Columnist

วางแผนการเงินส่วนบุคคล คุณค่าที่เหนือกว่าการลงทุน

ทุกท่านคิดเหมือนกันไหมครับว่า ‘โลกทุกวันนี้หมุนเร็วเหลือเกิน’ แต่ละปี แต่ละช่วงเวลา จะมีความท้าท้ายใหม่ๆ เข้ามาให้เราได้เรียนรู้ หรือต้องเอาชนะ เพื่อให้สามารถก้าวต่อไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นได้ และการที่จะก้าวไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในวันข้างนั้น จำเป็นต้องวางแผนการใช้ชีวิต เท่านั้นยังไม่พอ…

Print
บทความโดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth
ทุกท่านคิดเหมือนกันไหมครับว่า ‘โลกทุกวันนี้หมุนเร็วเหลือเกิน’ แต่ละปี แต่ละช่วงเวลา จะมีความท้าท้ายใหม่ๆ เข้ามาให้เราได้เรียนรู้ หรือต้องเอาชนะ เพื่อให้สามารถก้าวต่อไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นได้ และการที่จะก้าวไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในวันข้างนั้น จำเป็นต้องวางแผนการใช้ชีวิต เท่านั้นยังไม่พอ ควรต้องวางแผนทางการเงินด้วยนะครับ

ต้องยอมรับนะครับว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาการวางแผนทางการเงินมีพัฒนาการที่ดีขึ้นมากในทุกมิติ ที่สำคัญคือ ‘คน’ ที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินมากขึ้นโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินและช่องทางการออมการลงลงทุนต่างๆ ก็มีการพัฒนามากขึ้น มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาช่วยให้เราดูแลเรื่องเงินทองได้ง่ายยิ่งขึ้น ผ่านการออมและการลงทุนบนแพลตฟอร์มต่างๆ ทำให้คนยุคนี้สามารถสร้าง ‘อิสรภาพทางการเงิน’ ให้กับตัวเองได้มากขึ้นและเร็วขึ้น

แนวคิดวางแผนการเงิน

เมื่อพูดถึง ‘การวางแผนการเงิน’ สำหรับบางคนอาจดูเป็นเรื่องยาก ต้องซีเรียสกับการใช้จ่าย จะซื้ออะไรสักอย่างต้องคิดแล้วอีก.. แค่คิดก็เครียดแล้ว!! หลายคนจึงยังไม่ได้เริ่มต้นเสียที แต่จริงๆ แล้วการวางแผนทางการเงินและทำให้ได้ตามแผนไม่ใช่เรื่องยากเย็นขนาดนั้น ลองปรับมุมมองของการวางแผนการเงินให้เป็น ความฝันคุณอาจจะมี “Passion” ขึ้นมาก็ได้

ถ้าเราฝันอยากมีบ้าน มีรถ ไปเที่ยวเมืองนอก แต่งงาน มีลูก มีครอบครัวที่อบอุ่น มีชีวิตที่สุขสบาย มีเงินทองใช้จ่ายไม่ขาดมือ มีผลตอบแทนจากการออมและการลงทุนเป็นโบนัสให้กับชีวิตนอกเหนือจากรายได้ประจำ มีฐานะการเงินที่มั่นคงไปจนถึงวัยเกษียณ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีความสุขกับชีวิต การวางแผนทางการเงินคือ Roadmap ที่จะนำพาคุณไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ

shutterstock_1861897693

Photo : Shutterstock

ในการวางแผนทางการเงิน แต่ละคนคงมีเป้าหมายแตกต่างกันไป ซึ่งในเป้าหมายปลีกย่อยหรือจุดประสงค์แบบเฉพาะเจาะจง ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและความสะดวกของแต่ละคนเลยครับ แต่ผมขอใส่เครื่องหมายดอกจันให้เป็นข้อสังเกตไว้สักนิดว่า เป้าหมายโดยภาพรวม เราควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทางการเงินที่ดีขึ้น เพื่อสร้าง ‘ความมั่นคง’ ทางการเงินในระยะยาวไปตลอดเส้นทางชีวิตของเรา และระหว่างทางก็สามารถสะสม ‘ความมั่งคั่ง’ ให้เพิ่มพูนได้ตามตัวไปด้วย

ซึ่งผมมองว่าการวางแผนทางการเงินควรเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา เป็นสิ่งที่ควรทำต่อเนื่องทุกปี และเป็นแผนที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง สามารถทำได้โดยไม่ต้องกดดันการใช้ชีวิตมากเกินไป ไม่อย่างนั้นแล้วเราต้องทำตามแผนด้วยความเครียด ความสุขในการใช้ชีวิตก็จะลดลง หรืออาจถึงขั้นท้อแท้อยู่กลางทาง จนไม่สามารถเดินไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้

4 เรื่องต้องรู้ ก่อนวางแผนการเงิน

แล้วถ้าจะวางแผนทางการเงินแบบไม่ต้องเครียดมาก ทำไปได้เรื่อยๆ ต้องเริ่มอย่างไร ผมมีทริค 4 ข้อให้คุณเดินอยู่บนทางสายกลางในการวางแผนการเงิน แบบไม่ซีเรียสมากไป แต่ก็ไม่ชิลจนเกินไป.. เพื่อให้เดินไปถึงจุดหมายได้จริงๆ

#ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย

การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย จะช่วยให้คุณเห็นสถานะทางการเงินของตัวเองอย่างชัดเจนขึ้น แน่นอนว่าช่องรายรับของคนโดยทั่วไปมีอยู่ไม่กี่รายการ เทียบกับช่องรายจ่ายที่ยาวเฟื้อย ทีนี้ลองมาโฟกัสที่ช่องรายจ่าย จิ้มนิ้วเลื่อนลงมาทีละบรรทัดเลยครับ บรรทัดไหนที่ทำให้คุณสะดุด.. หยุด.. และร้องเอ๊ะ!! เป็นสัญญาณว่าบรรทัดนั้นไม่น่ารอด.. ต้องตัดทิ้งไปจากบัญชี แล้วยอดเงินคงเหลือสุทธิในบรรทัดสุดท้าย จะทำให้คุณยิ้มได้กว้างกว่าเดิมแน่นอนครับ

#กำหนดเป้าหมายลงทุน

อย่างที่ผมกล่าวไปแล้วนะครับว่า เราควรมีเป้าหมายในภาพรวมเพื่อบริหารจัดการการเงินได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างความมั่นคงทางการเงิน และนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้แต่ละคนอาจมีเป้าหมายปลีกย่อยที่อยากได้ อยากทำ อยากมี ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ในระยะสั้นหรือระยะยาว เช่น เก็บเงินไปดูแสงเหนือสิ้นปีนี้, หรือเก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ดาวน์รถ Tesla เพื่อเป็นเจ้าของ EV ให้ได้ภายใน 4 ปี, วางแผนแต่งงานในอีก 2 ปี พร้อมซื้อบ้านหลังใหญ่ขึ้นเพื่อรอต้อนรับลูกคนแรกในปีถัดไป

ตามหลักทฤษฎี ยิ่งวางแผนการเงินและเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อยยิ่งได้เปรียบ แต่บางคนอาจใช้ช่วงวัยมาเป็นข้ออ้างที่ยังไม่เริ่มลงทุน ถ้ามีเงื่อนไขแบบนี้ก็ต้องบอกว่า ตัวเลขอายุจะเป็นเท่าไหร่ไม่สำคัญครับ เพราะคุณสามารถเริ่มต้นตอนนี้ได้เลย ที่สำคัญควรสร้างวินัยการออมให้เป็นนิสัย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เพราะทันทีที่คุณเริ่มลงทุนคุณก็จะสะสมพลังแห่งผลตอบแทนทบต้นได้ทันที เมื่อระยะเวลาผ่านไปคุณยิ่งได้ประโยชน์จากดอกผลที่หว่านเมล็ดไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

shutterstock_1160497384

Photo : Shutterstock

#เลือกสินทรัพย์ลงทุน

ในโลกของการเงินการลงทุนมีหลากหลายประเภทสินทรัพย์ให้คุณเลือก โดยพื้นฐานแล้วผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเราในแต่ละช่วงชีวิตประกอบด้วยเงินฝาก สินเชื่อ ประกัน การลงทุน ซึ่งตามหลักการการเลือกสินทรัพย์ลงทุนก็จะพิจารณาจากวัตถุประสงค์ในการลงทุน อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ ระยะเวลาในการลงทุน และที่สำคัญคือระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ซึ่งความเสี่ยงที่ยอมรับได้ อาจทดสอบง่ายๆ จากจิตใจของผู้ลงทุนเอง ถ้าลงทุนอะไรไปแล้วนอนหลับไม่สนิท แสดงว่าคุณไม่เหมาะกับสินทรัพย์นั้น วิธีแก้ก็แค่ตื่นขึ้นมาแล้วคิดทบทวนดูใหม่ และเลือกสินทรัพย์ลงทุนที่ทำให้คุณสบายใจและนอนหลับได้สนิท

#หมั่นปรับพอร์ตลงทุน

เมื่อวางแผนการเงินและจัดพอร์ตลงทุนแล้ว คุณควรหมั่นตรวจสอบพอร์ตลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูว่าให้ผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ถ้าเริ่มเบี่ยงเบนหรือผิดเพี้ยนไปก็สามารถปรับพอร์ตลงทุนได้ตามความเหมาะสม

เพิ่มทักษะวางแผนการเงิน

แผนการเงินที่จะประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับทักษะทางการเงินของแต่ละคนด้วย ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่า คุณมีความรู้ทางการเงินหรือมีทักษะในการวางแผนทางการเงินมากน้อยแค่ไหน ซึ่งอาจใช้มาตรวัดง่ายๆ ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน เช่น ในแต่ละเดือนมีเงินเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหนหลังหักค่าใช่จ่ายที่จำเป็นออกไปแล้ว เงินในส่วนที่เหลือนั้นนำไปใช้ทำอะไร สามารถแบ่งเป็นเงินออมหรือเงินลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าคำตอบของคุณจบตั้งแต่คำถามแรก คือแต่ละเดือนแทบไม่มีเงินเหลือเลย ก็สะท้อนทักษะในการวางแผนทางการเงินได้ชัดเจนเลยละครับ แต่หากมีคำตอบได้ถึงคำถามสุดท้าย แสดงว่าคุณมีทักษะทางการเงินที่แข็งแรงทีเดียว

หรือถ้าจะอัพเลเวลขึ้นอีกนิด ลองนึกย้อนกลับไปในช่วงโควิด 19 ว่าสถานะทางการเงินของคุณอยู่ในภาวะที่ยากลำบากมากน้อยแค่ไหน คุณมีเงินเหลือพอใช้ได้ถึงกี่เดือนในสถานการณ์โรคระบาดที่ยาวนานกว่า 2 ปี ซึ่งทุกคนเจอปัญหาเดียวกัน แต่ผลกระทบของแต่ละคนไม่เท่ากัน และ เงินออมคือตัวชี้วัดผลกระทบได้อย่างชัดเจน

Businessman,Investment,Consultant,Analyzing,Company,Financial,Report,Balance,Sheet,Statement

Photo : Shutterstock

ก่อนวิกฤติโควิด 19 ตามหลักทฤษฎีแนะนำไว้ว่า เราควรมีเงินออมสำรองไว้ให้พอใช้ในระยะ 3 เดือนข้างหน้า เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดหรือกรณีที่ไม่มีรายได้ แต่วิกฤตการณ์ครั้งนี้ที่ส่งผลกระทบอย่างแสนสาหัส ทำให้เราต้องปรับทฤษฎีให้เข้มขึ้น โดยควรมีเงินออมให้เพียงพอรองรับการขาดรายได้ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ระยะเวลาเพิ่มขึ้นมาเท่าตัวเลยนะครับ ที่สำคัญโควิด 19 ยังได้สะท้อนถึงความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงทักษะทางการเงินและการวางแผนทางการเงินของคนไทยได้อย่างแจ่มชัด ซึ่งโดยภาพรวมแล้วถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างอ่อนแอ และส่งผลถึงความเหลื่อมล้ำทางการเงินที่สูงขึ้นในสังคมไทย

โดยงานวิจัยเกี่ยวกับความมั่งคั่งของครัวเรือนไทย ของจากธนาคารแห่งประเทศไทยระหว่างปี 2560-2564 พบว่า คนมีรายได้สูงมีโอกาสสะสมความมั่งคั่งได้มากกว่า โดยคนในกลุ่มนี้มีมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินรวมกันเกิน 50% ของครัวเรือนทั้งหมดที่ทำการสำรวจ ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสสะสมความมั่งคั่งได้น้อยลง โดยคนกลุ่มนี้มีสินทรัพย์ทางการเงินรวมกันในสัดส่วนเพียง 2% เท่านั้น และส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเงินสดและเงินฝากเกือบทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีผลสำรวจทักษะทางการเงินของคนไทยปี 2563 พบว่า คนไทยมีพัฒนาการระดับทักษะทางการเงินอยู่ที่ 71% แต่ในแง่การบริหารการเงินยังน่าเป็นห่วงและสามารถพัฒนาเพิ่มเติมได้ เช่น การคำนวณดอกเบี้ยทบต้น การกระจายความเสี่ยงในการลงทุน และมูลค่าเงินตามเวลา ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นหนึ่งในพื้นฐานความรู้ที่สำคัญ ในการวางแผนการเงินและสร้างรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งในระยะยาว

นิสัยการออม ชี้อนาคตการเงิน  

David Bach นักเขียนและนักวางแผนทางการเงินชาวอเมริกันชื่อดัง ที่ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการบริหารการเงินส่วนบุคคลออกมาถึง 7 เล่ม และหนังสือของ Bach ติดชาร์ต Best seller มาอย่างต่อเนื่อง โดย Bach ได้ทำนายอนาคตทางการเงินตามนิสัยการใช้เงินของแต่ละคน ซึ่งแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มดังนี้

  • มั่งมี ศรีสุข คือ หาได้ 100, ใช้ 50, ออม 25, ลงทุน 25
  • กินดี อยู่ดี คือ หาได้ 100, ใช้ 80, ออม 20
  • พอมี พอกิน คือ หาได้ 100,ใช้ 90, ออม 20
  • ร่อแร่ ไม่มั่นคง คือ หาได้ 100, ใช้ 100
  • ล้มละลาย หายนะ คือ หาได้ 100, ใช้มากกว่า 100 และหยิบยืมคนอื่น
rich money invest ลงทุน รวย เศรษฐี

Photo : Shutterstock

และยังมีอีกทฤษฎี ที่ Bach ได้เขียนไว้ในหนังสือที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง คือ “The Automatic Millionaire” หรือ “เศรษฐีอัตโนมัติ” โดยได้แบ่งฐานะทางการเงินของคนตามนิสัยการออม ซึ่งแยกได้เป็น 6 กลุ่มคือ

1. กลุ่มถังแตก คนกลุ่มนี้จะไม่คิดเรื่องการออม ใช้จ่ายมากกว่าที่หาได้หรือใช้จ่ายเกินตัว ทำให้ต้องคอยหยิบยืมจากคนอื่นเป็นประจำ ซ้ำร้ายยังไม่สามารถจ่ายคืนได้อีกต่างหาก แนวทางแก้ปัญหาสำหรับกลุ่มคนถังแตก เริ่มแรกเลยก็คือ ต้องหยุดก่อหนี้ แล้วหารายได้เสริม ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องใช้จ่ายให้น้อยลง

2. กลุ่มคนจน กลุ่มนี้จะเข้าใจและเห็นประโยชน์ของการออม แต่ติดที่ “ไม่เริ่มซะที” จึงยังต้องติดกับดักความจนอยู่ ซึ่งตามคำจำกัดความของ Bach คนจนไม่ได้ชี้วัดจากรายได้แต่สะท้อนจากสัดส่วนเงินออม หากคุณไม่อยากอยู่ในข่ายคนจนต้องรีบออมเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะการออมคือจุดเริ่มต้นของความมั่งคั่ง คำพูดที่ว่า “ออมก่อนรวยกว่า” จึงถูกต้องที่สุดครับ

3. กลุ่มชนชั้นกลาง คือกลุ่มที่สามารถออมได้ 5-10% ของรายได้ เพราะมีความรู้ความเข้าใจและมีทักษะในการวางแผนทางการเงินค่อนข้างดี ไม่ว่าจะมาจากการถูกปลูกฝังนิสัยการออมมาตั้งแต่เยาว์วัย หรือจากทัศนคติในการใช้เงินของตนเองก็ตาม แม้สามารถเก็บออมได้ในระดับนี้ แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะไม่พอใช้ในยามเกษียณ ทั้งจากปัจจัยเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่มีโอกาสสูงขึ้นในอนาคต และสถานการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆ ที่ไม่อาจคาดเดาได้

การออมอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงควรมองหาการลงทุนเข้ามาเสริมด้วย เพื่อให้เงินต้นออกดอกออกผลมากขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ควรบริหารความเสี่ยงด้วยประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพควบคู่ไปด้วย เพื่อสร้างความปลอดภัยทางการเงินให้ครอบคลุมไปถึงหลังเกษียณ

4. กลุ่มพอมีพอกิน ออมได้ประมาณ 10-15% ของรายได้ กลุ่มนี้ถือว่าสามารถออมได้ตามหลักทฤษฎีขั้นพื้นฐานที่ระดับ 10% แต่หากสามารถออมเพิ่มได้ก็จะยิ่งเพิ่มความอุ่นใจในอนาคตได้มากขึ้น เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การเจ็บไข้ได้ป่วย หัวหน้าครอบครัวขาดรายได้หรือตกงาน ดังนั้นการลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยและการประกันเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงก็จะช่วยเพิ่ม Buffer ให้คุณได้เช่นกัน

5. กลุ่มคนรวย ออมได้ 15-20% ของรายได้ ใครที่สามารถออมเงินได้อย่างสม่ำเสมอในระดับนี้ และสามารถบริหารรายจ่ายได้แบบไม่ต้องกดดัน ต้องกด Like ให้เลยครับ และโดยพื้นฐานแล้วคนกลุ่มนี้ยังสามารถสร้างรายได้จาก Passive income ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเข่า ที่สำคัญคนกลุ่มนี้สามารถบริหารจัดการเงินออม เงินลงทุน ความเสี่ยง และค่าใช้จ่ายได้แบบชิลๆ อีกด้วย

6. กลุ่มคนรวยที่สามารถเกษียณอายุได้ก่อนเวลา ออมเงินได้มากกว่า 20% ของรายได้ ใครที่สามาถบริหารจัดการเงินได้อย่างสม่ำเสมอในระดับนี้ ต้องกด Like แถมกด Love ให้แบบรัวๆ ไปเลย คุณยอดเยี่มมากๆ เพราะสามารถสร้างอิสระทางการเงินให้กับตัวเองได้อย่างแท้จริง

ซึ่งคนกลุ่มนี้ ไม่จำเป็นต้องมี Wealth มาแต่กำเนิดนะครับ เพราะความมั่งคั่งทางการเงินเราสามารถสร้างได้เอง โดยมีการวางแผนทางการเงินเป็นเข็มทิศนำทาง กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน มีวินัยทางการเงิน และลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ‘อิสรภาพทางการเงิน’ ที่อาจอยู่ไกลถึงยอดเขาเอเวอเรสต์ของใครหลายๆ คน ก็อาจอยู่ใกล้แค่หน้าปากซอยสำหรับคุณ

Business investment

Photo : Shutterstock

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในกลุ่มไหนตามนิยามของ Bach เพียงแค่เริ่มต้น เครื่องยนต์การออมของคุณก็จะสตาร์ทขึ้นได้ทันที ให้คุณพร้อมไปต่อ และต่อยอดความมั่งคั่งด้วยเครื่องมือลงทุนอื่นๆ หรือจะใช้วิธีทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอในรูปแบบ DCA (Dollar cost averaging) เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง และช่วยแบ่งเบาภาระการลงทุนในแต่ละเดือนก็ย่อมได้เช่นกัน

วางแผนการเงินด้วยแพลตฟอร์มลงทุน

ในโลกยุคดิจิทัล ทำให้ชีวิตทางการเงินของเราง่ายและสะดวกมากขึ้น ผ่าน Mobile application ของผู้ให้บริการทางการเงินในรูปแบบต่างๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ซื้อขายหน่วยลงทุน รวมถึงฟินเทคและสตาร์ทอัพ ให้เราสามารถเลือกใช้งานได้ตามอัธยาศัย และจะช่วยให้เราวางแผนทางการเงิน ออมเงิน และลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยีการออมและการลงทุนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล อาจอยู่ในรูปแบบ Robo-adviser ที่เป็นเสมือนผู้จัดการการลงทุนให้คุณอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจัดพอร์ตลงทุน เลือกสินทรัพย์ลงทุน ปรับพอร์ตลงทุน และคอยติดตามผลการดำเนินงานของพอร์ตลงทุนให้คุณแบบอัตโนมัติ

หรือรูปแบบของ AI portfolio manager ที่เสมือนเป็นผู้ช่วยตัดสินใจด้านการลงทุน โดยใช้วิธีการคิด (Algorithm) ด้วยการเรียนรู้จากตัวอย่าง ข้อมูลสถานการณ์ลงทุนปัจจุบัน และข้อมูลผู้ลงทุนทั้งส่วนตัวและทางการเงินที่เคยให้ไว้มาช่วยปรับพอร์ตลงทุน

ในต่างประเทศ ยังมีเทคโนโลยีการลงทุนในรูปแบบของ Micro-investing ที่เสมือนเป็นผู้ช่วยออมและลงทุนอัตโนมัติ โดยมีแนวคิดว่าจะช่วยตัดเงินส่วนหนึ่งจากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคุณ เช่น ค่าช้อปปิ้ง ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค เข้ามาสะสมไว้เป็นเงินสำหรับลงทุน ทำให้เหมาะกับคนที่ไม่สามารถออมเองได้และไม่มีเงินก้อนมาลงทุน ซึ่งในประเทศไทยก็ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาบริการนี้ เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น

และอยากตอกย้ำกันอีกครั้งนะครับว่า “การวางแผนการทางการเงิน” ไม่ได้เป็นเรื่องของคนรวย แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีสุขภาพทางการเงินที่มั่นคงแข็งแรง และเป็นหนทางสู่การสร้างความมั่งคั่งได้ในอนาคต.. เราสามารถออกแบบชีวิตให้เป็นไปตามที่ฝันไว้ได้ ด้วยการวางแผนทางการเงิน เพราะการวางแผนทางการเงินคือคุณค่าที่ให้คุณได้มากกว่าการลงทุน

profile_ตราวุทธิ์