ดี อี แคปปิตอล ผู้นำในธุรกิจเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า "ไดสตาร์" เชื่อมั่นศักยภาพและความเป็นมืออาชีพ ประกาศแต่งตั้ง บล. เอเซียพลัส เป็นที่ปรึกษาทางการเงิ

7 กรกฎาคม 2547 – บริษัท ดี อี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ผู้นำในการประกอบการธุรกิจเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า รับผลดีจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เชื่อมั่นในศักยภาพและความเป็นมืออาชีพของบริษัท เตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีเป้าหมายเพื่อรองรับการขยายตัวของบริษัท ตั้งเป้าขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาด และเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันในระยะยาว โดยมอบหมายให้บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด(มหาชน) เป็นที่ปรึกษาด้านการเงินโดยได้ยื่นไฟลิ่งต่อ กลต. ในวันนี้ (7 ก.ค. 47)

นายวิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล ประธานกรรมการ บริษัท ดี อี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยต่อสื่อมวลชนในโอกาสแถลงข่าวเกี่ยวกับแผนการนำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียน โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด(มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินว่า บริษัท ดี อี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นในปี 2536 จากการร่วมมือกันระหว่าง บมจ. ไดสตาร์ อิเลคทริก คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอื่น ๆ ภายใต้ยี่ห้อ “ไดสตาร์” ในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว และกลุ่มตระกูลทีฆคีรีกุล ตระกูลวัฒนสมบัติ และตระกูลจิรายุส โดยกลุ่มผู้ก่อตั้งได้เล็งเห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจเช่าซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน จึงได้ร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัทขึ้นด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 60 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจให้เช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ปัจจุบันมีสาขา 70 แห่ง ตัวแทนขายเช่าซื้อ 315 ราย ครอบคลุม 74 จังหวัดทั่วประเทศ

ในปัจจุบันธุรกิจหลักของบริษัทคือ ธุรกิจขายเช่าซื้อสินค้ายี่ห้อ “ไดสตาร์” ประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เครื่องใช้สำนักงาน รถจักรยานยนต์ โดยภาพรวมแล้วเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจนับแต่ ปี 2544 เป็นต้นมา โดยในปี 2546 เศรษฐกิจได้ขยายตัวร้อยละ 6.7 และสำหรับปี 2547 สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวมากถึงร้อยละ 6.7-7.0 ในขณะที่ไตรมาส 1 ของปี 2547 ที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวร้อยละ 6.5 ซึ่งเป็นการขยายตัวที่สูง

นอกจากนี้ นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยังส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการให้บริการทางการเงินและการให้สินเชื่อกับรายย่อย ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่ต่ำประมาณร้อยละ 2.2 และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้นได้แต่ไม่มากนัก เนื่องจากยังมีสภาพคล่องล้นเหลืออยู่ในระบบธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างสูง จะส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมการให้บริการทางการเงินและการให้สินเชื่อกับรายย่อยโดยรวม

และสำหรับธุรกิจเช่าซื้อ สินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่นับรวมถึงการเช่าซื้อรถยนต์ มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง คาดว่ามูลค่าธุรกิจเช่าซื้อในปี 2547 จะมีมูลค่าประมาณ 48,500 ล้านบาท โดยยอดการขายเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด โดยได้รับแรงผลักดันจากการขยายตัวของรายได้ของผู้บริโภค และการขยายตัวของที่อยู่อาศัยใหม่ที่จะขยายตัวต่อเนื่อง ที่ทำให้ความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับบ้านใหม่มีอยู่ต่อเนื่อง

นายวัฒน ตรีคันธา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี อี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ นั้น บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจขายเช่าซื้อสินค้ายี่ห้อ “ไดสตาร์” ประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เครื่องใช้สำนักงาน รถจักรยานยนต์ และอื่น ๆ พร้อมบริการก่อนและหลังการขายถึงบ้าน อาทิ บริการจัดส่งสินค้า บริการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลผู้ขอเช่าซื้อ บริการเก็บค่างวดเช่าซื้อ และบริการซ่อมแซมสินค้า เป็นต้น ให้แก่กลุ่มลูกค้ารายย่อยระดับกลาง-ล่าง ที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยบริษัทมีรูปแบบการขายเช่าซื้อ 2 วิธีคือ

1. การขายเช่าซื้อผ่านสาขาของบริษัทฯ ดำเนินการโดยพนักงานของบริษัท

2. การขายเช่าซื้อผ่านตัวแทนขายเช่าซื้อ โดยบริษัทขายเช่าซื้อให้แก่ตัวแทนขายเช่าซื้อในราคาที่ถูกกว่า และเทอมการผ่อนชำระที่สั้นกว่าการขายโดยตรงให้แก่ลูกค้ารายย่อย ซึ่งตัวแทนฯเหล่านี้จะนำสินค้าดังกล่าวไปจำหน่ายต่อทั้งในรูปแบบเงินสดและขายเช่าซื้อให้แก่กลุ่มลูกค้าของตัวแทนรายนั้นต่อไป

ในปัจจุบันบริษัทมีสาขาและตัวแทนรวมกันครอบคลุม 74 จังหวัด ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มลูกค้าในจังหวัดทางภาคใต้ของไทย มีสาขารวม 31 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 44.29 ของสาขาทั้งหมด โดยราย ได้หลักของบริษัทฯ มาจากการขายเช่าซื้อแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ รายได้จากการขาย และรายได้ดอกผลจากการขายเช่าซื้อ

บริษัทฯ มีเป้าหมายการดำเนินธุรกิจ ในการเป็นผู้นำในภาคธุรกิจขายเช่าซื้อภายในประเทศ รวมถึงรักษาสถานะผู้นำการขายเช่าซื้อด้วยยอดขายอันดับ 1 ในพื้นที่ภาคใต้ โดยมีแผนการพัฒนาการขายเช่าซื้อในระบบอื่น ๆ นอกเหนือจากระบบการขายเช่าซื้อผ่านสาขาและผ่านตัวแทนฯ ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนการขยายพื้นที่การขายสู่ภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อให้มีเครือข่ายสาขาและตัวแทนฯ ที่ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายการขยายสาขาจำนวน 80 สาขา รวมเป็น 150 สาขาในปี 2550 และขยายเครือข่ายตัวแทนขายเช่าซื้อจาก 315 ราย เป็น 600 รายภายในช่วงระยะ 2 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ บริษัทมีความเชื่อมั่นในศักยภาพและความแข็งแกร่งของบริษัทจึงได้เตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อระดมทุน สำหรับการขยายตัวและเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม บริษัทฯ ได้มอบหมายให้บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อให้ดูแลและให้คำแนะนำในการเตรียมความพร้อมในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียน เพื่อกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

โดยในปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียนจำนวน 480 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 480 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เป็นทุนที่ชำระแล้ว 370 ล้านบาท (10 ล้านหุ้นเป็นส่วนหุ้นเพิ่มทุนที่บริษัทฯ ได้จัดสรรหุ้นให้แก่กรรมการและพนักงาน) โดยบริษัทจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 110 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 22.92 ของทุนจดทะเบียน ภายหลังการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ บริษัทฯ จะมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วจำนวน 480 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์ในการนำเงินที่ได้จาการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ไปใช้เพื่อชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงิน และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในบริษัท เพื่อการขยายธุรกิจต่อไป

ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยเพิ่มเติมว่า บริษัท ดี อี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) มีความโดดเด่นในฐานะผู้นำในธุรกิจเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อ “ไดสตาร์” ซึ่งเป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างต่ำแต่มีคุณภาพที่เทียวเคียงกันเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้ายี่ห้ออื่น ๆ ในประเภทเดียวกัน ซึ่งเหมาะกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายระดับกลาง – ล่าง อีกทั้งสินค้ายี่ห้อนี้ยังมีชื่อเสียงที่ติดตลาดในประเทศมาเป็นระยะเวลานาน และมีศูนย์บริการกระจายอยู่ทั่วประเทศรวม 70 แห่ง เหมาะสมกับลักษณะบริการของกลุ่มบริษัทที่รับประกันและให้บริการซ่อมแซมสินค้าถึงที่พักอาศัยอีกด้วย

และจากสภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา ประกอบกับการที่ภาครัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีรายได้ที่ดีขึ้น ช่วยให้ประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดและอยู่นอกเขตเทศบาลซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัท ดี อี แคปปิตอล ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลในระดับท้องถิ่น เช่น กองทุนหมู่บ้าน นโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) และการช่วยดูแลราคาสินค้าเกษตรให้ได้ระดับราคาที่เหมาะสม ส่งผลให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลดีต่อยอดขายโดยรวมของบริษัทฯ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญอย่างยิ่งในธุรกิจ

ทั้งนี้ ศักยภาพในการเติบโตของบริษัทเป็นผลมาจากผู้บริหารมีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ มีทีมงานมืออาชีพที่มีประสิทธิภาพ และมีความคล่องตัวในการดำเนินงาน มีสัมพันธภาพที่ดีกับพันธมิตรทางธุรกิจมีนโยบายที่เน้นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มั่นคง เชื่อมั่นว่า ดี อี แคปปิตอล จะเป็นหุ้นอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจของนักลงทุน และคาดการณ์ว่า จะสามารถเข้าตลาดได้ภายในปีนี้

ทั้งนี้ ในปี 2546 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 1005.6 ล้านบาท ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ 850.93 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 107.3 ล้านบาท และในไตรมาส 1/2547 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1122.7 ล้านบาท ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ 943.43 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 42.78 ล้านบาท