เมื่อวันศุกร์ที่ 6 ส.ค. 2547 ที่ผ่านมา การเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Non-farm Payroll) ประจำเดือน ก.ค. ของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเพียง 32,000 ตำแหน่ง ประกอบกับ การลดลงของตัวเลขทบทวนใหม่ประจำเดือน พ.ค. และ มิ.ย. จากเดิมเพิ่มขึ้น 235,000 และ 112,000 ตำแหน่ง มาเป็นการเพิ่มขึ้น 208,000 และ 78,000 ตำแหน่ง ตามลำดับ นั้น ได้สร้างความผิดหวังให้กับตลาด รวมถึงสะท้อนภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ไม่ได้มีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่งเท่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ดังนั้น การตอบสนองของตลาดเงินตลาดทุนจึงไม่ค่อยจะสดใสนัก โดยเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า ดัชนีดาวโจนส์ และแนสแดค ปิดตลาดลดลงในวันที่ 6 ส.ค. ประมาณ 147.70 และ 44.74 จุด ตามลำดับ, ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง 1.07% เมื่อเทียบกับเงินเยน และอ่อนค่าลง 1.76% เมื่อเทียบกับเงินยูโร ในขณะที่อัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตร ประเภทอายุ 2 และ 10 ปี (U.S. Treasury yields) ขยับลดลง 28 และ 18 จุด ตามลำดับ
ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ไม่ได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเท่าที่คาด อาจมีผลต่อการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งในวันที่ 10 ส.ค. 2547 นี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee: FOMC) มีกำหนดจะประชุมกันเพื่อพิจารณาทิศทางนโยบายการเงิน หลังจากที่เฟดได้ตัดสินใจปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย Fed Funds 0.25% ไปแล้วในการประชุม FOMC รอบวันที่ 29-30 มิ.ย. ที่ผ่านมา
สำหรับผลการประชุม FOMC รอบวันที่ 10 ส.ค. 2547 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ (creditability) ในการดำเนินนโยบายการเงิน รวมทั้งเพื่อป้องกันความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุน เฟดน่าจะยังคงพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds อีก 0.25% แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ไม่ค่อยจะสดใสนัก ในขณะที่ เฟดอาจจะมีการส่งสัญญาณถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่มีความระมัดระวังมากขึ้นในการประชุม FOMC 3 รอบที่เหลือในปีนี้ ไว้ในแถลงการณ์ที่จะเปิดเผยออกมาด้วย ทั้งนี้ ปัจจัยแวดล้อมประกอบการประเมินข้างต้น สามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้ :-
– ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แม้ว่าอาจจะไม่สดใสมาก แต่ก็ยังคงมีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญๆ หลายตัว จะบ่งชี้ถึงการปรับตัวที่ไม่ค่อยจะร้อนแรงนัก ไม่ว่าจะเป็น ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่เติบโต 3.0% (q-o-q annualized) ในไตรมาส 2/2547 เมื่อเทียบกับ 4.5% ในไตรมาส 1/2547, ยอดค้าปลีกในเดือน มิ.ย. ที่หดตัว 1.1% (m-o-m), ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัว 0.3% (m-o-m) และอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ลดลงมาเป็น 77.2 ในเดือน มิ.ย. รวมทั้งล่าสุดตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรที่เพิ่มขึ้นเพียง 32,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ค.
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาอัตราการเติบโตของ GDP ที่เกือบเข้าใกล้ระดับ 5.0% (y-o-y) ในช่วงครึ่งแรกของปี (GDP เติบโต 5.0% และ 4.8% (y-o-y) ในไตรมาส 1 และ 2 ของปีนี้), การที่ดัชนีชี้ภาวะอุตสาหกรรม และดัชนีภาคการบริการ ที่สำรวจโดยสถาบัน ISM (Institute for Supply Management) กลับมาเพิ่มขึ้นและยืนเหนือระดับ 60 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะขยายตัวในเดือน ก.ค., ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังคงเพิ่มขึ้นในเดือน ก.ค., อัตราการว่างงานที่ลดลงมาเป็น 5.5% ในเดือน ก.ค. รวมทั้งการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 177,000 ตำแหน่งต่อเดือนในช่วง 7 เดือนแรก เมื่อเทียบกับที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 60,000 ตำแหน่งต่อเดือนในช่วงไตรมาส 4/2546 ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมีความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ น่าจะมีอัตราการเติบโตของ GDP อยู่เหนือระดับ 4.0% (y-o-y) ได้ในปีนี้ เมื่อเทียบกับที่เติบโต 3.1% ในปีก่อน ซึ่งการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปดังกล่าว ก็น่าจะยังคงเพียงพอที่จะสนับสนุนการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่มีความเข้มงวดมากขึ้นของเฟดในระยะต่อไปได้ในระดับหนึ่ง
– อัตราเงินเฟ้อ ที่คาดว่าจะยังอยู่ภายใต้การควบคุม แม้ว่าจะมีความเสี่ยงของการเร่งตัวขึ้นจากความกังวลต่อการเกิดการก่อการร้าย เมื่อพิจารณาสถานการณ์อัตราเงินเฟ้อล่าสุดจากดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core Consumer Price Index) ที่อยู่ที่ 1.9% (y-o-y) ในเดือน มิ.ย. และดัชนีราคาการใช้จ่ายผู้บริโภคพื้นฐาน (Core Personal Consumption Expenditure Price Index) ที่ 1.5% (y-o-y) ในเดือน มิ.ย. สะท้อนภาพว่า แรงกดดันทางด้านอัตราเงินเฟ้อยังคงมีไม่มากนัก
นอกจากนี้ การที่อัตราเงินเฟ้อยังคงมีระดับที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ในปัจจุบัน ซึ่งบ่งชี้ถึงอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ยังคงมีค่าติดลบ ก็คาดว่าจะทำให้ความเสี่ยงของการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก 0.25% ของเฟดในการประชุม FOMC รอบวันที่ 10 ส.ค. นี้ และแนวโน้มการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในอนาคต ยังมีค่อนข้างจำกัด และแม้ว่าความต้องการใช้พลังงานที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว รวมทั้งความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ อาจทำให้แรงกดดันทางด้านอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงถัดไป แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยก็ประเมินว่า ค่าเฉลี่ยทั้งปี 2547 ของ Core CPI ของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะมีระดับไม่เกิน 2.5% (y-o-y) ก็น่าที่จะยังคงสนับสนุนการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยแบบตึงตัวมากขึ้นของเฟดในระยะต่อไปด้วยเช่นกัน
– ความพยายามในการรักษาเสถียรภาพของตลาดเงินตลาดทุน ตลอดจนความน่าเชื่อถือของการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ภายหลังถ้อยแถลงของประธานเฟดต่อหน้าวุฒิสภาเมื่อกลางเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ตลาดเงินตลาดทุนก็ได้มีการปรับตัวตอบสนองการคาดการณ์การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย Fed Funds อีก 0.25% ในการประชุม FOMC วันที่ 10 ส.ค. ไปแล้วล่วงหน้า และแม้ว่าล่าสุดตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือน ก.ค. จะออกมาค่อนข้างน่าผิดหวัง แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็ยังคงคาดว่าเฟดน่าจะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในวันที่ 10 ส.ค. ตามที่คาดไว้ เพื่อป้องกันความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุน รวมทั้งเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือในการดำเนินนโยบายของตน ในขณะที่ เฟดอาจจะมีการส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่มีความระมัดระวังมากขึ้นในการประชุม FOMC 3 รอบที่เหลือของปีนี้ (21 ก.ย., 10 พ.ย. และ 14 ธ.ค.) ทั้งนี้ ล่าสุดในวันที่ 6 ส.ค. Fed Fund Futures คาดว่าอัตราดอกเบี้ย Fed Funds อาจเพิ่มขึ้นเป็น 1.75% ณ ปลายปี 2547 จากเดิมคาดไว้ที่ 2.0-2.25% เทียบกับ 1.25% ในปัจจุบัน
เหตุผลที่คาดว่าเฟดน่าจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ขึ้นอีก 0.25% ในการประชุม FOMC รอบวันที่ 10 สิงหาคม 2547 ได้แก่ :-
– แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่เปิดเผยออกมาจะค่อนข้างน่าผิดหวัง แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรวมก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยเศรษฐกิจขยายตัว 4.9% (y-o-y) ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้
– ความเสี่ยงของการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ขึ้นอีก 0.25% ยังมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันยังสูงกว่าอัตราดอกเบี้ย ซึ่งบ่งชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงมีค่าติดลบ
– ถ้อยแถลงของประธานเฟดครั้งหลังสุดต่อหน้าวุฒิสภาเมื่อกลางเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ยังคงเชื่อมั่นต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยมองว่าการปรับตัวของตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2/2547 น่าจะเป็นการชะลอตัวลงชั่วคราวเท่านั้น
โดยสรุปแล้ว แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือน ก.ค. ที่เพิ่มขึ้นเพียง 32,000 ตำแหน่ง จะสร้างความผิดหวังให้กับตลาดเงินตลาดทุน แต่แนวโน้มการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญๆ หลายตัว ประกอบกับ แรงกดดันทางด้านอัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่น่าเป็นกังวลนัก แม้ว่าอาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงทางด้านการก่อการร้าย ก็ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในการประชุม FOMC รอบวันที่ 10 ส.ค. 2547 นี้ เฟดน่าจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ขึ้นอีก 0.25% พร้อมทั้งอาจมีการระบุถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่มีความระมัดระวังมากขึ้นในการประชุม FOMC 3 รอบที่เหลือในปีนี้ ไว้ในแถลงการณ์ที่จะมีการเปิดเผยออกมาด้วย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า อัตราดอกเบี้ย Fed Funds น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.75-2.0% ณ ปลายปี 2547 เทียบกับที่อยู่ที่ 1.25% ในปัจจุบัน ซึ่งระดับความเข้มงวดของการดำเนินนโยบายยังคงต้องให้น้ำหนักกับการปรับตัวของตัวเลขเศรษฐกิจในระยะต่อไปเป็นสำคัญ
สำหรับผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยของไทยในกรณีที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุม FOMC วันที่ 10 ส.ค. ตามที่คาดนั้น คาดว่าจะทำให้ตลาดเงินตลาดทุนของไทยมีความคาดหวังมากขึ้นต่อการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของทางการไทย ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงินของทางการไทยมีกำหนดจะประชุมกันในวันที่ 25 ส.ค. นี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณา (1) แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี อันเป็นผลจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้แก่ การระบาดของโรคไข้หวัดนกรอบใหม่ สถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ที่ยังคงยืดเยื้อ และแนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน (2) อัตราเงินเฟ้อของไทยที่มีแนวโน้มอยู่ภายในกรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ (3) ภาวะสภาพคล่องที่ยังมีเหลืออยู่ในระดับที่มากพอสำหรับรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในปีนี้
รวมทั้ง (4) การปรับตัวของค่าเงินบาทที่ยังคงมีทิศทางสอดคล้องกับค่าเงินเยน สะท้อนถึง ฐานะดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศสุทธิที่ยังไม่ถูกกระทบมากนัก แม้ว่าเฟดจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาเป็น 1.25% เท่ากับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย เมื่อปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา (ค่าความสัมพันธ์-Correlation ระหว่างเงินบาทและเงินเยน อยู่ที่ประมาณ 90% ในช่วงเดือน ก.ค. ถึงต้น ส.ค.)
ตลอดจน (5) แนวโน้มการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่ไม่น่าจะมีระดับความเข้มงวดที่รวดเร็วและรุนแรงนัก ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ทางการไทยยังคงมีความยืดหยุ่นที่จะยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ได้ระยะหนึ่ง แม้ว่าในที่สุดแล้ว แรงกดดันต่างๆ อาจจะทำให้ต้องพิจารณาปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้นในอนาคตก็ตาม