ล่าสุด Samsung, SK Hynix และ Micron สามผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ (RAM) และหน่วยความจำความเร็วสูงรายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังตกเป็นเป้าหมายในคดีฟ้องร้องแบบกลุ่ม (Class-action Lawsuit) โดยคำฟ้องระบุข้อกล่าวหาในภาพรวมว่า ทั้งสามบริษัทมีพฤติกรรมร่วมกันปั่นราคา (Price-fixing) และจงใจจำกัดปริมาณสินค้าในตลาด เพื่อคงราคาขายให้อยู่ในระดับที่สูงเกินควร
คำฟ้องระบุว่าทั้งสามบริษัทได้ จงใจลดกำลังการผลิตชิปหน่วยความจำประเภท DDR3 และ DDR4 ซึ่งเป็นชิปพื้นฐานที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคทั่วไป เช่น คอมพิวเตอร์พีซีและเครื่องเกมคอนโซล แล้วหันไปทุ่มเทความสนใจให้กับชิปกลุ่ม HBM (High Bandwidth Memory) ซึ่งเป็นชิปความเร็วสูงที่ออกแบบมาเพื่อป้อนตลาดศูนย์ข้อมูล AI (AI Datacenters) เป็นหลัก
คดีนี้ถูกยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยสำนักข่าว Law360 เป็นผู้ตรวจพบข้อมูลนี้ (รายงานผ่าน VGC อีกทีหนึ่ง) เนื้อหาในคำฟ้องแย้งว่า ผู้บริโภคกลายเป็นคนที่ต้องแบกรับภาระหนักที่สุดจากการถูกบีบกลไกตลาดในครั้งนี้ เพราะทำให้ต้องควักเงินจ่ายค่าอุปกรณ์ที่ใช้ชิป DRAM ใน "ราคาที่สูงเกินกว่าระดับการแข่งขันปกติ" (Supracompetitive Prices) ซึ่งกลายเป็นการช่วยกอบโกยและผลักดันผลกำไรของทั้งสามบริษัทให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก
หัวใจสำคัญที่คดีนี้หยิบยกขึ้นมาอ้างอิงก็คือ ตามหลักของตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างเสรี เมื่อสินค้ามีราคาสูงขึ้น มันควรจะเป็นแรงจูงใจให้บริษัทต่าง ๆ กระโดดเข้ามาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณสินค้าในระบบ แต่ในกรณีนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ยังแย่ลงไปอีกเมื่อซัพพลายเกือบทั้งหมดในตลาดถูกผูกขาดโดยสามบริษัทนี้ และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาแข่งขัน เนื่องจากต้องใช้เงินทุนมหาศาลและระยะเวลาอีกนานกว่าจะสร้างโรงงานผลิตชิป (Fabrication Facilities) ที่ล้ำสมัยแบบนี้ได้
ย้อนรอยประวัติศาสตร์การฮั้วราคา
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ SK Hynix และ Samsung ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาในลักษณะนี้ เพราะย้อนกลับไปในปี 2005 ทั้งสองบริษัทเคยยอมรับสารภาพผิดในข้อหาฮั้วราคาชิป DRAM มาแล้ว โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) สั่งปรับ SK Hynix เป็นเงิน 185 ล้านดอลลาร์ และปรับ Samsung สูงถึง 300 ล้านดอลลาร์ ซึ่งโทษค่าปรับของ Samsung ในตอนนั้น ถือเป็นค่าปรับคดีอาญาฐานผูกขาดทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ เลยทีเดียว
ส่วนทางด้าน Micron ซึ่งเป็นบริษัทอเมริกันเพียงรายเดียวในกลุ่มสามยักษ์ใหญ่นี้ รอดพ้นจากข้อกล่าวหามาได้เนื่องจากมีรายงานว่าพวกเขาให้ความร่วมมือกับอัยการในการนำสืบเนื้อหาคดี
คดีฟ้องร้องแบบกลุ่มในครั้งนี้ได้ดึงเอาคำตัดสินในอดีตดังกล่าว รวมถึงการสืบสวนครั้งล่าสุดโดยรัฐบาลจีนมาเป็นจุดสังเกต โดยในตอนนั้นทางการจีนได้กล่าวหาทั้งสามบริษัทว่ามีพฤติกรรมในลักษณะคล้ายกันช่วงปี 2016-2018 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคา RAM พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทว่าตัวเลขในตอนนั้นก็ยังไม่รุนแรงเท่ากับสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
ผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี
ต้นทุนที่สูงขึ้นของ RAM และหน่วยความจำความเร็วสูง (SSD) ได้ส่งผลกระทบต่อแทบทุกบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยที่ทำเครื่องเกมคอนโซลแนวเรโทรเป็นงานอดิเรก ไปจนถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Apple ต่างก็ต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาด้วยกันทั้งสิ้น ทางฝั่งค่ายเกมอย่าง Xbox, PlayStation และ Nintendo เองก็ต้องปรับขึ้นราคาเครื่องเกมคอนโซลของตัวเองไปแล้วหลายระลอก และคาดว่าน่าจะมีการปรับราคาขึ้นอีกหลังจากนี้
ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ แม้ว่าสินค้าจะมีราคาแพงลิบลิ่ว แต่ปริมาณสต็อกสินค้าในตลาดก็ยังคงต่ำอยู่ ซึ่งทำให้เกิดความยากลำบากในการผลิตสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ แม้กระทั่งกับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อก็ตาม ค่ายเกมยักษ์ใหญ่อย่าง Valve เองก็เพิ่งเจอตัดหน้าในบทเรียนราคาแพงนี้ไปในช่วงก่อนเปิดตัวเครื่อง Steam Machine รุ่นล่าสุด โดยบริษัทยอมรับว่าตัวเครื่องต้องตั้งราคาขายไว้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ตอนแรกมาก และที่แย่ไปกว่านั้นคือ สินค้าที่จะพร้อมวางจำหน่ายนั้นมีจำนวนไม่มากพอที่จะรองรับความต้องการของตลาดได้เลย