FTA ไทย-สหรัฐ : ทิศทางการแข่งขันของสินค้าไทยในสหรัฐ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์สถานะทางการแข่งขันของภาคการส่งออกของไทยในสหรัฐ และผลที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการเปลี่ยนแปลงสถานะทางการแข่งขัน ถ้าในกรณีที่อัตราภาษีของสหรัฐปรับลดลงภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหรัฐ โดยได้วิเคราะห์โครงสร้างภาษีของสหรัฐและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในสหรัฐในปัจจุบัน และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการแข่งขันเมื่อภาษีปรับลดลงพบว่า ผลประโยชน์ที่อุตสาหกรรมต่างๆอาจได้รับจากการปรับลดภาษีศุลกากรมีระดับมากน้อยแตกต่างกัน

กล่าวคือ กลุ่มสินค้าที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากอัตราภาษีที่ลดลงภายใต้ข้อตกลง FTA เป็นอุตสาหกรรมที่ปัจจุบันมีอัตราภาษีสูง ซึ่งถ้าพิจารณาจากอัตราภาษีปกติ (Ad Varolem Tariffs) และอัตราภาษีพิเศษ (Specific Tariffs) แล้ว กลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่สหรัฐตั้งอัตราภาษีค่อนข้างสูง กลุ่มใหญ่ๆได้แก่สินค้าอาหาร เช่น บางรายการของผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าและปลาซาร์ดีน ปลาแปรรูป เนื้อสัตว์แช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป น้ำตาล ผลไม้

สินค้ากลุ่มแฟชั่น เช่น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ผ้าผืน รองเท้า เครื่องหนัง ถุงมือ กระเป๋า อัญมณีและเครื่องประดับ และกลุ่มอื่นๆ เช่น เครื่องใช้เดินทาง เครื่องแก้วและเซรามิค รถยนต์เชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ โดยรวมแล้วการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรที่ไม่รวมกุ้งและยางพารา (ซึ่งอัตราภาษีต่ำ) มีสัดส่วนต่อการส่งออกโดยรวมไปยังสหรัฐประมาณร้อยละ 12 ขณะที่สินค้ากลุ่มแฟชั่นมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 สำหรับกลุ่มอื่นๆมีสัดส่วนการส่งออกไม่สูงนัก

สำหรับสินค้าที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากข้อตกลง FTA น้อย เนื่องจากในปัจจุบันภาษีที่จัดเก็บมีอัตราต่ำอยู่แล้ว ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ไดโอดทรานซิสเตอร์ เครื่องรับโทรศัพท์และส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น โทรทัศน์ วีดีโอ สายไฟฟ้าและสายเคเบิล ซึ่งกลุ่มสินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 34 ของการส่งออกทั้งหมดของไทยไปยังสหรัฐ

นอกจากนี้ สินค้าอื่นๆที่อัตราภาษีในปัจจุบันค่อนข้างต่ำ ได้แก่ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง ถุงมือยาง เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งสินค้าเหล่านี้มีสัดส่วนรวมกันประมาณร้อยละ 15 ของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐ

ถ้าพิจารณาสินค้าสำคัญที่มีการส่งออกไปยังสหรัฐ กลุ่มสินค้าที่มีโอกาสได้ประโยชน์สูงจากความได้เปรียบในการเข้าถึงตลาดสหรัฐจากการจัดทำข้อตกลง FTA อาจมีน้อยกว่าสินค้าที่มีโอกาสได้ประโยชน์ต่ำ อย่างไรก็ตาม ถ้ามองไปข้างหน้าถึงแนวโน้มสินค้าบางรายการที่ปัจจุบันมีการส่งออกน้อยแต่มีโอกาสเปิดตลาดการค้าได้มากยิ่งขึ้น ผลประโยชน์ที่มีต่อภาคการส่งออกในอนาคตอาจมีมากกว่าที่วิเคราะห์จากระดับโครงสร้างสินค้าในปัจจุบัน

แต่ทั้งนี้ แม้ว่าการทำข้อตกลงการค้าเสรีอาจจะช่วยเสริมสร้างโอกาสในการขยายตลาดและเสริมความได้เปรียบทางการแข่งขันในด้านราคาให้กับสินค้าไทยในบางอุตสาหกรรม แต่การลดอุปสรรคทางภาษีไม่ได้หมายความว่าตลาดจะเปิดกว้างอย่างไม่มีเงื่อนไข ประเด็นที่อาจเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตลาดสินค้าไทยยังคงมีอยู่อีกหลายประการ อาทิ มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี กฏระเบียบและมาตรฐานต่างๆที่สหรัฐกำหนด (เช่น มาตรฐานสุขอนามัย มาตรฐานสิ่งแวดล้อม กฎหมายป้องกันการก่อการร้ายทางชีวภาพและความร่วมมือทางด้านศุลกากรเพื่อป้องกันการก่อการร้าย หรือ C-TPAT) การอุดหนุนสินค้าเกษตร (Farm Bill ที่ให้การอุดหนุนเกษตรกรมากขึ้น)

ความยุ่งยากของกฏแหล่งกำเนิดสินค้า การแข่งขันในตลาดที่รุนแรง เงื่อนไขด้านการแข่งขันทางการค้า ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการที่สหรัฐใช้เป็นการทั่วไปและคงเป็นการยากที่จะผ่อนผันให้กับประเทศใดประเทศหนึ่ง ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับเกณฑ์ข้อกำหนดเหล่านี้ให้ได้

ในภาวะที่ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐเริ่มลดน้อยลง ส่วนแบ่งตลาดของไทยในตลาดสหรัฐมีทิศทางที่ลดลงมาเป็นลำดับ ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดการค้าเสรีไม่ใช่ตัวแปรที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริงและยั่งยืน ผลประโยชน์ที่ไทยอาจได้รับจากการลดภาษีเป็นเพียงผลในช่วงระยะสั้น อุตสาหกรรมส่งออกของไทยยังคงเผชิญหน้ากับความท้าทายที่สำคัญในการปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริง ซึ่งต้องอาศัยการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มในกระบวนการผลิต พัฒนาสินค้าที่แตกต่างและแข่งขันได้

ในกระบวนการดังกล่าวต้องมีการลงทุนในการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานในมิติต่างๆทั้งในด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพแรงงาน การสร้างบุคลากรที่ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพ การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจมีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและฐานความรู้ทางธุรกิจที่เป็นของตนเอง ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ และรวมไปถึงการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในลักษณะที่เชื่อมโยงไปสู่การถ่ายทอดและสร้างสรรเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นภายในประเทศ