ประชุมสุดยอด BIMST-EC : อีกก้าวของเศรษฐกิจไทยในเอเชีย

กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ BIMST-EC จัดการประชุมระดับผู้นำครั้งแรกระหว่างวันที่ 30-31 กรกฎาคม 2547 โดยประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้ การประชุมสุดยอด BIMST-EC นับเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น เนื่องจากสมาชิกของ BIMST-EC ประกอบด้วยชาติเอเชียใต้ 5 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย เนปาล บังคลาเทศ ภูฎาน และศรีลังกา บวกกับชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีก 2 ประเทศ ได้แก่ พม่า และประเทศไทย รวมเป็นสมาชิก BIMST-EC ทั้งหมด 7 ประเทศ

ประเทศไทย : หัวจักร BIMST-EC

กลุ่ม BIMST-EC (Bangladesh-India-Myanmar-Sri Lanka-Thailand Economic Cooperation) เป็นกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่เมื่อไม่นานมานี้ แต่นับเป็นกลุ่มความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียที่มีพัฒนาการก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และพยายามเร่งรัดให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ด้วยเหตุนี้ กลุ่ม BIMST-EC จึงได้จัดตั้งศูนย์ BIMST-EC (BIMST-EC Center) ขึ้นในประเทศไทย เปรียบเสมือนศูนย์อำนวยการกลางแห่งแรกของกลุ่ม BIMST-EC ทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของประเทศสมาชิก จัดทำการศึกษาและงานวิจัย จัดเตรียมการประชุม รวมทั้งบริหารจัดการเกี่ยวกับการดำเนินงานของกลุ่มโดยรวม คาดว่าจะช่วยให้การทำงานของ BIMST-EC คล่องตัวและเดินหน้าเร็วขึ้น ศูนย์ BIMST-EC จัดตั้งภายในสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งมีพิธีเปิดศูนย์แห่งนี้อย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2547

การที่ผู้นำประเทศสมาชิก BIMST-EC ทั้ง 7 ชาติ เข้าร่วมประชุมสุดยอด BIMST-EC ครั้งแรกในประเทศไทย จะช่วยส่งเสริมบทบาทของกลุ่มให้โดดเด่นยิ่งขึ้นในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้นำประเทศสมาชิกที่ต้องการสนับสนุนโครงการความร่วมมือต่างๆ ของ BIMST-EC ให้เป็นรูปเป็นร่างโดยเร็ว เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกัน

พลิกปูม BIMST-EC

– BIMST-EC เกิดขึ้นอย่างไร?

BIMST-EC เป็นกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ก่อตั้งขึ้นจากแนวคิดริเริ่มของรัฐบาลไทยในสมัยพลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งให้ความสำคัญกับประเทศร่วมภูมิภาคแถบเอเชียใต้ ภายใต้นโยบาย “Look West” ส่งผลให้รัฐบาลไทยชุดต่อๆ มาได้สานต่อนโยบายดังกล่าว และผลักดันให้เกิดกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ BIMST-EC เมื่อปี 2540 ประกอบด้วยสมาชิกก่อตั้ง 4 ประเทศ (บังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา และประเทศไทย) ต่อมาเพิ่มเป็น 5 ประเทศ (รวมประเทศพม่า) ปัจจุบัน BIMST-EC มีสมาชิกรวมทั้งหมด 7 ประเทศ (ภูฎานและเนปาลเป็นสมาชิกล่าสุด)

ในขณะที่ประเทศไทยมีนโยบาย “Look West” ปรากฏว่าอินเดียก็มีแนวนโยบาย “Look East” เนื่องจากอินเดียมีวัตถุประสงค์ที่จะแสวงหาพันธมิตรทางแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีพม่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านติดพรมแดนด้านตะวันออกของอินเดีย ส่วนประเทศไทย ก็มีภูมิประเทศเป็นศูนย์กลางของกลุ่มอาเซียนและอินโดจีน จึงเหมาะสมที่จะเป็นประเทศตัวกลางในการผสานความร่วมมือและส่งเสริมความเข้าใจอันดีของกลุ่มเอเชียอาคเนย์ไปสู่ประเทศเอเชียใต้ให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นด้วย

– BIMST-EC มีเป้าหมายอะไร?

ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของกลุ่ม BIMST-EC มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและสังคมภายในภูมิภาค และพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันในด้านต่างๆ ครอบคลุมด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยได้ริเริ่มโครงการความร่วมมือนำร่องจำแนกเป็น 6 สาขา ได้แก่ ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยี การคมนาคม-สื่อสาร การพลังงาน การท่องเที่ยว และการทำประมง

– BIMST-EC คืบหน้าแค่ไหน?

โครงการความร่วมมือภายใต้กรอบ BIMST-EC ที่มีความคืบหน้ามากที่สุดในขณะนี้ ได้แก่ ความร่วมมือทางการค้าเพื่อนำไปสู่การจัดตั้ง “เขตการค้าเสรี BIMST-EC” นับเป็นเป้าหมายอันดับแรกที่ประเทศสมาชิก BIMST-EC ให้ความสำคัญและเร่งเจรจาเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งด้านภาษีและที่มิใช่ภาษี ภายใต้กรอบความตกลงทางการค้าเบื้องต้น กลุ่ม BIMST-EC จะปรับลดอัตราภาษีขาเข้าระหว่างกันให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในปี 2560 ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างก้าวหน้าในกลุ่มนี้ เช่น อินเดีย ไทย และศรีลังกา จะดำเนินการปรับลดอัตราภาษีให้แล้วเสร็จเร็วขึ้นภายในปี 2555

สำหรับโครงการความร่วมมืออื่นๆ ที่มีความคืบหน้ารวดเร็วอีกโครงการหนึ่ง ได้แก่ ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยกลุ่ม BIMST-EC เห็นพ้องกันจัดทำโครงการรณรงค์ส่งเสริม “ปีการท่องเที่ยว BIMST-EC 2547-2548” หรือ “Visit BIMST-EC Year 2004-2005” เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันเอง พร้อมทั้งเร่งรัดประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศนอกภูมิภาคด้วย โครงการรณรงค์ปีท่องเที่ยว BIMST-EC เน้นจุดขายการท่องเที่ยวเชิงพระพุทธศาสนาและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เนื่องจากประเทศสมาชิก BIMST-EC ส่วนใหญ่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลากหลาย อาทิ เทือกเขาสูงปกคลุกด้วยหิมะ เกาะแก่งและชายหาดสวยงาม ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนาประจำชาติ และโบราณสถาน ที่งดงาม จึงนับเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น

ศักยภาพ BIMST-EC : ความเหมือนบนความแตกต่าง

สมาชิก BIMST-EC 7 ชาติ อันได้แก่ บังคลาเทศ อินเดีย เนปาล ภูฎาน ศรีลังกา พม่า และประเทศไทย อาจเป็นกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมแตกต่างกันไป แต่ประเทศเหล่านี้ล้วนมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง ท่ามกลางวิวัฒนาการของโลกเศรษฐกิจไร้พรมแดนและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงส่งผลให้กลุ่ม BIMST-EC หันหน้ามาร่วมมือกันและพยายามขจัดปัญหาและอุปสรรคต่างๆระหว่างกันอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศสมาชิกทั้งหมดได้แสดงศักยภาพร่วมกันอย่างเต็มที่ อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในที่สุด

จุดเด่น BIMST-EC : พลังประชาชน-เศรษฐกิจ-การเมือง

1. ตลาดขนาดใหญ่ 1,400 ล้านคน

กลุ่ม BIMST-EC จัดเป็นตลาดขนาดใหญ่มีประชากรรวมกันเกือบ 1,400 ล้านคน เนื่องจาก BIMST-EC ผนวกประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ได้แก่ อินเดีย เข้าเป็นสมาชิกด้วย ปัจจุบันอินเดียมีพลเมืองประมาณ 1,065 ล้านคน นับเป็นอันดับ 2 รองจากจีน นอกจากนี้ สมาชิก BIMST-EC ที่มีประชากรมากเป็นอันดับถัดไป ได้แก่ บังคลาเทศ จำนวนพลเมือง 141 ล้านคน ส่วนประเทศสมาชิก BIMST-EC ที่มีประชากรน้อยที่สุด ได้แก่ ภูฎาน จำนวน 2 ล้านคน

กลุ่ม BIMST-EC นับเป็นตลาดการค้าใหม่และเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่กำลังอยู่ในความสนใจของบรรดานักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียใต้ ประกอบด้วยชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อสูงประมาณ 200-300 ล้านคน ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น บังคลาเทศ ศรีลังกา เนปาล เป็นตลาดที่สามารถพัฒนาศักยภาพได้ในไม่ช้านี้ เพราะพลเมืองต่างมีความต้องการสินค้าสูง แต่เนื่องจากเศรษฐกิจกำลังอยู่ในขั้นตอนปรับปรุงและกำลังพัฒนาอย่างแข็งขัน ดังนั้น ความร่วมมือภายใต้กรอบ BIMST-EC จะเป็นตัวจักรอีกแรงหนึ่งที่จะช่วยให้ประชาชนมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีกำลังซื้อสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีแก่การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนเพื่อสนองความต้องการได้อย่างเต็มที่ในอนาคต

2. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ประเทศสมาชิก BIMST-EC ส่วนใหญ่มีภาวะเศรษฐกิจที่กระเตื้องดีขึ้นเป็นลำดับ และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในปี 2547 ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม BIMST-EC จะอยู่ในระดับเฉลี่ยประมาณ 4-6% ในปีนี้ โดยอินเดียเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในกลุ่มนี้ คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตราประมาณ 7% ขณะที่ประเทศไทยและศรีลังกา คาดว่าจะมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับประมาณ 6% ในปี 2547

ยิ่งไปกว่านั้น ภูฎาน ซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็กที่สุดในกลุ่ม BIMST-EC ก็มีสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสดใสไม่แพ้กัน โดยมีอัตราการเติบโตประมาณ 7% ในปีนี้ ขณะที่บังคลาเทศมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจประมาณ 5.8% สำหรับเศรษฐกิจของประเทศเนปาลและพม่า คาดว่าจะเติบโตในอัตราใกล้เคียงกันประมาณ 4% ในปี 2547
สำหรับแนวโน้มในปี 2548 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของกลุ่ม BIMST-EC จะสามารถรักษาอัตราเติบโตในระดับเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 4% โดยมีประเทศแนวหน้าของกลุ่ม BIMST-EC ได้แก่ อินเดีย ศรีลังกา ประเทศไทย และบังคลาเทศ จะมีอัตราการการขยายตัวของ GDP โดยเฉลี่ยประมาณ 6% ในปีหน้า

3. ชัยภูมิกลุ่มประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศและทำเลที่ตั้งของประเทศสมาชิก BIMST-EC ส่วนใหญ่ ได้แก่ อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ พม่า และประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ล้อมรอบอ่าวเบงกอลและชายฝั่งทะเลอันดามัน นับเป็นความได้เปรียบของกลุ่ม BIMST-EC ในการร่วมมือกันพัฒนาศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลบริเวณเมืองท่าต่างๆ เพื่อเชื่อมเส้นทางคมนาคมทางเรือระหว่างเอเชียกับยุโรปให้คล่องตัวยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันประเทศสมาชิก BIMST-EC ที่ไม่มีทางออกทะเล ได้แก่ ภูฎาน และเนปาล จะสามารถอาศัยประเทศสมาชิกอื่นๆ เป็นเส้นทางผ่านออกสู่ทะเลได้สะดวกขึ้น

นอกจากนี้ กลุ่ม BIMST-EC มีโครงการปรับปรุงถนนข้ามประเทศ ที่เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมทางบกระหว่างประเทศไทย ผ่านพม่าไปยังอินเดียและบังคลาเทศ เมื่อผนวกกับโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายของพม่า จะส่งผลดีแก่ประเทศไทยในการเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศอีกช่องทางหนึ่ง โดยอาศัยท่าเรือน้ำลึกทวายของพม่า รวมทั้งสามารถเชื่อมต่อกับเส้นทางถนนเข้าสู่อินเดียและบังคลาเทศได้ด้วย

โครงการพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางทะเล และทางบก รวมทั้งการเปิดเสรีน่านฟ้าภายในกลุ่ม BIMST-EC จะช่วยให้การเดินทางติดต่อระหว่างกันสะดวกรวดเร็วและมีทางเลือกใหม่ๆ ที่หลากหลาย ทำให้การท่องเที่ยวของ BIMST-EC ได้รับผลพลอยได้ตามไปด้วย เพราะจะจูงใจให้ประชาชนในกลุ่ม BIMST-EC เดินทางท่องเที่ยวภายในกลุ่มเดียวกันมากขึ้น และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวนอกกลุ่มให้สนใจเดินทางมาเที่ยวชมอารยธรรมเก่าแก่ในดินแดนแห่งนี้เช่นกัน

4. การเมืองสงบ

ประเทศเอเชียใต้ที่เคยประสบความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศ และเคยเกิดกรณีขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะนี้บรรยากาศทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียใต้เริ่มกลับสู่ความสงบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการเจรจาหยุดยิงระหว่างรัฐบาลศรีลังกากับกลุ่มกบฎพยัคฆ์ทมิฬที่เป็นชนกลุ่มน้อย เหตุการณ์จลาจลภายในประเทศเนปาลที่คลี่คลายลง การเจรจาปรองดองระหว่างอินเดียกับปากีสถาน เป็นต้น สถานการณ์การเมืองที่คลายความตึงเครียดลงเป็นลำดับ ส่งผลให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ หันมามุ่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเต็มที่ ส่งผลดีต่อบรรยากาศการค้า การลงทุน รวมทั้งการท่องเที่ยวของประเทศเหล่านี้ ขณะเดียวกันก็ช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้กรอบ BIMST-EC ให้คืบหน้าตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

ไทย & BIMST-EC : แนวโน้มการค้า-ท่องเที่ยวเฟื่องฟู

– การค้าไทย – BIMST-EC
นับตั้งแต่แนวคิดความร่วมมือ BIMST-EC ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2540 และพัฒนาสู่กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ บังกลาเทศ-อินเดีย-พม่า-ศรีลังกา-ไทย-เนปาล-ภูฎาน ได้สร้างโอกาสทางการค้าระหว่างกัน ซึ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยมีรูปแบบการค้าที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด สรุปประเด็นการค้าที่น่าสนใจ ดังนี้

– การค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศสมาชิก BIMST-EC กระจุกตัวอยู่เพียง 2 ประเทศหลัก คือ อินเดียและพม่า ครองสัดส่วนถึงร้อยละ 85 ของมูลค่าการค้าทั้งหมดระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มประเทศสมาชิก BIMST-EC

– อินเดียเป็นประเทศสมาชิก BIMST-EC ที่ไทยส่งสินค้าออกไปขายมากเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากเศรษฐกิจที่เข้มแข็งของอินเดีย ประกอบกับอินเดียเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อสูงสุดในกลุ่มนี้

– พม่าเป็นประเทศที่ไทยนำสินค้าเข้าสูงที่สุด การนำเข้าสินค้าจากพม่าได้รับอานิสงส์จากความต้องการพลังงานเชื้อเพลิงของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากพม่า ประกอบกับการเปิดจุดผ่านแดนระหว่างไทยกับพม่า ส่งเสริมให้มีการค้าขายระหว่างกันมากขึ้น

– ไทยขาดดุลการค้า BIMST-EC ในช่วงต้นของการพัฒนากรอบความร่วมมือ BIMST-EC ระหว่างปี 2540-2543 ประเทศไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับกลุ่ม BIMST-EC หลังจากนั้นประเทศไทยกลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้ากับกลุ่มนี้นับตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากพม่าเป็นสำคัญ

– บังคลาเทศ ศรีลังกา เนปาล และภูฎาน แม้ว่าการค้าระหว่างไทยกับประเทศทั้ง 4 มีสัดส่วนการค้ารวมกันประมาณร้อยละ 15 ของมูลค่าการค้าทั้งหมดที่ประเทศไทยค้าขายกับกลุ่ม BIMST-EC แต่ประเทศดังกล่าวเป็นกลุ่มคู่ค้าที่ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด

เมื่อพิจารณาตัวเลขการค้าโดยรวม พบว่านับตั้งแต่การจัดตั้งกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจ BIMST-EC การค้าระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มประเทศสมาชิกมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นรวดเร็ว โดยในช่วงระหว่างปี 2540-2546 มูลค่าการค้ารวมทั้งหมด (ส่งออก+นำเข้า) ระหว่างประเทศไทยกับกลุ่ม BIMST-EC เพิ่มขึ้นราวเท่าตัวจากมูลค่า 1,751 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2540 เป็น 3,348 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2546 อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความต้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นของไทย ส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าจากกลุ่ม BIMST-EC พุ่งขึ้นจาก 728 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2540 เป็น 1,810 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2546

ขณะที่การส่งออกของไทยไปกลุ่ม BIMST-EC ขยายตัวในอัตราเชื่องช้ากว่าการนำเข้า โดยมีมูลค่าส่งออก 1,538 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2546 เทียบกับมูลค่า 1,024 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2540 ทำให้ไทยเปลี่ยนสถานะจากที่เคยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับกลุ่ม BIMST-EC ประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเมื่อปี 2540 กลายเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับประเทศกลุ่มนี้ เป็นมูลค่า 272 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2546

สำหรับในช่วงครึ่งปีแรก 2547 ปริมาณการค้ารวมระหว่างประเทศไทยกับกลุ่ม BIMST-EC มีมูลค่า 2,173 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พุ่งขึ้น 77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2546 ประเทศไทยส่งออกไปยังกลุ่ม BIMST-EC เป็นมูลค่า 1,010 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 38% และนำเข้าจากประเทศสมาชิก BIMST-EC เป็นมูลค่า 1,163 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวสูงถึง 134% ประเทศไทยขาดดุลการค้ากับกลุ่ม BIMST-EC ประมาณ 153 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สินค้าหลักที่ประเทศไทยส่งออกไปกลุ่มประเทศสมาชิก BIMST-EC ได้แก่ เม็ดพลาสติก ผ้าผืน เครื่องคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น ขณะเดียวกันประเทศไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติ สินค้าอัญมณี เหล็กและเหล็กกล้า สินแร่โลหะอื่นๆ และเคมีภัณฑ์ จากกลุ่มประเทศสมาชิกดังกล่าว

เป็นที่น่าสังเกตว่า การค้าระหว่างกันภายในกลุ่มประเทศสมาชิก ยังมีโอกาสพัฒนาไปอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการลดและยกเลิกภาษีระหว่างกันเริ่มต้นดำเนินการ รวมทั้งการจัดทำ Business Travel Card เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของนักธุรกิจ รวมถึงการเจรจาด้านการค้าบริการและการลงทุน สามารถมีผลบังคับใช้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ย่อมก่อให้เกิดผลดีแก่ประเทศสมาชิกโดยทั่วกัน

– ท่องเที่ยวไทย – BIMST-EC

ความโดดเด่นของกลุ่มประเทศสมาชิก BIMST-EC อีกประการหนึ่ง ได้แก่ การเป็นประเทศที่มีมรดกตกทอดทางด้านอารยธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนาน ผลักดันสู่แผนการตลาดและประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวด้านโบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ระหว่างประเทศสมาชิก รวมทั้งการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้าสู่ภูมิภาคนี้มากขึ้น

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินผลดีต่อการท่องเที่ยวของไทย ภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ BIMST-EC ซึ่งรณรงค์ส่งเสริมให้ปี 2547-2548 เป็น “ปีแห่งการท่องเที่ยว BIMST-EC” สรุปได้ดังนี้

– อินเดียครองแชมป์นักท่องเที่ยวกลุ่ม BIMST-EC ที่เดินทางมาเมืองไทยมากที่สุด ในช่วงระหว่างปี 2540-2546 นักท่องเที่ยวจากกลุ่ม BIMST-EC เดินทางมาเมืองไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากจำนวน 238,126 คนในปี 2540 เป็น 391,922 คนในปี 2546 สร้างรายได้แก่ประเทศไทยปีละกว่า 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา โดยจำนวนนักท่องเที่ยวดังกล่าวเกินกว่าครึ่งหนึ่งเป็นชาวอินเดีย

– พม่า … จุดหมายปลายทางหลักนักท่องเที่ยวไทย ด้วยอานิสงส์ของความใกล้ชิด ทั้งด้านการคมนาคมและความผูกพันทางประวัติศาสตร์ ทำให้ในแต่ละปีมีชาวไทยเดินทางไปเยือนพม่าอย่างไม่ขาดสาย และเป็นประเทศในกลุ่ม BIMST-EC ที่นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเยือนมากที่สุด โดยอินเดียเป็นเป้าหมายการท่องเที่ยวอันดับสองในกลุ่ม BIMST-EC ของชาวไทย ทั้งนี้ นักเดินทางชาวไทยไปเยือนกลุ่มประเทศสมาชิก BIMST-EC ในระหว่างปี 2540-2546 เพิ่มขึ้นจาก 43,104 คนในปี 2540 เป็น 59,527 คนในปี 2546

– ปีการท่องเที่ยว BIMST-EC กระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวระหว่างกัน ในช่วงไตรมาสแรกของปีการท่องเที่ยว BIMST-EC (มกราคม-มีนาคม 2547) นักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศสมาชิก BIMST-EC เดินทางมาเมืองไทยเกือบ 100,000 คน นำเงินตราต่างประเทศสู่ประเทศไทยประมาณ 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งหากยังคงรักษาอัตราเพิ่มในระดับดังกล่าวต่อไป คาดว่าในปี 2547 จะมีนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศสมาชิก BIMST-EC มาเยือนไทยมากกว่า 400,000 คน สร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเยือนประเทศสมาชิก BIMST-EC จำนวน 22,952 คนในไตรมาสแรก 2547 เพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัวเมื่อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยว 11,396 คนในช่วงเดียวกันของปี 2546 ทั้งนี้ โครงการรณรงค์การท่องเที่ยว BIMST-EC ที่ขยายเวลาออกไปอีก 1 ปี น่าจะสร้างบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกันให้คึกคักยิ่งขึ้น

การที่ 7 ประเทศสมาชิกมีความมุ่งหวังและร่วมกันผลักดันให้กรอบความร่วมมือเศรษฐกิจ BIMST-EC เป็นรูปธรรมอย่างเด่นชัดขึ้น เพื่อผลประโยชน์และโอกาสทางการค้า การบริการและการลงทุน ตลอดจนการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจของแต่ละประเทศสมาชิก ด้วยการหยิบยกข้อดีและจุดเด่นของแต่ละประเทศมาเป็นพลังสำคัญในการฝ่าฟันอุปสรรคและขับเคลื่อนไปสู่จุดหมายร่วมกัน นับเป็นจุดแข็งของ BIMST-EC ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียโดยรวม เนื่องจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจ BIMST-EC สามารถพัฒนาไปสู่กรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคด้วยการเชื่อมโยงกับความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและกลุ่มอาเซียน โดยอาศัยประเทศพม่าและประเทศไทยเป็นตัวกลางประสานความร่วมมืออย่างสอดคล้องกัน ซึ่งจะส่งเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคเอเชีย และสร้างพลังต่อรองกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจชาติตะวันตกอย่างเท่าเทียมกัน