ฮอนด้า ชูจุดแข็งรถครอบครัวฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ด้วยการพัฒนา “เวฟ 110 ไอ”

ฮอนด้าเร่งเครื่องเดินหน้าฝ่าสภาวะเศรษฐกิจตึงตัว พร้อมตอกย้ำศักยภาพผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทยต่อเนื่องถึงสองทศวรรษ โดยชูจุดแข็งด้านรถครอบครัว จากการพัฒนารุ่นใหม่ล่าสุด “เวฟ 110 ไอ” เพื่อสร้างอรรถประโยชน์สูงสุดให้ผู้บริโภค ซึ่งการพัฒนาในครั้งนี้มุ่งเน้นยกระดับสู่มาตรฐานใหม่ของรถแบบครอบครัว ด้วยแนวคิดการออกแบบคือ Precious Commuter หรือรถที่มากคุณค่า รวมทั้งมีภาพลักษณ์ล้ำสมัยสไตล์โมเดิร์น คับ (Modern Cub) และที่สำคัญได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI ที่ให้ทั้งสมรรถนะและความประหยัดเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่เสริมภาพลักษณ์โดดเด่น ตลอดจนสร้างการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย จากการใช้พรีเซ็นเตอร์สุดยอดความนิยม “แดน – วรเวช ดานุวงศ์” โดยรถรุ่นนี้มีให้เลือกมากถึง 3 เวอร์ชั่น ในลวดลายสีสัน 8 แบบสี ด้วยราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 34,000 บาท และวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. นี้ พร้อมตั้งเป้าหมายการจำหน่าย 4 แสนคันต่อปี

มร.เซนจิโร่ ซากุราอิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า สภาพตลาดรถจักรยานยนต์ในปี 2551 ที่ผ่านมา มียอดจดทะเบียนโดยรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,703,000 คัน ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 6.5% และในจำนวนนี้เป็นยอดจดทะเบียนของฮอนด้า 1,151,000 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 67.5% ส่งผลให้ฮอนด้ายังคงครองความเป็นผู้นำตลาด และที่สำคัญเป็นการครองความเป็นผู้นำติดต่อกันถึง 20 ปี นอกจากนั้นแล้วในสัดส่วนของตลาดรถแบบครอบครัว นับเป็นตลาดที่ฮอนด้ามีศักยภาพสูงเป็นอย่างมาก ด้วยยอดจดทะเบียนทั้งสิ้นประมาณ 777,000 คัน หรือเทียบเท่าอัตราครองตลาดมากถึง 90%

ส่วนสภาพตลาดในปี 2552 นี้ คาดการณ์ว่าพฤติกรรมการบริโภคจะมีการไตร่ตรองสูงมากยิ่งขึ้น เพื่อมุ่งเน้นในสิ่งที่ก่อให้เกิดอรรถประโยชน์สูงสุด ดังนั้นรถจักรยานยนต์แบบครอบครัวที่มีคุณสมบัติเด่นด้าน “ความไว้วางใจ” , “ความประหยัด” และ “ให้ประโยชน์ด้านการใช้งาน” นั้น จะสามารถตอบสนองตรงกับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นโอกาสสำหรับฮอนด้าที่จะชูศักยภาพที่แข็งแกร่งในด้านรถครอบครัว โดยล่าสุดนี้ทางฮอนด้าได้พัฒนารถครอบครัวรุ่นใหม่ล่าสุด คือ “เวฟ 110 ไอ” ทั้งนี้เพื่อยกระดับให้เป็นมาตรฐานใหม่ของรถแบบครอบครัว รวมทั้งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูงสำหรับการแข่งขันในสภาพปัจจุบัน

สำหรับฮอนด้า เวฟ 110 ไอ ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องจากรถแบบคับ (Cub) ตระกูล เวฟ ซึ่งเป็นรถแบบครอบครัวที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทยนับตั้งแต่เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา และในปัจจุบันมียอดจำหน่ายสะสมมากถึงกว่า 7.4 ล้านคัน โดยการพัฒนาใหม่ในครั้งนี้มีแนวคิดการออกแบบคือ Precious Commuter หรือการพัฒนาให้เป็นรถที่มากคุณค่า และในด้านรายละเอียดของการพัฒนานั้น มุ่งเน้นทั้งในด้านรูปลักษณ์โฉมใหม่ที่มีความล้ำสมัยในสไตล์โมเดิร์น คับ (Modern Cub) รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์ และติดตั้งเทคโนโลยีล่าสุดของระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI (Programmed Fuel Injection) ที่ให้สมรรถนะสูง ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ตลอดจนให้ไอเสียสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยด้านภาพลักษณ์ของฮอนด้า เวฟ 110 ไอ มีรูปแบบเป็นรถครอบครัวโฉมใหม่ตลอดคันด้วยรูปทรง Athletic Form ที่เน้นโครงสร้างของตัวรถให้มีความโค้งมนดังกล้ามเนื้อนักกรีฑาที่ทรงพลังและแข็งแกร่ง ในขณะที่รูปลักษณ์ปราดเปรียวกะทัดรัด ทำให้ขับขี่ได้คล่องตัว สำหรับการออกแบบในส่วนของด้านหน้านั้น โดดเด่นด้วยชุดไฟหน้าที่เป็นชุดเดียวกับไฟเลี้ยวสไตล์ล้ำยุค (Multi-Reflector Headlight) และเพิ่มความคมเข้มด้วย Crystal Eye Line สีส้ม เพื่อขับเน้นให้แสงไฟสว่างมากขึ้น ส่วนบังลมเป็นโฉมใหม่ (Renew Athletics Shield) ที่ปฏิวัติรูปลักษณ์จากสไตล์เดิมของรถครอบครัว ด้วยการออกแบบเป็นสามมิติ ซึ่งด้านนอกโค้งรับกับกระจังหน้าและมีลักษณะคล้ายท่าการพุ่งทะยานจากจุดสตาร์ทของนักกรีฑา ในขณะด้านในออกแบบให้มีโครงสร้างเต็มเข้าชุดกับคอนโซลหน้าสไตล์ล้ำสมัย ที่มีคุณสมบัติเด่นทั้งการกันน้ำและกันลม เหมาะสมกับทุกสภาวะการขับขี่

ส่วนทางด้านเรือนไมล์มีขนาดใหญ่ (Wide Sporty Meter) ออกแบบให้มีรูปลักษณ์สปอร์ตสวยงาม พร้อมไฟสัญญาณต่างๆ ครบชุด รวมถึงไฟแสดงความพร้อมของระบบหัวฉีดที่จะปรากฏขึ้นทันทีหลังจากบิดกุญแจสตาร์ท ในขณะช่องเสียบกุญแจสตาร์ทเป็นระบบใหม่ล่าสุด (Glow Key Shutter) ซึ่งเป็นระบบนิรภัยสองชั้นที่มีม่านปิดอัตโนมัติทันทีที่ดึงกุญแจออกหลังจากล็อคคอรถเรียบร้อยแล้ว พร้อมเพิ่มความสะดวกด้วยพรายน้ำเรืองแสง ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนในเวลากลางคืน

รูปทรงด้านท้ายโดดเด่นด้วยเบาะนั่งแนวสปอร์ตและโค้งรับกับสรีระ ทำให้นั่งได้สบาย พร้อมกล่องเก็บของอเนกประสงค์ใต้เบาะนั่ง (U-Box) ที่เก็บสัมภาระได้หลากหลาย , ไฟท้ายแบบ Sprint Tail Light รูปทรงเรียวบาง ให้แสงสว่างชัดเจนด้วยโคมไฟใหญ่ตัดเข้าชุดกับคิ้วสีดำดีไซน์โฉบเฉี่ยว ซึ่งรับกับมือจับท้ายแนวเท่ที่กระชับมือ , Side Cover มีรูปทรงปราดเปรียวด้วยสเกิร์ต (Skirt) สีดำเข้มทั้งด้านซ้ายและขวา เป็นแนวเดียวกับรถยนต์แบบสปอร์ต , ระบบกันสะเทือนเป็นแบบโช้คคู่รองรับน้ำหนักได้อย่างมั่นคง , ที่บังโซ่ (Chain Cover) เป็นแบบเต็มสวยงาม , ท่อไอเสียทรงรีขนาดกะทัดรัด (New Standard Muffler) รวมทั้งให้ความปลอดภัยด้วยการติดตั้งเหล็กกันความร้อนจากเครื่องยนต์ และที่สำคัญยังสตาร์ทง่าย เบาแรง ด้วยระบบสตาร์ทที่ไม่ใช้โช้คน้ำมัน พร้อมกลไกลดกำลังอัด

ในส่วนด้านเครื่องยนต์นั้น เป็นเครื่องยนต์ใหม่แบบ 4 จังหวะ ขนาด 110 ซีซี ระบบเกียร์วน 4 ระดับ และระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI ส่งผลให้มีสมรรถนะการขับขี่เพิ่มมากขึ้นถึง 25% และประหยัดน้ำมันมากขึ้น 18% เมื่อเปรียบเทียบกับฮอนด้า เวฟ รุ่นยอดนิยมในปัจจุบัน คือ เวฟ 100 (ทดสอบตามมาตรฐาน ECE 40 MODE) รวมทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยให้ค่าไอเสียสะอาดผ่านมาตรฐานควบคุมไอเสียระดับ 6 และที่สำคัญให้ความประหยัดมากยิ่งขึ้นด้วยการรองรับการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ E20

ทั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมภาพลักษณ์ให้รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ 110 ไอ มีภาพลักษณ์โดดเด่นเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง จึงมีการใช้พรีเซ็นเตอร์ในการประชาสัมพันธ์รถรุ่นนี้ผ่านทางสื่อโฆษณาต่างๆ โดยพรีเซ็นเตอร์คือศิลปินนักร้องนักแสดงยอดนิยม “แดน – วรเวช ดานุวงศ์”

สำหรับฮอนด้า เวฟ 110 ไอ มีให้เลือกทั้งหมด 3 เวอร์ชั่น ด้วยลวดลายสีสันรวมทั้งสิ้น 8 แบบสี ได้แก่ แบบล้อซี่ลวด-ดิสก์เบรกหน้า-สตาร์ทมือ มีสีสัน 2 แบบ คือ ขาว-เทา และ แดง-เทา, แบบล้อซี่ลวด-ดิสก์เบรกหน้า-สตาร์ทเท้า มีสีสัน 4 แบบ คือ น้ำเงิน-เทา, ฟ้า-เทา , แดง-เทา และ ดำ-แดง และแบบล้อซี่ลวด-ดรัมเบรก-สตาร์ทเท้า มีสีสัน 2 แบบ คือ น้ำเงิน-ดำ และน้ำตาล-ดำ

นอกจากนั้นแล้ว เพื่อรองรับกลุ่มผู้บริโภคที่นิยมการแต่งรถในรูปแบบสวยงาม ทางฮอนด้ายังได้จัดเตรียมอุปกรณ์ตกแต่งอย่างหลากหลาย (C-parts) สำหรับการนำไปตกแต่งให้สอดคล้องและตรงกับรสนิยม รวมทั้งจัดเตรียมผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายแนวแฟชั่น (Collection) เพื่อการสะสมหรือสวมใส่ให้เข้าชุดกับการขับขี่รถรุ่นนี้

ฮอนด้า เวฟ 110 ไอ จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. นี้ โดยมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 34,000 บาท และกำหนดเป้าหมายการจำหน่ายทั้งสิ้น 4 แสนคันต่อปี