ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 นี้จะเป็นวันแรกที่ตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตรของไทยจะเปิดดำเนินการ โดยสินค้าเกษตรตัวแรกที่จะมีการซื้อขายคือ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ซึ่งน่าจับตามองว่าการมีตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้านี้จะส่งผลอย่างไรกับอุตสาหกรรมยาง โดยเฉพาะราคายาง เนื่องจากมีการคาดการณ์กันว่าราคายางจะยังคงมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์สูงอย่างต่อเนื่อง
ราคายางในตลาดทุกระดับปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2545 และมีการปรับเพิ่มขึ้นต่อไป ซึ่งนับว่าเป็นราคายางที่สูงมากเป็นประวัติการณ์โดยทำลายสถิติราคายางที่เคยอยู่ในเกณฑ์สูงมากในเดือนมีนาคม 2538 นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์กันว่าราคายางจะยังคงมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์สูงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากความต้องการยางพาราในตลาดต่างประเทศยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผลผลิตยางนั้นเพิ่มขึ้นไม่ทันกับการขยายตัวของความต้องการใช้ยาง ปัจจัยสำคัญคือการฟื้นตัวของสภาพเศรษฐกิจของประเทศผู้ใช้ยางสำคัญ การขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ในจีน
นอกจากนี้ในประเทศไทยซึ่งถือว่าเป็นผู้ผลิตยางอันดับหนึ่งของโลกยังมีปัจจัยหนุนที่สำคัญ คือ การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนยางระหว่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย รวมทั้งมีแนวโน้มจะดึงเวียดนามเข้ามาเป็นสมาชิกร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีการดำเนินการจัดตั้งตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า โดยจะเริ่มเปิดดำเนินการซื้อขายยางเป็นสินค้าตัวแรกในวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 ซึ่งปัจจัยทั้งสองประการนี้จะส่งผลให้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นผลดีกับชาวสวนยาง และอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบ
การผลิตยางธรรมชาติ…หลายประเทศเริ่มเพิ่มพื้นที่ปลูก
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตยางธรรมชาติที่สำคัญมีดังนี้
1.แนวโน้มการขยายพื้นที่ปลูกยาง คาดการณ์ว่าพื้นที่ปลูกยางรวมของโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5-6 ไปจนถึงในช่วงปี 2563 โดยประเทศผู้ผลิตยางที่สำคัญของโลกยังคงเป็นไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งปริมาณการผลิตยางของทั้งสองประเทศคิดเป็นร้อยละ 56 ของผลผลิตยางโลก คาดว่าในระยะอีก 5 ปีข้างหน้าผลผลิตยางจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันมีหลายประเทศเริ่มขยายพื้นที่ปลูกยาง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาอีกประมาณ 5 ปีพื้นที่ยางที่ปลูกใหม่จึงจะเริ่มทยอยให้ผลผลิต
กล่าวคือไทยซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกยางอันดับหนึ่งของโลกมีนโยบายขยายพื้นที่การปลูกยาง โดยเน้นการปลูกยางในพื้นที่ที่ไม่ได้มีการปลูกยางมาก่อน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ซึ่งจะเป็นการปลูกทดแทนพื้นที่บางส่วนที่ทำการปลูกอ้อย มันสำปะหลังและข้าว อย่างไรก็ตามเพื่อรักษาระดับราคายางพาราเอาไว้ รัฐบาลควบคุมพื้นที่ปลูกยางพาราไว้ไม่เกิน 15 ล้านไร่ จากปัจจุบันที่ไทยมีพื้นที่ปลูกอยู่ประมาณ 12 ล้านไร่ นอกจากนี้พื้นที่การปลูกยางในจีน อินเดีย และเวียดนามมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าพื้นที่การปลูกยางในทั้ง 3 ประเทศนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 400,000-500,000 เฮกตาร์(2.5-3.1 ล้านไร่) ซึ่งเวียดนามนั้นนับว่าเป็นประเทศที่ต้องจับตามอง เนื่องจากรัฐบาลเวียดนามมีแผนที่จะขยายเนื้อที่ปลูกยางเป็น 700,000 เฮกตาร์(4.4 ล้านไร่)ในปี 2548
อย่างไรก็ตามเนื้อที่การปลูกยางของมาเลเซียมีแนวโน้มลดลง โดยมาเลเซียหันไปปลูกปาล์มน้ำมันทดแทนในพื้นที่ปลูกยางเดิม เนื่องจากปาล์มน้ำมันให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าและมาเลเซียมีปัญหาในการขาดแคลนแรงงานกรีดยาง รวมทั้งความต้องการไม้ยางเพื่อป้อนโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
2.แนวโน้มการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ปัจจัยที่มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของผลผลิตยาง คือ พันธุ์ เทคนิคการกรีดยาง และอายุของสวนยาง โดยปัจจัยเหล่านี้ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศมีการนำเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่เข้ามาพัฒนาปรับปรุงสวนยางเพื่อให้ปริมาณการผลิตยางเพิ่มขึ้น ซึ่งสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (Association of Natural Rubber Producing Countries : ANRPC) คาดว่าจนถึงปี 2553 ผลผลิตยางในตลาดโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีรายงานถึงการปรับปรุงพันธุ์ยาง การพัฒนาเทคนิคการกรีดยาง ตลอดจนการปลูกยางทดแทนต้นยางเดิมที่เป็นต้นยางที่อายุมากและเริ่มให้ผลผลิตลดลง
จากการคาดการณ์ถึงแนวโน้มของการขยายพื้นที่ปลูกยางและแนวโน้มการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตยาง ทำให้คาดการณ์ว่าในปี 2553 ผลผลิตยางของโลกในปี 2553 เท่ากับ 7.3-7.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10-12 เมื่อเทียบกับผลผลิตยางของโลกในปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับว่าผลผลิตยางมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1 ต่อปี
ความต้องการยางธรรมชาติ…ขยายตัวเร็วกว่าการผลิต
ความต้องการยางธรรมชาตินั้นขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการยางธรรมชาติของโลกเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2 ต่อปีในช่วงปี 2544-2553 ดังนี้
1.แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ความต้องการยางธรรมชาติในอุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มขยายตัว ซึ่งความต้องการยางธรรมชาติในอุตสาหกรรมยานยนต์นี้คิดเป็นร้อยละ 75 ของผลผลิตยางทั้งหมด หลังจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซียและไทย ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวอย่างมั่นคงในช่วงระยะทศวรรษต่อไป
นอกจากนี้จีนยังเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญทำให้ความต้องการยางธรรมชาติในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้ว่าจีนจะเป็นประเทศผู้ผลิตยางอันดับที่ห้าของโลก แต่จีนยังผลิตยางได้ไม่เพียงพอกับความต้องการของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่ปลูกยางอันเป็นผลมาจากสภาพภูมิอากาศ โดยความต้องการยางธรรมชาติของจีนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงร้อยละ 8 ต่อปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการขยายตัวของความต้องการในตลาดโลกอยู่ในระดับเฉลี่ยร้อยละ 3.4 ต่อปีเท่านั้น ทำให้คาดว่าในปี 2547 นี้จีนจะขยับขึ้นเป็นประเทศที่มีความต้องการยางมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกแทนที่สหรัฐฯ
โดยความต้องการยางของจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.45 ล้านตันในปี 2548(ซึ่งเป็นยางสังเคราะห์ 1.3 ล้านตัน) และคาดการณ์ว่าในปี 2563 ความต้องการยางของจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.3-7.4 ล้านตัน ซึ่งมีการประมาณการกันว่าความต้องการยางธรรมชาติของจีนร้อยละ 80 เป็นความต้องการจากอุตสาหกรรมยางรถยนต์ ส่วนความต้องการของอุตสาหกรรมรองเท้าอยู่ในระดับร้อยละ 15 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 5 เป็นความต้องการยางของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ
ยอดจำหน่ายรถยนต์ในจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำของโลกย้ายเข้าไปลงทุนผลิตยางรถยนต์ในจีน จากรายงานของ China Rubber Industrial Association (CRIA) ระบุว่าปัจจุบันในจีนมีโรงงานอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางประมาณ 4,000 โรงงาน ซึ่งในจำนวนนี้ 300 โรงงานเป็นโรงงานผลิตยางรถยนต์
นอกจากการผลิตยางรถยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมยางรถยนต์ในประเทศแล้ว ปัจจุบันจีนกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกยางรถยนต์ที่สำคัญของโลกด้วย คาดการณ์ว่าในปี 2548 การผลิตยางรถยนต์ในจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 125 ล้านเส้น และในปี 2563 การผลิตยางรถยนต์ของจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 198 ล้านเส้น เมื่อเทียบกับการผลิตยางรถยนต์ในปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 56 ล้านเส้น ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 19 ของผลผลิตยางรถยนต์ทั้งโลก
ส่วนการขยายตัวของอุตสาหกรรมรองเท้าในจีนก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความต้องการยางธรรมชาติของจีนขยายตัว โดยเฉพาะการขยายตัวของการผลิตรองเท้าบู๊ตและรองเท้ากีฬา โดย CRIA รายงานว่าในจีนมีโรงงานผลิตรองเท้ายางประมาณ 1,400 โรงงาน และมีกำลังการผลิต 2.5 ล้านคู่ต่อปี โดยในจำนวนโรงงานผลิตรองเท้าทั้งหมดของจีนนั้นเป็นโรงงานที่ร่วมทุนกับนักลงทุนชาวต่างประเทศถึง 125 โรงงาน ซึ่ง China Chemical Reporter (CCR)คาดการณ์ว่าความต้องการยางธรรมชาติในอุตสาหกรรมผลิตรองเท้าของจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 167,000 ตันในปี 2548
2.ตลาดยางสังเคราะห์ แนวโน้มความต้องการยางธรรมชาติยังขึ้นอยู่กับตลาดยางสังเคราะห์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทดแทนยางธรรมชาติ ราคายางสังเคราะห์นั้นมักจะอยู่ในระดับต่ำกว่า เนื่องจากการผลิตยางสังเคราะห์นั้นเป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าอุตสาหกรรม ทำให้สามารถปรับปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้ง่ายกว่ายางธรรมชาติ
อย่างไรก็ตามยางสังเคราะห์นั้นใช้สำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์ยางเฉพาะประเภทที่ต้องการคุณสมบัติพิเศษ แต่ผลิตภัณฑ์ยางบางประเภทก็ต้องใช้แต่ยางธรรมชาติเท่านั้น ดังนั้นการผันผวนของราคายางสังเคราะห์ อันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันนั้นไม่ส่งผลต่อราคายางธรรมชาติ นอกจากนี้ในปัจจุบันอุตสาหกรรมยางวงล้อนั้นหันมาผลิตยางเรเดียลในสัดส่วนที่มากขึ้น ทำให้ความต้องการยางธรรมชาติเพื่อการผลิตยางวงล้อเข้าไปแทนที่การใช้ยางสังเคราะห์ในตลาดยางวงล้อบางส่วนด้วย
3.แนวโน้มความต้องการยางธรรมชาติในประเทศผู้ผลิตยาง ความต้องการยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งจากรายงานของ ANRPC ระบุว่าความต้องการยางธรรมชาติในหลายประเทศ โดยเฉพาะอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย นิวกินี ศรีลังกา และเวียดนามมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยความต้องการยางในประเทศผู้ผลิตยางเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1.9 ล้านตันในปี 2553 จากที่เคยอยู่ในระดับ 1.4 ล้านตันในปี 2542
กล่าวคือคาดการณ์ว่าความต้องการยางธรรมชาติในอินเดียจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.15 ล้านตันในปี 2548 จากที่ความต้องการอยู่ในระดับ 630,000 ตันในปี 2542 ส่วนความต้องการยางธรรมชาติในมาเลเซียจะเพิ่มขึ้นเป็น 410,000 ตัน จากที่อยู่ในระดับ 350,000 ตันในปี 2542 ส่วนความต้องการยางธรรมชาติในไทยจะเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับสูงกว่า 200,000 ตันในแต่ละปี
ทิศทางปี 2548 …ราคายางอาจทะลุ 2 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อกิโลกรัม
ผลจากการคาดการณ์ผลผลิตและความต้องการยางธรรมชาติในตลาดโลก ทำให้สรุปได้ว่าราคายางธรรมชาติยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าราคายางธรรมชาติอาจจะสูงถึง 2 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อกิโลกรัมในปี 2548 อันเป็นผลมาจากการคาดการณ์ว่าความต้องการยางธรรมชาติจะยังคงขยายตัวอย่างก้าวกระโดดต่อไป ซึ่งคาดการณ์ว่าภายในปี 2563 ความต้องการยางธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นเป็น 27 ล้านตัน
โดยความต้องการยางที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากจีน ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ รวมทั้งเกาหลีใต้ ในขณะที่ยังไม่มีสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่าผลผลิตยางธรรมชาติจะมีการขยายตัวอย่างชัดเจน ดังนั้นความต้องการยางธรรมชาติจะสูงกว่าปริมาณการผลิตยางธรรมชาติ ทำให้คาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะการขาดแคลนยางธรรมชาติตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา
นอกจากนี้ประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติยังมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการกรีดยาง และค่าจ้างในการกรีดยางมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนในการผลิตยางในประเทศผู้ผลิตยางมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังมีปัญหาในการปลูกทดแทนด้วยยางพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูงกว่าต้นยางที่มีอายุมากแล้ว และความยากลำบากในการหาพื้นที่เพื่อขยายการปลูกยาง
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดว่าผลกระทบต่อเนื่องของการที่ราคายางสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ มีดังนี้
1.รายได้เกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มขึ้น ปัจจุบันต้นทุนการผลิตยางของเกษตรกรอยู่ในระดับกิโลกรัมละ 20 บาท ดังนั้นการที่ราคายางมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมามีผลทำให้สภาพเศรษฐกิจในครัวเรือนของชาวสวนยางดีขึ้น หลังจากที่ต้องเผชิญกับปัญหาราคายางตกต่ำอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา ราคายางที่เกษตรกรขายได้นั้นอยู่ในระดับต่ำกว่าต้นทุนการผลิต จนทำให้รัฐบาลต้องมีมาตรการแทรกแซงตลาดเพื่อยกระดับราคายาง
2.ยอดจำหน่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์หรือรถปิกอัพ และมอเตอร์ไซค์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รายได้ของชาวสวนยางและสินค้าเกษตรสำคัญหลายประเภทที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้ยอดจำหน่ายรถปิกอัพและมอเตอร์ไซค์เพิ่มขึ้นตามไปด้วยกล่าวคือ ในช่วงไตรมาสแรกปี 2547 ยอดจำหน่ายรถปิกอัพเพิ่มขึ้นเป็น 75,181 คัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.5 ส่วนยอดจำหน่ายรถมอร์เตอร์ไซด์ 507,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.9
3.ต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางสูงขึ้น ผลกระทบของราคายางที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นทำให้อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อโรงงานผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ยางต้องเผชิญกับปัญหาขาดทุนในกรณีที่ได้มีการทำสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์ล่วงหน้าไปแล้ว และทำให้หลายโรงงานไม่กล้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเนื่องจากไม่มั่นใจว่าราคายางซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญนั้นจะดีดตัวขึ้นไปอีกมากน้อยเท่าใด เนื่องจากในปัจจุบันแม้ว่าราคายางธรรมชาติยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ความต้องการก็ยังคงสูงด้วย อันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันยังอยู่ในเกณฑ์สูงทำให้ผู้ผลิตไม่ได้หันไปใช้ยางสังเคราะห์เป็นวัตถุดิบทดแทนยางธรรมชาติ
บทสรุป
ยางนับว่าเป็นสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรที่น่าจับตามอง โดยมูลค่าการส่งออกยางของไทยนั้นแซงหน้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรมาอยู่ในอันดับที่ 4 ของสินค้าส่งออกทั้งหมดของไทยตั้งแต่ปี 2546 และมีแนวโน้มว่ามูลค่าการส่งออกยางของไทยจะยังคงติดอันดับต้นๆต่อไป เนื่องจากการคาดการณ์ว่าราคายางจะยังคงอยู่ในเกณฑ์สูงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมากจากปริมาณการผลิตยางยังขยายตัวไม่ทันกับความต้องการใช้ โดยวงการค้ายางคาดว่าราคายางในปี 2548 อาจจะสูงทะลุ 2 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อกิโลกรัม
ผลกระทบต่อเนื่องจากการที่ราคายางมีแนวโน้มสูงขึ้นส่งผลดีต่อชาวสวนยาง ส่วนธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์คือ ธุรกิจรถปิกอัพและรถมอร์เตอร์ไซค์ รวมไปถึงสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ เนื่องจากกำลังซื้อของเกษตรกรเพิ่มขึ้น
นโยบายของรัฐบาลที่จะรับมือกับแนวโน้มตลาดยางที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง คือ การขยายพื้นที่ปลูกยางในพื้นที่ใหม่ทดแทนการปลูกพืชเดิม เนื่องจากให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า การส่งเสริมการปลูกทดแทนต้นยางที่อายุมากด้วยยางพันธุ์ดี ทั้งนี้เพื่อเพิ่มผลผลิตยางในอนาคต นอกจากนี้การเปิดตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าก็นับว่าเป็นแนวทางหนึ่งในการรักษาเสถียรภาพราคายาง
อย่างไรก็ตามสิ่งที่รัฐบาลควรยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ คืออุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งต้องรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น อันเป็นผลมาจากแนวโน้มราคายางที่อยู่ในเกณฑ์สูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง รวมทั้งนโยบายในการสนับสนุนให้มีการตั้งโรงงานผลิตภัณฑ์ยางเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจยาง