา โดยมีปริมาณการจำหน่ายเพิ่มขึ้นเป็น 448,000 เครื่อง หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 60 จากปีที่ผ่านมา
การขยายตัวของกล้องดิจิทัลนั้น ได้ส่งผลทำให้การจำหน่ายกล้องถ่ายรูปแบบใช้ฟิล์มมียอดขายลดลง และมีแนวโน้มว่าปริมาณการจำหน่ายฟิล์มจะลดลงต่อเนื่องต่อไปอีก ในขณะเดียวกัน ธุรกิจแล็บสี ซึ่งจะมีรายได้หลักจากการให้บริการล้าง อัด ขยายภาพ จากฟิล์มปรับลดลงด้วย โดยเฉพาะจากร้านที่ไม่มีบริการพิมพ์ภาพดิจิทัล
นอกจากนี้บริการทางด้านอื่นๆ เช่น บริการรับถ่ายภาพติดบัตร การจำหน่ายสินค้าต่อเนื่อง เช่น กรอบรูป
อัลบั้ม หรือบริการรับถ่ายภาพนอกสถานที่ ก็มีแนวโน้มปรับลดลงด้วยเช่นกัน เนื่องจากเทคโนโลยีการถ่ายภาพในขณะนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปให้สามารถทำได้ง่ายมากขึ้น บริการถ่ายภาพติดบัตรสามารถใช้บริการได้ทั่วไปตามห้างสรรพสินค้า โดยมีลักษณะเป็นร้านขนาดเล็กรับถ่ายภาพ พิมพ์ภาพ ด้วยกล้องดิจิทัล จึงไม่ต้องเสียเวลาในการรอพิมพ์ภาพนานและค่าบริการก็ยังมีราคาไม่สูงมากนักประมาณ 50-100 บาท ซึ่งจากเดิมเคยใช้บริการกับร้านแล็บสีก็มีการเปลี่ยนไปใช้บริการในร้านลักษณะนี้มากยิ่งขึ้น
การปรับตัวของผู้ประกอบการแล็บสีเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีถ่ายภาพนั้น จะเน้นที่การรองรับการขยายตัวของการใช้งานกล้องดิจิทัลเป็นหลัก โดยร้านแล็บสีต้องมีการเพิ่มอุปกรณ์และปรับเปลี่ยนบริการด้านต่างๆ โดยสามารถแบ่งออกได้ดังนี้
– การเพิ่มบริการพิมพ์ภาพดิจิตอล โดยเพิ่มเครื่องพิมพ์ภาพรองรับเทคโนโลยีดิจิทัล นอกเหนือจากการให้บริการล้างเฉพาะฟิล์มอย่างเดียว ซึ่งเครื่องพิมพ์ภาพนั้นมีหลากหลายรุ่น ทั้งที่เป็นแบบระบบการทำงานไม่ซับซ้อนด้วยเครื่องพิมพ์ภาพคุณภาพปานกลาง ราคาประมาณเครื่องละ 300,000-500,000 บาท ไปจนถึงเครื่องที่อัดภาพได้ทั้งที่เป็นระบบดิจิทัล พิมพ์ภาพสแกนจากเครื่องสแกนเนอร์ พิมพ์ภาพจากกล้องดิจิตอล และอัดภาพจากฟิล์มธรรมดาทั่วไป ราคาเครื่องสูงในระดับเครื่องละ 3-5 ล้านบาทไปจนถึงเครื่องละ 10 ล้านบาท
– การเพิ่มระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อการโอนถ่ายข้อมูลภาพ ทั้งจากการ์ดหน่วยความจำ (memory card) แผ่นซีดีรอม (CD) แฮนดี้ไดรฟ์ (Handy Drive) เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้ามาโอนถ่ายข้อมูลไว้ที่ร้านได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ยังสามารถใช้สแกนไวรัสที่อาจติดมากับไฟล์ข้อมูลรูปภาพที่ลูกค้านำมาด้วย ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้งานได้จะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 30,000-50,000 บาทต่อเครื่อง ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการทำงานของเครื่อง
– การเพิ่มระบบซอฟท์แวร์ สำหรับงานตกแต่งภาพหรือตัดต่อภาพก่อนจัดพิมพ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของบริการให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยค่าใช้จ่ายในการลงโปรแกรมสำหรับบริการในด้านนี้จะอยู่ที่ประมาณ 30,000-40,000 บาทต่อโปรแกรม
– การจัดตกแต่งร้านให้มีความทันสมัย เพื่อดึงดูดใจลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ
เป็นที่น่าสังเกตว่า การปรับตัวของธุรกิจแล็บสีให้เท่าทันกับเทคโนโลยีนั้น จะต้องอาศัยเงินลงทุนที่ค่อนข้างมาก ประมาณ 0.5-10 ล้านบาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของเครื่องพิมพ์ภาพ ทำให้ระยะเวลาในการคืนทุนนานหากต้องการปรับปรุงให้เป็นแล็บสีคุณภาพสูง ในขณะที่ภาวะการแข่งขันของตลาดให้บริการภาพถ่ายนั้นก็มีการแข่งขันสูงเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันจากธุรกิจแล็บสีเดิมที่มีอยู่แล้วและจากผู้ประกอบการรายใหม่ ที่เปิดให้บริการในลักษณะมินิแล็บขนาดเล็กที่มีอยู่ตามห้างสรรพสินค้าและดิสเค้าท์สโตร์ หรือในรูปแบบของสตูดิโอขนาดเล็ก ทำให้ธุรกิจแล็บสีมีการปรับตัวได้ยากลำบากมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของการใช้บริการพิมพ์ภาพด้วยระบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50-60 ต่อปี และจะเข้ามามีบทบาทต่อวงการภาพถ่ายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ระดับราคากล้องดิจิทัลคาดว่าจะปรับตัวลดลงกว่าเดิมอีกร้อยละ 10-15 ในปี 2547 ซึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้มีการใช้งานกล้องดิจิตอลเพิ่มขึ้นอีก นอกจากนี้การพัฒนาเทคโนโลยีการพิมพ์ภาพจากเครื่องพรินเตอร์เริ่มพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและมีความสะดวกในการใช้งานได้ แต่เครื่องพรินเตอร์ที่จะให้ภาพที่พิมพ์มีสีสันที่สวยงามนั้นยังมีราคาแพง และไม่เหมาะกับการใช้งานตามบ้านทั่วไป ร้านแล็บสีจะสามารถใช้ช่องว่างในส่วนนี้เข้าไปทำตลาดได้
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีการล้างอัดภาพดิจิทัลนั้น อาจส่งผลให้ต้นทุนการทำธุรกิจลดต่ำลงได้ในอนาคต ร้านแล็บสีที่อยู่ในพื้นที่ต่างอำเภอ ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวการใช้งานกล้องดิจิทัลจะยังคงมีปริมาณไม่มากนัก แต่ก็จำเป็นที่จะต้องมีการพิจารณาหรือเล็งหาช่องทางในการปรับตัวขึ้นในไม่ช้านี้ เนื่องจากปริมาณการใช้งานกล้องดิจิทัลเริ่มเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีกล้องดิจิทัลที่ถ่ายภาพจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้ามาทำให้ตลาดพิมพ์ภาพดิจิทัลขยายตัวเร็วขึ้นอีก
ในขณะที่ร้านแล็บสีที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯและจังหวัดใหญ่ที่มีแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก คงไม่อาจหลีกเลี่ยงการปรับตัวในครั้งนี้ได้ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการพิมพ์ภาพก็ต้องพิจารณาจากเงินทุนของร้านที่มีอยู่ และความต้องการใช้บริการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการร้านแล็บสียังต้องมีความกระตือรือล้นในการรับข้อมูลข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงไปและก้าวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ยังต้องปรับปรุงร้านให้ทันสมัย และเพิ่มบริการทางด้านอื่น เช่น บริการตัดต่อ ตกแต่งภาพด้วยคอมพิวเตอร์ การจำหน่ายกล้องดิจิทัล อุปกรณ์เชื่อมต่อกล้องดิจิทัล เพื่อเสริมรายได้ ในขณะที่ร้านแล็บสีขนาดเล็ก อาจจำเป็นต้องอาศัยการรับงานแล้วส่งต่อให้กับร้านขนาดใหญ่ ทดแทนการลงทุนมูลค่าสูง หรืออาจใช้บริการส่งภาพออนไลน์ไปยังศูนย์ให้บริการพิมพ์ภาพของผู้ผลิตฟิล์มค่ายต่างๆ ที่เปิดให้บริการอยู่ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้