เคยสังเกตไหมว่า ร้านโชห่วยสมัยก่อนหายไปไหน? ร้านกาแฟธรรมดาทำไมเหลือน้อยลง? ร้านเปลี่ยนยางเล็กๆ ยังอยู่ไหม? คำตอบคือ “ถูกดิสรัปต์ด้วยมาตรฐาน” – และวันนี้ WASH เตรียมทำแบบเดียวกันกับธุรกิจร้านสะดวกซัก
ทำซ้ำสูตรสำเร็จ 7-Eleven สู่วงการร้านสะดวกซัก
ธุรกิจร้านสะดวกซักในไทยมีมูลค่าตลาดกว่า 10,000 ล้านบาท มีสาขารวมกันกว่า 5,000 สาขา แต่ส่วนใหญ่เป็นร้านเล็ก ๆ ไม่มีมาตรฐาน คือ บางรายซื้อแฟรนไชส์ หรือเอาเครื่องมาลง ปล่อยให้เจ้าของดูแลเอง มาตรฐานแล้วแต่ร้าน เครื่องเสียบ่อย ไม่มีคนดูแล ไม่มีระบบแก้ไขปัญหา คล้ายกับหลาย ๆ ธุรกิจในสมัยก่อนที่ยังไม่มีมาตรฐาน เช่น
- ร้านเปลี่ยนยาง จนกระทั่งมี Cockpit
- ร้านกาแฟ จนกระทั่งมี Starbucks, Amazon
- ร้านโชว์ห่วย จนกระทั่งมี 7-Eleven
ดังนั้น กลยุทธ์ของ WashXpress จึงไม่ได้ซับซ้อน ก็คือการวางตัวเป็น ผู้กำหนดมาตรฐาน ในตลาดร้านสะดวกซัก
“เราไม่ได้คิดอะไรใหม่ แค่ลอกมาจาก 7-Eleven ที่ทำสำเร็จมาแล้ว เมื่อก่อนร้านสะดวกซื้อก็มีเยอะ แต่มาตรฐานไม่เท่ากัน พอ 7-Eleven เข้ามากำหนดมาตรฐาน – เปิด 24 ชั่วโมง มีแอร์ สินค้าเหมือนกัน ราคาเหมือนกัน – ร้านที่ไม่มีมาตรฐานก็ค่อย ๆ หายไป วันนี้เราทำแบบเดียวกันกับร้านสะดวกซัก” ธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH กล่าว
โดยมาตรฐานที่ WashXpress วางไว้มี 7 ข้อ ได้แก่
- Hygiene Standard: ความสะอาดของถังซักระบบอัตโนมัติ และการดูแลร้านโดยพนักงาน ตลอดวัน
- Service Standard: บริการระดับมืออาชีพ ทั้งซัก-อบ-พับ ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกที่
- Environmental Standard: ติดแอร์ในร้าน
- Support Standard: มั่นใจด้วยทีม Call Center ตัวจริงที่แสตนด์บายดูแลตลอด 24 ชั่วโมง
- Digital Standard: แอปพลิเคชันอัจฉริยะที่ใช้ง่าย พัฒนาจากข้อมูลการใช้งานจริงของลูกค้า
- Safety Standard: ร้านสว่าง โปร่ง ปลอดภัย พร้อมระบบ CCTV รอบทิศทาง 24 ชั่วโมง
- Quality Consistency: รักษาคุณภาพการให้บริการที่สมบูรณ์ที่สุดในทุกสาขาแก่ลูกค้า
“ผู้บริโภคทุกวันนี้มีความคาดหวังสูง เพราะถูกสปอยล์ด้วยมาตรฐานในอุตสาหกรรมอื่น ดังนั้น เรามองว่าตราบใดที่อุตสาหกรรมไหนยังไม่มีมาตรฐาน แบรนด์ที่มาเซ็ทมาตรฐาน จะเป็นผู้ชนะ” ธนา ย้ำ

เตรียมขยายอีก 100 สาขา ติดแอร์เกือบหมด
ในปีนี้ WashXpress มีแผนจะเปิดสาขาใหม่อีก 100 สาขา จากปัจจุบันมีทั้งหมด 592 สาขา กระจายอยู่ใน 23 จังหวัด โดยสาขาที่จะเปิดในปีนี้ จะเน้นเปิดในภาคเหนือและภาคใต้ เช่น จังหวัดเชียงใหม่, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต เป็นต้น โดยจะใช้กลยุทธ์ เปิดหลายสาขาในจังหวัดเดียว เพื่อให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ง่ายขึ้น เน้นทำเล ในชุมชน และสาขาใหม่จะ ติดแอร์ เกือบทั้งหมด เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้เหนื่อคู่แข่งในพื้นที่
แม้ว่าการติดแอร์จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ กวิน กลองกระโทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง เล่าว่า มันช่วยได้อย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังสามารถ คืนทุนภายใน 10 เดือน เนื่องจากโดยปกติแล้ว ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่จะมาในช่วงหลังเลิกงานหรือเสาร์-อาทิตย์ โดยเฉพาะช่วงหลัง 1 ทุ่ม เนื่องจากตอนกลางวันอากาศร้อน ดังนั้น แค่มีแอร์ช่วยเพิ่มโอกาสในการใช้บริการช่วงกลางวันได้
ทั้งนี้ การเปิดสาขาใหม่ทั้งหมดเป็นการ ลงทุนเองทั้งหมด คาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท หรือเฉลี่ยสาขาละ 4 ล้านบาท โดย WashXpress ไม่มีแผนที่จะ ขายแฟรนไชส์ เนื่องจากต้องการควบคุมคุณภาพการให้บริการ ดังนั้น แฟรนไชน์ที่เคยขายไปทั้งหมด 79 สาขา ซึ่งบริษัทไม่มีแผนจะซื้อคืน แต่อยากเติบโตไปด้วยกัน
“เราเริ่มต้นจากแฟรนไชส์เหมือนคู่แข่งรายอื่น แต่พบว่าหลายคนทำตามมาตรฐานเราไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับเจ้าของแต่ละร้าน ถ้าเจ้าของใส่ใจก็ดี ถ้าไม่ใส่ใจก็แย่ เราเลยเปลี่ยนเป็นโมเดล ทำเองทั้งหมดเพื่อควบคุมมาตรฐาน” กวิน อธิบาย

ยังมีอีกหลายบริการให้ขยาย
อีกเหตุผลที่ WashXpress ไม่ขายแฟรนไชส์ก็คือ บริษัทมีแผนจะเพิ่มบริการอื่น ๆ อีกมาก โดยที่ผ่านมา มีการนำร่องร้าน WASH Plus ที่ให้บริการแบบพรีเมียม เช่น รับรีดผ้า (ทดลอง 15 สาขา), รับ-ส่งผ้าถึงบ้าน (ทดลอง 2-3 สาขา) โดยต่อไปมองถึงการต่อยอดกับพาร์ทเนอร์อื่น ๆ เช่น อาจทำ คาเฟ่ ชั้น 2 เป็นต้น
“เราให้บริการ 24 ชั่วโมง แต่ระยะเวลาที่คนใช้บริการคิดเป็นเพียงแค่ 11% เท่านั้น ดังนั้น การมีแอร์ หรือบริการอื่น ๆ เพิ่มเติม จะช่วยให้เราไปจับลูกค้าที่ไม่ใช่ช่วงพีคได้ นี่ก็เป็นอีกโอกาส” ธนา เสริม
นอกจากนี้ บริษัทต้องการเติบโตในระยะยาว ซึ่งการลงทุนเองทั้งหมด อาจจะต้องใช้งบลงทุนสูง แต่มีโอกาสทำกำไรจากบริการได้ดีกว่า ต่างจากการขายแฟรนไชส์ที่อาจจะ ได้เงินเลย แต่ระยะยาวอาจไม่ดี เพราะการขายเครื่องขึ้นอยู่กับภาวะเศราฐกิจ และวันหนึ่งถ้าตลาดมันถึงจุดอิ่มตัว จะทำรายได้ไม่ดี
ปักเป้าโต 25%
ผลประกอบการในปี 2568 งวด 9 เดือนแรก WASH มีรายได้รวม 745.82 ล้านบาท เติบโต 24.79% และมีกำไรสุทธิ 87.29 ล้านบาท เติบโต 50.60% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน สำหรับปีนี้ บริษัทตั้งเป้าเติบโต 25% จากการขยายสาขาใหม่ และตั้งเป้ายอดขายในสาขาเดิม (SSSG) เติบโต 10% จากบริการเสริม และการรักษาฐานลูกค้าเก่า
ปัจจุบัน WashXpress มีลูกค้า 1.8 ล้านราย อ้างอิงจากยอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น โดยมีลูกค้าทั้งกลุ่มคอนโด และกลุ่มลูกค้า บ้านเดี่ยว ที่มักจะนำผ้าม่าน ผ่านวม ผ้าปูที่นอนมาซัก
“หลายคนคิดว่าแถวหอ แถวคอนโดคนจะใช้เยอะ ซึ่งก็ถูก แต่ที่เซอร์ไพร์ซก็คือ กลุ่มบ้านเดี่ยวเป็นลูกค้าเยอะมาก เพราะเขาใช้ซักผ้าขนาดใหญ่ ยิ่งมีเรื่อง P.M2.5 คนก็เลือกจะอบผ้ามากกว่าตาก” กวิน เล่า
สะดวกซักไม่ได้ Red Ocean อย่างที่คนมอง
แม้ตลาดร้านสะดวกซักจะมีกว่า 5,000 สาขา ทั่วไทย และในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมาก็เติบโตเฉลี่ย 10% ทุกปี ทำให้หลายคนมองว่าเป็นตลาด Red Ocean แต่ กวิน มองว่า Red แค่แบรนด์ที่ขาย แฟรนไชส์ เพราะรายย่อยที่มาเปิดร้านเองจะถูกดิสรัปต์ด้วยมาตรฐานใหม่ ๆ ส่วนรายใหญ่ที่จะเข้ามาในตลาด เขาอาจจะมองว่าไม่คุ้มลงทุน เนื่องจากต้องใช้เวลาคืนทุน 3-5 ปี
“มันมีมาตรฐานหลายอย่างที่ร้านเล็ก ๆ ลงทุนทำเองไม่ได้ เช่น คอลเซ็นเตอร์ หรือคิดแอร์ ดังนั้น เมื่อมาตรฐานใหม่เข้ามา ความคาดหวังก็เปลี่ยนไป ร้านเล็ก ๆ ก็อาจจะอยู่ยาก หรือยักษ์ใหญ่อย่าง CP หรือ Central ก็ไม่แน่ใจจะเข้ามาไหม เพราะธุรกิจสะดวกซัก ไม่เซ็กซี่เท่าธุรกิจอื่น เนื่องจาก ต้องลงทุนหนัก ไม่ใช่ธุรกิจที่กำไรดีในระยะสั้น” ธนา ทิ้งท้าย


