น้ำมัน: ขุมพลังเศรษฐกิจเวียดนาม

ภายใต้สถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกที่ราคาพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี และยังคงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น เป็นเหตุให้เกิดความวิตกกังวลกันอย่างกว้างขวางว่าจะเกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันแพงต่อไป อันจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถานการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ทุกฝ่ายต่างหันมาให้ความสำคัญเป็นพิเศษโดยเฉพาะกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน รวมทั้งประเทศไทย ในทางตรงข้ามผู้ได้รับประโยชน์จากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกย่อมเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน รวมไปถึงเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันดิบแห่งหนึ่งด้วยเช่นเดียวกัน

โชติช่วงด้วยน้ำมัน

ประมาณการว่า เวียดนามมีน้ำมันดิบสำรองประมาณ 1,700 ล้านบาร์เรล ซึ่งจัดว่ามีปริมาณที่สูงมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่เป็นอันดับต้นๆของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรัฐบาลเวียดนามได้วางเป้าหมายที่จะขุดเจาะน้ำมันดิบให้ได้ปีละประมาณ 21 ล้านตัน สำหรับการสำรวจน้ำมันยังคงมีการพบแหล่งน้ำมันและดำเนินการขุดเจาะน้ำมันจากแหล่งใหม่ๆอยู่เสมอ นอกจากนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันภายในเวียดนามยังก้าวขึ้นไปอีกขั้น โดยเวียดนามเตรียมที่จะสร้างคลังน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของประเทศขึ้นในกลางปีนี้เพื่อเก็บสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ขณะเดียวกันเวียดนามยังมีแผนที่จะสร้างโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ 2 แห่ง เพื่อชดเชยการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป เนื่องจากเวียดนามยังไม่มีโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตัวเอง น้ำมันดิบที่ขุดเจาะได้จะส่งออกไปขายยังต่างประเทศทั้งหมด โดยมีตลาดหลักที่สำคัญ คือ ญี่ปุ่น

เป็นที่น่าสังเกตว่า นอกเหนือจากญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดส่งออกน้ำมันหลักของเวียดนามแล้ว ประเทศจีนเป็นตลาดที่มีศักยภาพอีกแห่งหนึ่งที่จะรองรับปริมาณน้ำมันดิบของเวียดนาม เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างร้อนแรงของจีนผลักดันให้จีนกลายเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา จึงนับว่าเป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับเวียดนามซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่ามหาศาล การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเวียดนามโดยเฉลี่ยที่สูงเกินกว่าร้อยละ 7 ต่อปีในระหว่างปี 2544-2546 ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของน้ำมันดิบที่มีต่อการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจเวียดนามได้เป็นอย่างดี

โดยในปี 2546 น้ำมันดิบเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้สูงสุดให้กับเวียดนาม มีมูลค่า 3,777 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 38.13 ของมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมทั้งหมด ปัจจุบัน รายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบรวมกับภาษีที่เรียกเก็บได้จากการนำเข้า-ส่งออกสินค้าทั้งหมดของเวียดนามคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 46 ของงบประมาณด้านรายได้ของประเทศ นอกจากนี้ น้ำมันดิบยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติจำนวนมากเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำมันในเวียดนาม

ยิ่งไปกว่านั้น หากเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกอย่างเป็นทางการภายในปี 2548 แหล่งเงินทุนต่างชาติจำนวนมหาศาลก็พร้อมที่จะทะลักเข้าสู่เวียดนาม เนื่องจากระเบียบกฎเกณฑ์ทางการค้า-การลงทุนของเวียดนามจะคลายความเข้มงวดลงและโปร่งใสมากขึ้น ประกอบกับเวียดนามมีแต้มต่อทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ จึงคาดการณ์ว่า เวียดนามจะเป็นเสือตัวใหม่ทางเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียนที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไป

การพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันเวียดนาม

การสำรวจน้ำมันของเวียดนามได้เริ่มขึ้นในปี 2519 โดยบริษัทโมบิลของสหรัฐอเมริกา แต่การสำรวจดังกล่าวได้หยุดชะงักไปชั่วคราว จนกระทั่งในปี 2524 เวียดนามได้ร่วมทุนกับสหภาพโซเวียตในขณะนั้น รื้อฟื้นการสำรวจน้ำมันขึ้นอีกครั้งและพบบ่อน้ำมันแห่งแรกในปี 2529 ที่เมือง Bach Ho หรือที่รู้จักกันในชื่อของ The White Tiger field พร้อมทั้งได้เริ่มขุดเจาะน้ำมันขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรกในปีเดียวกันนั้น ประมาณ 40,000 ตัน

ประจวบเหมาะกับในเวลานั้นเวียดนามได้เริ่มหันมามุ่งเน้นการพัฒนาและผลักดันเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ระบบกลไกตลาดเสรีมากขึ้น โดยในช่วงปลายปี 2529 เวียดนามได้ประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 6 เพื่อปฏิรูประบบเศรษฐกิจครั้งใหญ่อันนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้สามารถผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภคได้อย่างเพียงพอและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรให้สูงขึ้น แก่นแท้ของนโยบายดังกล่าวต้องการลดการแทรกแซงของอำนาจรัฐในการดำเนินธุรกิจต่างๆและเปิดประเทศแก่นักลงทุนต่างชาติอย่างกว้างขวางขึ้น

ส่งผลให้บริษัทน้ำมันข้ามชาติจากอังกฤษ ฮอลแลนด์ เบลเยี่ยม ออสเตรเลีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ต่างเข้ามามีบทบาทอย่างสูงในการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันเวียดนาม และเพื่อดึงดูดให้บริษัทน้ำมันข้ามชาติเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันมากขึ้น ในปี 2536 รัฐบาลเวียดนามได้ออกกฎหมายที่เกี่ยวกับน้ำมันฉบับใหม่ให้มีความสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ต่อมาในปี 2537 เวียดนามเปิดดำเนินการบ่อน้ำมันขึ้นอีก 2 แห่ง ที่เมือง Dai Hung (Big Bear) และ Rong (Dragon) ก่อให้เกิดการตื่นตัวในวงการน้ำมันของเวียดนามอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

การค้าน้ำมันไทย-เวียดนาม

ในส่วนของการค้าน้ำมันระหว่างประเทศไทยกับเวียดนาม นับได้ว่าเป็นสินค้าที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอีกมิติหนึ่ง ที่มีลักษณะของการค้าแบบพึ่งพากันและกันมากขึ้น โดยประเทศไทยจะส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปยังเวียดนามและในขณะเดียวกันก็จะนำเข้าน้ำมันดิบจากเวียดนาม เวียดนามได้เพิ่มปริมาณการนำเข้าสินค้าน้ำมันสำเร็จรูปจากประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆทุกปี โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2547 น้ำมันสำเร็จรูปเป็นสินค้าจากประเทศไทยที่เวียดนามนำเข้าสูงเป็นอันดับแรก มีมูลค่า 46.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 85.32 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ทางด้านการนำเข้าน้ำมันดิบจากเวียดนาม ถึงแม้ว่าในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2547 ประเทศไทยยังไม่มีการนำเข้าน้ำมันดิบจากเวียดนามเลย แต่ในช่วงก่อนหน้านี้ เวียดนามเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ไทยนำเข้าน้ำมันดิบเป็นอันดับ 4 รองจากมาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย และจัดเป็นอันดับที่ 13 ของแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบจากทั่วโลกของไทย ในปี 2546 ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากเวียดนามมูลค่า 8.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ทั้งนี้ สาเหตุของการไม่ได้นำเข้าน้ำมันดิบจากเวียดนามในช่วงต้นปีที่ผ่านมา อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากการแข่งขันอย่างรุนแรงในการแสวงหาแหล่งน้ำมันดิบของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น หรืออาจเป็นผลมาจากข้อจำกัดการผลิตน้ำมันดิบของเวียดนาม ถึงกระนั้นก็ตาม การแสวงหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง หรือเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศไทยที่นับวันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อลดความผันผวนทางเศรษฐกิจนับเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย

สำหรับความสัมพันธ์ทางการค้าโดยรวมระหว่างประเทศไทยกับเวียดนามมีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น โดยในไตรมาสแรกของปี 2547 การค้ารวมระหว่างประเทศไทยกับเวียดนามมีมูลค่า 480.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 1.08 ของมูลค่าการค้ารวมทั้งหมดของประเทศไทย เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.97 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2547 ประเทศไทยส่งออกไปเวียดนามเป็นมูลค่า 394.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และนำเข้าจากเวียดนามมูลค่า 86 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยประเทศไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้าเวียดนาม 308.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 58.99 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

การที่ประเทศไทยมีนโยบายพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดกับประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมทั้งเวียดนาม ย่อมจะเป็นโอกาสที่ดีกับทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นพันธมิตรทางด้านน้ำมันและพลังงาน โดยประเทศไทยอาจจะเสนอตัวเป็นทางเลือกให้กับเวียดนามในการใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่กลั่นน้ำมันดิบและส่งน้ำมันสำเร็จรูปกลับไปยังเวียดนาม ซึ่งจะช่วยให้เวียดนามสามารถประหยัดงบประมาณจำนวนมหาศาลที่จะใช้ในการลงทุนสร้างโรงกลั่นน้ำมันที่กำลังเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในหมู่นักวิเคราะห์ว่า อาจเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าและจะเป็นการเสียโอกาสในการพัฒนาภาคธุรกิจอื่นๆให้เติบโตขึ้นมารองรับกับการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจของเวียดนาม ความร่วมมือระหว่างไทยกับเวียดนามในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจด้านน้ำมันและพลังงาน จะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก และเป็นผลดีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งสองอย่างยั่งยืน