การประชุม MPC : คาดแบงก์ชาติคงจะยังไม่เปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ในวันที่ 9 มิถุนายน 2547 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (Monetary Policy Committee: MPC) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการประชุมเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน หรือนโยบายอัตราดอกเบี้ย ซึ่งนับเป็นการประชุม MPC รอบที่ 4 ของปีนี้ หลังจากที่ธปท.ได้มีมติให้ยืนอัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืน ประเภท 14 วัน* (อัตราดอกเบี้ยนโยบาย) ไว้ที่ระดับ 1.25% มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การประชุม MPC เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2546 ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความคิดเห็นต่อแนวทางการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยของทางการไทย ดังต่อไปนี้ :-

– จากตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ประมาณ 6.5% ในไตรมาสแรกของปี 2547 ซึ่งน้อยกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่คาดไว้ว่าอาจเติบโตได้สูงกว่าระดับ 7% ประกอบกับ แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปที่ยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเพิ่มขึ้นของระดับราคาต้นทุนการผลิต อันเป็นผลจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาราคาน้ำมันในระดับสูง และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งอาจส่งผลในทางลบต่อภาคการส่งออกสุทธิ การใช้จ่ายภาคเอกชน ตลอดจนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย หรือนโยบายอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ ยังคงมีความจำเป็นสำหรับการประคับประคองภาวะเศรษฐกิจไทยให้สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่รุมเร้าอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ จากประมาณการล่าสุดของศูนย์วิจัยกสิกรไทย เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวประมาณ 6.5% ในปี 2547 ชะลอตัวลงจากอัตราการขยายตัวที่ 6.8% ในปี 2546

– อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการปรับตัวสูงขึ้นของระดับราคาสินค้าหรืออัตราเงินเฟ้อของไทย และอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศ (โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยของไทยในปี 2547 อาจจะขยับขึ้นมาเป็น 2.6-3.0% เมื่อเทียบกับ 1.8% ในปีก่อน ในขณะที่ คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ประมาณ 0.50-0.75% ในปีนี้) อาจเป็นแรงกดดันที่ทำให้ทางการไทยจำเป็นต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนการดำเนินนโยบายการเงินให้มีความเข้มงวดมากขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางด้านราคา ตลอดจนสมดุลฐานะดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ และค่าเงินบาทของไทย

– ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ (Consensus Forecasts) อัตราดอกเบี้ย Fed Funds ของสหรัฐฯ อาจขยับขึ้นจากระดับ 1.0% ในปัจจุบัน ไปอยู่ที่ 1.75-2.0% ณ ปลายปี 2547 และเพิ่มขึ้นเป็น 3.5% ในปี 2548 ก่อนที่จะเคลื่อนเข้าสู่ระดับ 4.0-4.5% ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า ในขณะที่ หากพิจารณาข้อมูลในอดีต จะพบว่า นับตั้งแต่ธปท.มีการใช้นโยบายการเงินตามกรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ในเดือนพฤษภาคม 2543 จนถึงปัจจุบัน แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยืนอยู่ที่ระดับต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ของสหรัฐฯ ประมาณ 0.5-5.0% ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2543 ถึง เดือนกันยายน 2544 ตามภาวะสภาพคล่องระดับสูงของไทยแต่หลังจากนั้น หรือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 จนถึงปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีระดับที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ของสหรัฐฯ ประมาณ 0.25-0.50%

ดังนั้น จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย รวมทั้งภาวะสภาพคล่องที่มีแนวโน้มลดลงตามลำดับ หากธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ขึ้นตามแนวทางที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ดังตัวเลขข้างต้นแล้ว การที่จะรักษาสมดุลส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐฯ ไว้ ทางการไทยอาจต้องพิจารณาปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตาม จังหวะเวลาของการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธปท. อาจไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นตามการปรับเปลี่ยนนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในทันที เนื่องจากการพิจารณานโยบายอัตราดอกเบี้ย ยังคงต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในด้านอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น การเติบโตของเศรษฐกิจ เสถียรภาพภายในและภายนอกประเทศ ภาวะสภาพคล่อง รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เป็นต้น

– ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงมองว่า เพื่อรักษาสมดุลระหว่างเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจ และเป้าหมายเสถียรภาพของระดับราคาและอัตราแลกเปลี่ยน การดำเนินนโยบายการเงินหรือนโยบายอัตราดอกเบี้ยของทางการไทยในระยะถัดไป คงจะมีความยากลำบากมากขึ้น โดยในที่สุดแล้ว แรงกดดันทางด้านราคา และแนวโน้มการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศ อาจทำให้ทางการจำเป็นต้องเลือกที่จะรักษาเสถียรภาพของระดับราคาและอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักตามกรอบ Inflation Targeting โดยการพิจารณาปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต

แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยก็คาดว่า การดำเนินนโยบายให้มีความเข้มงวดมากขึ้นดังกล่าวของธปท. คงจะยังไม่เกิดขึ้นในระยะใกล้นี้ เนื่องจากในปัจจุบัน แรงกดดันทางด้านราคา และอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศ ยังคงมีไม่มากนัก ในขณะที่ จังหวะการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยที่เร็วเกินไป อาจจะส่งผลในทางลบต่อการใช้จ่าย ทั้งในด้านการบริโภคและการลงทุน ตลอดจนความสามารถในการชำระหนี้ของทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ จนนำไปสู่ภาวะชะงักงันของเศรษฐกิจได้ ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงเห็นว่า ธปท.คงจะยังไม่มีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม MPC ที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 มิถุนายน 2547 นี้

*อัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืน ประเภท 14 วัน หรืออัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย

ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย